ท่าทีการนิ่งเงียบ สงบอยู่ในที่ตั้งของ "ผู้นำเหล่าทัพ" ตั้งแต่ก่อนวันที่ผบ.เหล่าทัพ ชุดเก่าจะเกษียณ จนมาถึงวันนี้ที่ ผบ.เหล่าทัพ ชุดใหม่ ทยอยเข้ารับตำแหน่ง อย่างเป็นทางการนับแต่วันที่ 1ต.ค.ที่ผ่านมา กำลังจะกลายเป็นทั้ง "บวก" และ "ลบ" ต่อการเคลื่อนไหวของ "กลุ่มการเมือง"
เพราะเมื่อกองทัพใช้วิธีการนิ่งเงียบ ไม่ต่อความยืดยาว โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าด้วย การปฏิวัติรัฐประหาร การนำกำลังออกมาทำในสิ่งที่เรียกว่า "นอกรัฐธรรมนูญ" เสียแล้ว การใช้กลยุทธ์ "ปลุกผีปฏิวัติ" ใช้ "ความกลัว" ดึงพี่น้องประชาชน ให้ออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาล จึงอาจกลายเป็น "เกม" ที่ต้องติดกับดักของตัวเองแทน หรือไม่ ?
"บิ๊กแก้ว" พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ตอบข้อถามของผู้สื่อข่าว ทหารจะทำหน้าที่นอกรัฐธรรมนูญ หรือจะทำปฏิวัติหรือไม่ โดยระบุว่า ไม่ได้อยู่ในแนวทางการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ
"ในส่วนของทหารเรามีประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและเชื่อมั่นอย่างที่ประชาชนเชื่อมั่นว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยจะเป็นการปกครองที่แย่น้อยที่สุดในภาพของสังคมโลก เพียงแต่จะทำอย่างไรให้ได้รับโอกาสและสิทธิต่างๆ ลดความยากลำบาก มีมาตรฐานและคุณภาพชีวิตเพื่อเพิ่มโอกาสเป็นพลเมืองเป็นพลังแผ่นดินกระจายไปทั่วทุกพื้นที่ เน้นพื้นที่ทุนกันดารห่างไกลยากลำบากที่บางหน่วยงานเข้าไปไม่ถึง จะกระจายสิ่งเหล่านี้ให้ถึงประชาชน การปฏิวัติไม่ได้อยู่ในความคิดของทหารในปัจจุบัน" (5ต.ค.63)
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า ผบ.เหล่าทัพที่จะต้องรับตำแหน่ง "ส.ว." ก็จะไม่ขอรับเงินเดือนประจำตำแหน่ง ส.ว.พร้อมกันนี้ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อดำเนินการต่อไป
เป็นอันว่าข้อครหาทั้งที่จะเกี่ยวพันระหว่าง กองทัพกับ ประเด็นที่ฝ่ายการเมืองกำลังโจมตีถึงการมี ส.ว. จึงถูกลดทอนลงไปตั้งแต่วันแรก
อย่างไรก็ดี ยิ่งใกล้วันนัดหมายชุมนุมขับไล่รัฐบาลของกลุ่มเยาวชนปลดแอกและแนวร่วม ในวันที่ 14 ต.ค.นี้ ยิ่งทำให้แกนนำทั้งฝ่ายกลุ่มเยาวชน นักศึกษา รวมถึง "ฝ่ายการเมือง" ที่ให้การสนับสนุนจะต้องหาทางตีโจทย์ให้แตกว่า จะทำอย่างไรจึงจะให้ ม็อบไล่รัฐบาล พ่วงด้วยการปราศรัยโจมตีสถาบัน กลายเป็นม็อบเบิ้มๆ พามวลชนมาร่วมสมทบได้อย่างหนาแน่น เพื่อสร้างความชอบธรรมและเพิ่มน้ำหนักในการเคลื่อนไหว
เพราะเมื่อ ฟืนที่จะน่าติดไฟอย่าง "กองทัพ" ก็กลับไม่เล่นด้วย บรรดาผู้บัญชาการเหล่าทัพ รวมทั้ง "ผบ.ตร.คนใหม่" เองที่ยึดตัวบทกฎหมายดำเนินการกับการชุมนุมให้เป็นไปตามกรอบ เป็นหลัก งดการให้สัมภาษณ์หรือใช้ "การข่าว" เพื่อ สร้างความขัดแย้ง เพิ่มความหวาดกลัวเช่นนี้ จะยิ่งทำให้ฝ่ายม็อบ14ตุลา ขยับได้ยากเต็มที
อีกทั้งการชุมนุมหลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมา "ฝ่ายความมั่นคง" ทั้งฝ่ายตำรวจและทหาร ต่างมองเห็น "จุดอ่อน" ของการจัดทัพของฝ่ายผู้ชุมนุมแล้วว่า อะไรคือ "ชนวนเหตุ" และจำนวนคนที่เข้ามาร่วมนั้น มาจากการสนับสนุนโดย "ฝ่ายการเมือง" เป็นสำคัญ
ยิ่งเมื่อเป้าหมายหลักคือความต้องให้กองทัพทนต่อปฏิบัติการจาบจ้างสถาบัน ไม่ไหว ด้วยการส่ง "ทนายอานนท์" มาเป็นตัวหลักในการปราศรัยเพื่อเรียกแขก แต่ผบ.เหล่าทัพ ต่างพากันตีกรรเชียงหนี ไม่พากองทัพไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง เช่นนี้ เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน ที่ "ม็อบ14ตุลา" และ "ฝ่ายการเมือง" กองหนุนนอกสภาฯ จะต้องหาทางคิดอ่าน ทำให้ม็อบครั้งนี้ เดินไปให้สุด ถึงจุดพีค ให้ได้ !