นาทีนี้ ต่อให้หลับตาข้างเดียว ก็ย่อมประเมินได้ว่า สถานการณ์ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและเจ้าของรหัส “สนามไชย1” ไม่ได้อยู่ในภาวะที่เรียกว่า “เป็นต่อ” ถือแต้มเหนือ “พรรคร่วมรัฐบาล” ด้วยกันเอง !
ไม่ใช่เพียงเพราะ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นภายในพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น หากแต่เมื่อนำตัวเลขผลการลงคะแนน “ไว้วางใจ” ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “10 รัฐมนตรี” ที่ผ่านมา น่าสนใจว่า ไม่เพียงแต่คะแนนของ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้น้อยกว่า “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รมช.เกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีจากพรรคพลังประชารัฐ พรรคการเมืองในคอนโทรลของ “พี่ใหญ่”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและในฐานะหัวหน้าพรรคเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นว่า คะแนนยังน้อยกว่า “หมอหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
หมายความว่า คะแนนไว้วางใจของพล.อ.ประยุทธ์ นั้นตามหลังทั้งรัฐมนตรีในพรรคพลังประชารัฐ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พรรคร่วมรัฐบาลอันดับสอง
ลำพังคะแนนของร.อ.ธรรมนัส ที่ “พุ่งสูง” ขึ้นมาจนแซงหน้าพล.อ.ประยุทธ์ นั้นทางหนึ่งอาจเข้าใจได้ว่า “ไม่ได้ตั้งใจ” !
อาจเป็นเพราะผลการ “เปิดดีล” กับส.ส.พรรคก้าวไกล 4 คนจนทำให้ เกิด “งูเห่าสีส้ม” สร้างความขัดแย้งขึ้นภายในพรรคก้าวไกล อย่างรุนแรง เรียกว่า “ได้ผลเกินความคาดหมาย”
ทว่าในกรณีคะแนนของอนุทิน ที่พุ่งขึ้นไปสูงสุดติดอันดับหนึ่ง ของ10 รัฐมนตรีที่ถูกซักฟอกนั้นกำลังสะท้อนให้เห็นถึง “อำนาจต่อรอง” ที่พรรคภูมิใจไทยเป็นฝ่าย “ถือแต้มต่อ” ด้วยหรือไม่?
อย่าลืมว่าก่อนหน้านี้เมื่อคราวที่พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบพรรค และมีส.ส.ไหลเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย จนทำให้พรรคได้ที่นั่งเพิ่ม แต่แล้วอนุทิน ก็แสดงสปิริต ไม่เรียกร้องขอ “เก้าอี้รัฐมนตรี” เพิ่มหรือเคลื่อนไหวต่อรองใด ๆ
จนมาถึงเวลานี้ ยังกลายเป็นว่า “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร คุมเสียงในพรรคไม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ จนเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่าง “6ส.ส.” จากกลุ่มดาวฤกษ์ ในพรรคพลังประชารัฐ “งดออกเสียง” ไม่โหวตไว้วางใจให้กับ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” รมว.คมนาคม จนเป็นที่มาว่า งานนี้ “เนวิน ชิดชอบ” ในฐานะตัวจริงของพรรคภูมิใจไทย ออกอาการไม่ปลื้ม เช่นเดียวกับการที่มีส.ส.ภูมิใจไทยพากันออกมาแสดงพลัง ประกาศลั่น “ลูกพี่ใคร ใครก็รัก”
เช่นเดียวกับ “แรงกระเพื่อม” ที่เกิดขึ้นยังพรรคประชาธิปัตย์ ที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน !
เพราะล่าสุด “กลุ่มส.ส.” ที่เคยประกาศตัวยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์” รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ก็พากัน “ออกฤทธิ์” ด้วยการไม่โหวตให้กับหัวหน้าพรรคตัวเอง
ทุกความเคลื่อนไหวที่ปะทุขึ้นทั้งในพรรคพลังประชารัฐ ไปจนถึง “ความขัดแย้ง” ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ได้กลายเป็น “ปัญหา” ที่ทำให้ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ไม่สบายใจนัก จนถึงขั้นที่ว่า พล.อ.ประวิตร ต้องยกหู “เคลียร์ใจ” กับศักดิ์สยาม
แน่นอนว่าเสียงเรียกร้องและแรงกดดัน จากกลุ่มก๊วนทั้งในพรรคพลังประชารัฐเอง ไปจนถึงปัญหาจากพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะมีมากแค่ไหน แต่คงไม่สามารถนำไปสู่การปรับครม.ได้ในเร็ววัน หลังเสร็จศึกอภิปราย
เพราะมีแต่จะสร้างปัญหา และทำให้เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นมาโดยใช่เหตุ
ที่สำคัญไปกว่านั้น การปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่นในครม. จะต้องมีขึ้นเมื่อ “บิ๊กตู่” เป็นฝ่าย “ถืออำนาจต่อรอง”สูงสุดเท่านั้น !