ทวี สุรฤทธิกุล
“เบื่อการเมืองคือเบื่อชีวิต คนที่เบื่อทุกสิ่งคือคนที่เบื่อทุกอย่างในตัวเองนั่นเอง”
ต้นเดือนพฤษภาคม 2529 ฝนตกหนักในกรุงเทพมหานครอยู่ 3 วัน 3 คืน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตอนนั้นคือพลตรี จำลอง ศรีเมือง ออกมาให้สัมภาษณ์เรียกฝนตกครั้งนั้นว่า “ฝนพันปี” น้ำท่วมไปทั้งกรุงเทพฯ ถนนหลายสายจมน้ำ บ้านเรือนจำนวนมากถูกน้ำขังอยู่หลายวัน เขตเศรษฐกิจอย่าง สุขุมวิท สีลม และ ปทุมวัน ต้องหยุดงานไปด้วย ที่แย่ที่สุดคือเสียงสวดของผู้คนที่พากันบ่นว่า “เบื่อน้ำท่วมเหลือเกิน”
ที่ถนน สาทร (สมัยก่อนสะกดแบบนี้) น้ำท่วมจากคลอง สาทร ขึ้นมาท่วมตลอดถนน สาทรเหนือ และ สาทรใต้ ที่ขนาบคลอง สาทร ทั้งสองด้านนั้น ถนน สวนพลู เชื่อมมาจากถนน สาทรใต้ ก็ท่วมสูงเพราะอยู่ต่ำกว่า ซอยพระพินิจ นั้นอยู่ต้นถนน สวนพลู จึงมีน้ำท่วมสูงไปด้วย ในบ้านไทยที่พักของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ของประเทศไทย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ท่วมไปหมด ทำให้บริเวณบ้านทั้งหมดกว่า 4 ไร่ กลายเป็น “ทะเลสาบ” ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เรียกว่า “ทะเลสาบสวนพลู” เพราะมองไม่เห็นพื้นดินเลย ต้นไม้อะไรที่ต้นเตี้ยกว่าหัวเข่าก็จมไปในน้ำทั้งหมด กับข้าวที่รับประทานกันทำมาจากโรงครัวหลังบ้าน ก็ต้อง “ลากเรือ” ให้เด็กเอาเรือไฟเบอร์ที่ซื้อไว้ติดบ้านแล้วเก็บไว้เมื่อคราวน้ำท่วมครั้งก่อน ไปบรรทุกกับข้าวแล้ว “ลาก” เอามาส่งที่เรือนไทยข้างหน้าทุกมื้อ แม้ว่าอีก 3-4 วันต่อมาน้ำก็ลดลงเป็นปกติ แต่ก็เป็นภาพที่ติดตาคนหลายคน รวมถึงผู้เขียนด้วยคนหนึ่ง
ผู้เขียนทำงานเป็นเลขานุการของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ มีที่พักเป็นเรือนหลังเล็ก ๆ อยู่ถัดเรือนไทยไปนิดหนึ่ง ทุกเช้าจะต้องมารับประทานอาหารเช้ากับท่านเจ้าของบ้าน ที่มีโต๊ะรับประทานอาหารอยู่ใต้ถุนเรือนไทยริมบ่อน้ำด้านหลังบ้าน แต่ตอนที่น้ำท่วมต้องขึ้นไปรับประทานที่เรือนชั้นบน จึงยิ่งมองเห็นผืนน้ำเวิ้งว้างไปทั่วบริเวณ ผู้เขียนเห็นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์หลังอาหารเช้าเป็นปกติ ก็พูดเปรย ๆ ขึ้นว่า “น้ำท่วมนี้น่าเบื่อนะครับ” ก่อนที่จะได้ยินเสียงนุ่ม ๆ ของเจ้านายที่นั่งอยู่หัวโต๊ะพูดขึ้นว่า “เบื่อทำไม มันก็เป็นปกติของมันอย่างนี้ คนไทยเป็นชาติที่อยู่กับน้ำมาหลายร้อยปีแล้ว” แล้วท่านก็ “พรรณนา” เรื่องคนไทยกับน้ำนี้อีกยืดยาว ตั้งแต่ที่คนไทย “ไหลลงมากับน้ำ” จากทิเบตจนมาถึงอ่าวไทย และ “น้ำ” นี่เองทำให้คนไทยมีนิสัย “สงบเยือกเย็น” ที่สำคัญมีความอดทน เมตตา ให้อภัย และโอบอ้อมอารีต่อผู้อื่น
“คนในบ้านฉันนี่เป็นคนอยุธยาทั้งหมด อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่รุ่นทวดรุ่นปู่ เป็นพวกฝีพายหลวงมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ บ้านพวกเขาอยู่ที่เจ้าเจ็ด ผักไห่ และเสนา พอหน้าน้ำเดือนเจ็ดเดือนแปดน้ำก็จะเริ่มมา แล้วท่วมอยู่อีก 4-5 เดือน พอเดือนธันวาคมน้ำจึงจะลดลง เรียกว่าปีหนึ่ง ๆ ที่ราบอยุธยานี้จะถูกน้ำท่วมอยู่ถึงครึ่งปี พวกเขาชินกันแล้ว และปรับตัวให้อยู่กับน้ำได้จนเป็นปกติ เคยถามพวกเขาแล้วว่าเบื่อน้ำไหม พวกเขาตอบเหมือนกันว่าไม่เบื่อ ถ้าไม่เห็นน้ำหรือปีไหนน้ำมาช้าหรือลดหายไปเร็ว ก็จะตื่นเต้นตกใจ เหมือนว่าเกิดเหตุผิดปกติ”
ปี 2532 ผู้เขียนแต่งงานแล้วย้ายออกมาจากบ้านสวนพลู แต่ก็ยังแวะไปเยี่ยมเยียนท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เกือบทุกสุดสัปดาห์ พบว่าท่านในวัย 78 ปี ยัง “แอคทีฟ” คือยังทำโน่นทำนี่อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะยังเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ อยู่ทุกวัน วันหนึ่งผู้เขียนก็ถามท่านว่า ท่านไม่เบื่ออะไรที่ซ้ำ ๆ ซาก ๆ โดยเฉพาะการเมืองไทยนี้เลยหรือ ท่านย้อนตอบด้วยสำนวน “คมคาย” ตามแบบฉบับของท่านว่า “เอ็งไม่เบื่อการหายใจหละหรือ?” แล้วก็พูดขึ้นว่า “ธรรมหรือธรรมชาตินี้แปลว่าปกติ ธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์คือการมีชีวิต หายใจเข้าหายใจออกนี่แหละคือธรรมชาติหรือความปกติของชีวิต ถ้าเบื่อแล้วไม่หายใจก็ไม่มีชีวิตอีกต่อไป”
“การเมืองไทยก็เหมือนการเมืองในที่อื่น ๆ ทั่วโลก เป็นเรื่องของการแข่งขัน ความร่วมมือ ความขัดแย้ง และผลประโยชน์ มีดีมีชั่ว มีสงบ มีวุ่นวาย ประเทศไหนที่ไม่มีเรื่องเหล่านี้ คือไม่มีความเป็นประเทศนั้นแล้ว คือเป็นโลกพระศรีอาริย์หรือขึ้นสวรรค์ไปทั้งหมด มันก็ไม่ต้องมีการปกครอง ไม่มีรัฐบาล และไม่มีประชาชน ต่างคนต่างอยู่ แต่คงอยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีทีวีวิทยุมาสัมภาษณ์ (ท่านคงหมายถึงนักการเมือง ถ้าเป็นสมัยนี้เรียกว่า “พวกหิวแสง” นั่นเอง) ชาวบ้านก็เหงาเพราะไม่มีใครให้ด่าและกระแนะกระแหนนินทา (ฮา)”
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เสียชีวิตไป 30 ปีแล้ว (ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ 9 ตุลาคม 2538) แต่คำพูดของท่านก็ยังก้องอยู่ในหูของผู้เขียนเสมอมา ทุกวันนี้ผู้เขียนก็เหมือนกับคนไทยจำนวนมากที่ไม่สามารถหลบเลี่ยงการนำเสนอข่าวแบบ “โหนกระแส” เห็นว่าข่าวอะไรข่าวแนวไหนดัง ก็จะมีการนำเสนอข่าวนั้นในแนวนั้นไปทุกช่องรวมถึง “สื่อสมัยใหม่” ต่าง ๆ (ตอนนี้สื่อหลักคือทีวีที่ช่องสัมปทานจาก กสทช. จำนวน 36 ช่อง วิทยุอีกนับร้อยสถานี ไม่นับสื่ออินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียอีกนับไม่ถ้วน ที่กำลังจะกลายเป็นสื่อหลักต่อไป) ซึ่งข่าวที่นำเสนอกันจน “น่าเบื่อ” ตอนนี้ก็คือ “ไทยรบเขมร” กับ “น้ำท่วม” ที่นำเสนอในแนว “ดราม่า” คือเน้นในเรื่องการสร้างอารมณ์แก่ผู้รับสื่อ และเรียกยอด เรตติ้ง กับผู้ติดตามให้มาก รวมถึงการ “เกาะเกี่ยว” เอาคนดังหรือ “สร้างคนดัง” มาร่วมใน “ดราม่าข่าว” เหล่านี้ด้วย (ครั้งหนึ่งสื่อเคยร่วมกันนำเสนอข่าวฆาตกรรมที่ดังมากคดีหนึ่ง คือเรื่อง “ลุงพล - น้องชมพู่” จนทำให้ลุงพลเป็นคนดังไปอยู่เป็นปี เฉพาะลุงพลก็ร่ำรวยจากผู้ติดตามและการสร้าง คอนเทนต์ หลายล้านบาท และสื่อก็มีช่องทาง “ทำมาหากิน” อยู่หลายเดือน ตอนนี้ลุงพลเข้าคุกและถูกตัดสินว่าเป็นฆาตกรฆ่าน้องชมพู่ สื่อต่าง ๆ ก็เงียบเพราะ “หากิน” อะไรกับคน ขี้คุก นั้นไม่ได้)
“สงครามคารม” ระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่สื่อต่าง ๆ พยายามสร้างให้เป็น “สงครามอารมณ์” (แต่เนื้อหาอย่างกับว่ากำลังจะเกิดสงครามโลก) ก็น่าจะค่อย ๆ จางไป ถ้ามีข่าวอื่นเรื่องอื่นให้สื่อ “ได้หากิน” รวมถึงข่าวน้ำท่วมที่เหมือนว่ากำลังท่วมอยู่ในบ้านของญาติผู้ใหญ่ของสื่อบางคน เมื่อน้ำลดลงก็คงจะหมดความสำคัญ สื่อนั้นก็จะไม่เห็นหัวชาวบ้านที่เคยมาเป็นข่าวนี้ต่อไป แล้วรอปีใหม่ปีต่อ ๆ ไปที่น้ำก็คงท่วมอีก แล้วก็จะได้มาบีบคั้นน้ำตาจากคนที่ถูกน้ำท่วมนั้นต่อไป ทุกอย่างก็จะเป็น “ปกติ” ไปอย่างนี้ ๆ ตลอดไป
สื่อจะเป็นเช่นไร นักการเมืองจะเลวร้ายอย่างไร ก็จงมองให้เป็น “ปกติ” แล้วเราก็จะทนได้ทุกอย่าง เพราะคนที่เป็นปกตินั้นพระท่านว่าคือคนที่มี “ศีล” คือ “เครื่องรักษาความเป็นปกติในชีวิต” ให้คงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้นั่นเอง








