"ขุนคลัง"ในรัฐบาล คือ "สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์" รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพิ่งออกมาเปิดเผยในงานมอบรางวัล ไอเอเอ อวอร์ด จัดโดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เมื่อวันที่ 15 มี.ค.64ที่ผ่านมา ว่ารัฐบาลเตรียมออกนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังผ่านวิกฤติสถานการณ์โควิด-19 อีกทั้งยังเป็นไปเพื่อรองรับความท้าทายของโลกที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งเรื่องของการเปลี่ยนแปลงไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัล "รัฐบาลจะพยายามสร้างความชัดเจนทางด้านนโยบาย โดยจะดูในภาพรวมทั้งด้านปัจจัยและความท้าทายต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งหมดนี้จะพยายามทำให้เร็วที่สุด อย่างน้อยก็ทำให้บรรดานักวิเคราะห์ในตลาดหลักทรัพย์สามารถนำไปประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทต่าง ๆ ทั้งในเชิงบวก และเชิงลบ เช่นเดียวกับโอกาสที่จะเกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลเองจะไปดูเรื่องนี้ เพื่อให้การบริหารประเทศในภาพรวมต้องมีประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ เพราะเป็นความท้าทายทั้งประเทศ และทั้งระบบ โดยขอยืนยันว่า ในเร็ว ๆ นี้เรื่องทั้งหมดจะมีความชัดเจนมากขึ้น" แน่นอนว่าวิกฤติไวรัสโควิด-19 คือ "ความท้าทายใหม่" ที่ "ผู้นำ"และประชาชน ทุกประเทศทั่วโลก ต่างต้องเผชิญหน้า ไม่ว่าจะด้วยความพร้อมหรือไม่ หรือมากน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่สำหรับประเทศไทยแล้วต้องยอมรับว่า "จุดแข็ง" ของ "ระบบการแพทย์" ของไทย คือ "ปัจจัยสำคัญ" ที่ทำให้สถานการณ์ของไทย ไม่ตกอยู่ในสภาพวิกฤติเหมือนกับอีกหลายประเทศทั่วโลก เมื่อระบบการแพทย์ ไม่อาจรองรับกับการแพร่ระบาดของไวรัสร้าย ที่อุบัติขึ้นมาใหม่ แต่ถึงกระนั้น ปัญหาที่ซ้อนเข้ามาสำหรับประเทศไทย และบีบให้ "รัฐบาล" ของ "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คือความวุ่นวายทาง "การเมือง" ที่ผสมปนเปเข้ามา จนทำให้รัฐบาลต้องรับมือกับศึกหลายด้าน และที่สำคัญไปกว่านั้น ทั้งประเด็นที่ว่าด้วยเศรษฐกิจ และการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ยังถูกโจมตีได้ด้วยประเด็นทางการเมือง จนกระทบไปถึง "ทีมแพทย์" มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง อย่างไรก็ดี การส่งสัญญาณ การเตรียมขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจ ของสุพัฒนพงษ์ ว่าจะมีขึ้นภายหลังสถานการณ์โควิดนั้น ด้านหนึ่งคือการที่รัฐบาลพยายาม "ทิ้งระยะห่าง" จากการเมือง แล้วเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาปากท้องในระดับฐานราก ควบคู่ไปกับการพลิกฟื้นเศรษฐกิจระดับมหภาค เพราะรัฐบาลรู้ดีว่า นอกเหนือไปจากปัญหาทางการเมืองที่ยังอยู่ในวังวนว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการรับมือกับการเคลื่อนไหวของม็อบราษฎร นั้นคือการประคับประคองไม่ให้สถานการณ์เศรษฐกิจตกต่ำจนถึงขั้นวิกฤติ ไม่เช่นนั้นแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจจะกลายเป็น "จุดตาย" ของรัฐบาลที่ยากจะหา "ตัวช่วย" เหมือนกับการรับมือกับความขัดแย้งทางการเมือง ! ผลจากการเลือกตั้งซ่อมส.ส. เขต 3 จ.นครศรีธรรมราช ที่ผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ คือ "อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ" เอาชนะคู่แข่งจากพรรคประชาธิปัตย์มาได้กว่า 4พันคะแนน เมื่อวันที่ 7 มี.ค.64 ที่ผ่านมานั้น ปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ที่แกนนำในพรรคประชาธิปัตย์เองยังต้องยอมรับ นั่นคือการที่รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ดำเนินนโยบายเยียวยา สารพัดมาตรการแจกเงิน ผ่านโครงการเราชนะ ,คนละครึ่ง หรือ ม 33 เรารักกัน ก็ล้วนแล้วแต่เป็น "จุดขาย" ที่กระแทกใจ ดึงดูดให้พี่น้องประชาชน เทคะแนนให้กับอาญาสิทธิ์ ผู้สมัครจากพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาลได้ไม่ยาก !