คนโลกสวย / ทวี สุรฤทธิกุล
บางทีเรื่องกินก็มี “เรื่องเยอะ” กินดีไม่ใช่กินของดีๆ และถ้ากินไม่ดีก็จะเดือดร้อน ไม่อยอยู่เย็นเป็นสุข
วันก่อนได้ดูรายการโทรทัศน์ของ NHK ซึ่งเป็นช่องทีวีสาธารณะของญี่ปุ่นแบบไทยพีบีเอสของเรา (แต่ของเขาดูจะโกอินเตอร์ไปไกลกว่าเรามากมายนัก) เขามีรายการเกี่ยวกับ “การเคี้ยวอาหาร” ตอนแรกก็เห็นเขาเอาหมอสาวๆ หน้าตาจืดๆ คนหนึ่ง มาตอบคำถามกับพิธีกรที่หน้าตาดีหน่อย พูดไปก็ยิ้มไปแต่เป็นภาษาญี่ปุ่น พออ่านคำบรรยายภาษาอังกฤษก็เกิดความน่าสนใจ ตอนที่คุณหมอเธอพูดว่า (แปลเป็นไทยว่า) “เคี้ยวไม่ดีอายุสั้น เคี้ยวนานๆ อายุยืน”
แล้วเธอก็เอาตัวเลขเปรียบเทียบคนที่เคี้ยวน้อย ทานเร็ว พออาหารเข้าปากก็งับๆ แล้วรีบกลืน เทียบกับคนที่ค่อยๆ หยิบอาหารเข้าปาก เคี้ยวนานๆ แต่เคี้ยวอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่เคี้ยวเอื้องที่เคี้ยวช้า ต้องเคี้ยวให้แข็งแรงเพื่อบดอาหารให้ละเอียด และเคี้ยวหลายๆ ครั้งในหนึ่งคำ คนที่เคี้ยวได้ดีจะมีอายุยืนกว่าคนที่เคี้ยวไม่ดีอย่างเห็นได้ชัด โดยเธอสอนว่า “เคี้ยวซ้าย 3 3 7 แล้วเคี้ยวขวา 3 3 7 แล้วค่อยกลืน” ซึ่งตัวเลขนั้นก็คือจำนวนครั้งของการเคี้ยว ซึ่งเธอก็ร้องเพลง (เป็นภาษาญี่ปุ่น) ประกอบด้วย
จากนั้นภาพก็ตัดไปที่เด็กๆ ในโรงเรียนอนุบาลของญี่ปุ่น ที่เคี้ยวไปตามเสียงเพลงนั้นด้วย จากนั้นคุณหมอ (ที่ตอนนี้ดูสวยขึ้นบ้างแล้ว) ก็สรุปว่า การเคี้ยวที่ละเอียดและนานพอจะทำให้อาหารอร่อย คลายเครียด และอายุยืน แล้วพิธีกรคนสวยก็บอกว่า “แล้วยังทำให้หน้าตาเราหล่อเราสวยขึ้นด้วยใช่ไหมคะ?” (ฮา เพราะถึงยังไงคุณหมอก็ยังไม่สวยเท่าพิธีกร)
รายการนี้ยังกล่าวถึงการเคี้ยวหมากฝรั่ง โดยตัดภาพไปที่บรรดาโค้ชกีฬาฟุตบอลคนนั้นคนนี้กำลังเคี้ยวหมากฝรั่งและคอยสั่งการให้นักฟุตบอลทำโน่นทำนี่ แล้วถ่ายไปที่ร้านสะดวกซื้อต่างๆ ของญี่ปุ่นที่มีหมากฝรั่งขายหลายยี่ห้อ พร้อมกับบรรยายว่าคนญี่ปุ่นชอบเคี้ยวหมากฝรั่งมาก ยอดขายหมากฝรั่งมีมากกว่าพวกขนมอีกหลายชนิด แล้วบอกว่าหลายปีมานี้รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดให้หมากฝรั่งต้องควบคุมปริมาณการใส่น้ำตาล และต้องเพิ่มสารที่เป็นประโยชน์ ที่สำคัญต้องมีความนุ่มนวลที่พอเหมาะพอดี เพื่อให้บำรุงเหงือกและฟัน อันเนื่องมาจากการเคี้ยวหมากฝรั่งที่เคี้ยวของดีๆ และเคี้ยวอย่างดีๆ ก็จะทำให้คนญี่ปุ่นมีสุขภาพที่ดีและอายุยืนนานนั่นเอง
ผู้เขียนเป็นคนไข้ (เรื่องฟัน) ของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มาตั้งแต่อายุย่างเข้าปีที่ 50 ก่อนหน้านั้นก็ไม่เคยไปหาหมอฟันที่ไหนเพราะยังไม่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับฟัน เริ่มต้นก็คือมีอาการปวดฟันจนเหงือกบวมเคี้ยวอาหารไม่ได้ ที่ปล่อยมาจนอาการแย่อย่างนี้เพราะรู้มาว่าการรักษาฟัน “ทำฟัน” นั้นมีค่ารักษาแพงมาก ๆ ถ้าไปคลินิกหมอฟันแบบห้องแถวก็เป็นหลักหลายร้อยจนถึงหลายพัน ไม่เหมือนเป็นไข้ปวดหัวตัวร้อนหรือท้องเสีย ที่ซื้อยาหมอตี๋ในซอยก็แค่ร้อยสองร้อย
ดังนั้นจึงอดทนให้ปวดจนทนไม่ไหว จึงคิดไปหาหมอ ซึ่งผู้เขียนก็เป็นข้าราชการก็เลยเลือกสถานที่ของทางราชการ กระนั้นก็ต้องใช้จ่ายมากมาย “มหาศาล” อยู่ดี แม้จะเบิกจากทางราชการได้แต่ก็ไม่ครอบคลุมทั้งหมด โดยเฉพาะคนที่ต้องการความสะดวกสบายอย่างผู้เขียน ที่ขอรักษาด้วยระบบคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการที่ค่าบริการสูงกว่าคนไข้ทั่วไป แต่เบิกจ่ายได้ตามอัตราข้าราชการคนอื่นๆ ตามปกติ จึงต้องจ่ายเพิ่ม “อย่างมหาศาล” (นับดูน่าจะเป็นเลข 7 หลักได้กระมัง) ดังกล่าว
ด้วยการที่ได้ไปรับการรักษาที่ทำมาเกือบ 20 ปีนี้ ทำให้รู้ว่าการรักษาโรคเกี่ยวกับฟันเป็นเรื่องที่ “ยุ่งยากซับซ้อนมาก” ผู้เขียนแม้จะเป็นนักวิชาการก็ยังมีความรู้เรื่องฟันนี้น้อยมาก พอดีคุณหมอที่ไปรักษาคนแรกนั้นเป็นเพื่อนที่เรียนสถาบันพระปกเกล้าด้วยกัน เวลาเรียนก็เห็นเขาอารมณ์ดีเสมอ พอไปรักษาก็ได้ยินเสียงเขาฮัมเพลงเบาๆ ระหว่างทำฟันนั้นไปด้วย ถามเขาว่าทำไมอารมณ์ดีเช่นนี้ เขาก็ตอบว่า “รู้ไหมว่าอาชีพทันตแพทย์นี้เป็นอาชีพที่เครียดมาก ๆ”
แล้วเขาก็พรรณนาความเหล่านั้นให้ฟังในทุกครั้งที่ไปทำฟันกับเพื่อนคนนี้อยู่เกือบ 10 ปี (จนเขาเกษียณแล้วก็ไม่ได้ทำคลินิกส่วนตัว) ที่พอจะสรุป “ความลำเค็ญ” ของทันตแพทย์ได้ดังนี้: เวลาทำฟัน เอาแค่จะอุดหรือถอนฟันที่คนไข้เจ็บปวด ต้องตรวจอาการต่างๆ ให้รู้ก่อนว่าอาการ “สาหัส” มากน้อยระดับไหน ฟันของเรานั้นเชื่อมโยงกับอวัยวะอีกหลายส่วนทั้งในปากและในกะโหลก คือสมองของเรา รวมถึงตา จมูก และหู และลำคอที่อยู่ใกล้ๆ นั้นด้วย (ในสมัยก่อนเรียกว่า โสต ศอ นาสิก คือแผนกที่รักษาโรคส่วนนี้)
การรักษาฟันถ้าไม่ดีบางทีก็ทำให้พิการไปตามกล้ามเนื้อและระบบประสาทใกล้ๆ กันนั้นได้ บางทีถึงตาบอด หรือติดเชื้อในสมอง! นี่คือการรักษาจึงต้องละเอียดรอบคอบ อย่างน้อยก็ต้องเอกซเรย์และตรวจเช็คทุกๆ ส่วนนั้นให้ละเอียด จากนั้นจึงจะสามารถค่อยๆ รักษาไปทีละขั้นตอน
อย่างผู้เขียนที่เริ่มต้นด้วยอาการปวดฟัน พอไปถึงมือหมอให้ตรวจอย่างละเอียดแล้วก็พบว่า “ระบบฟันพัง” ไปทั้งปาก ต้องเริ่มด้วยการรักษารากฟัน (คืออุดฟันที่ผุและแตกหัก) ที่ต้องใช้เวลานานเป็นครึ่งปี กว่าที่จะใส่ฟันเทียมให้ได้ ต่อมาก็พบว่า “ฟันรวน” คือโย้เย้ไม่เป็นระเบียบ ทำให้การเคี้ยวมีปัญหา ถึงขั้นที่บางซี่ต้องเปลี่ยนรากฟันด้วย รากฟันนี้ต้องใช้ไทเทเนียมเท่านั้น อันหนึ่งเท่าน็อตตัวเล็กๆ ขนาดแค่ไม้จิ้มฟันหักครึ่ง ก็ราคาเป็นแสน ถึงตรงนี้จึงทำให้ได้รู้ว่า “ฟันคือกระดูกที่แข็งแกร่งที่สุด” วัสดุที่จะนำมาเปลี่ยนแทนต้องเป็นไทเทเนียมเท่านั้น ทั้งหมดนี้คือเหตุผลของ “ความแพง”
ส่วนที่คุณหมอร้องเพลง หมอที่มีอาวุโสหลายคนชอบร้องเพลงหรือฮัมเพลงเบาๆ แต่ถ้าเป็นหมอหนุ่มสาวจะชอบเปิดเสียงพวกที่อัดไว้ในแฟลชไดรฟ์ (สมัยก่อน) และมือถือ (สมัยนี้) ก็เพื่อผ่อนคลายความเครียดนั่นเอง ลูกชายของผู้เขียนนั้นเป็นคนที่กลัวหมอทุกชนิดมากเป็นที่สุด ตอนเด็กๆ เมื่อไปรักษาเรื่องฟัน ทันตแพทย์จะต้องตรวจหูและตาด้วย ตอนแหย่เครื่องมือเข้าไปตรวจหูคงจะมีเสียงดังและก่อความรำคาญ ลูกก็ร้องเสียงหลง และพูดว่า “หมอทำกับลูกของหมออย่างนี้ไหม” จนหมอต้องเลิกทำ พอโตขึ้นเวลาที่ไปทำฟันก็ไปทะเลาะกับหมออีก เพราะหมอท่านร้องเพลงโบราณในยุคของท่าน ที่ลูกบอกว่า “ไม่อยากฟัง” (ฮา)
ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา ของคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ผู้เขียนไปรักษาโรคฟันนี้ ตรงชั้นล่างจากทางเข้าด้านถนนโยธี มีสถานที่ที่น่าสนใจมาก ๆ แห่งหนึ่งอยู่ตรงหน้า ซึ่งก็คือ “สิรินธรทันตพิพิธ” ที่เป็นห้องจัดแสดงให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องฟันอย่างละเอียด โดยเฉพาะที่ผู้เขียนอยากจะกล่าวถึงก็คือ เรื่องฟันนี้เป็นเรื่องใหญ่ “ระดับชาติ” ถึงขนาดที่พระบาทสมเด็จพระชนกาธิเบศรฯ รัชกาลที่ 9 ทรงนำมาเป็นโครงการในพระราชดำริโครงการหนึ่ง ชื่อว่า “โครงการฟันเทียมพระราชทาน”
ที่เกิดจากการที่พระองค์ท่านเมื่อครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปในชนบทต่างๆ ได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ชายหญิงที่ซูบผอม และทรงทราบจากหมอที่ตรวจว่าเป็นเพราะโภชนาการไม่ดี อันเนื่องมาจาก “ฟันเสีย” ตั้งแต่ฟันผุจนถึงไม่มีฟัน หรือ “ฟันหลอ” แล้วทรงมีพระราชดำรัสว่า “คนเราเวลาไม่มีฟัน กินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง” นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น แม้แต่ “ทุกข์ในปาก” ของราษฎรก็ทรงล่วงรู้และทรงช่วยจัดการบรรเทา ที่นับได้ว่าเป็น “น้ำพระทัยอันประเสริฐ” ที่ยากจะหาได้จากผู้ปกครองใดๆ
ในเพลงสรรเสริญพระบารมี มีท่อนหนึ่งมีเนื้อเพลงว่า “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” หมายถึงที่พวกเราคนไทยอยู่เย็นเป็นสุขก็เพราะมีพระมหากษัตริย์ทรงดูแลเอาใจใส่ คือ “พระบริบาล” นั้นโดยแท้ ทรงดูแลเอาใจใส่ในทุกๆ เรื่อง ไม่เฉพาะแต่เรื่องฟันในปากนี้ แต่ตั้งแต่หัวจนจรดเท้า ที่สำคัญทรงให้กับราษฎรทุกคนอย่างถ้วนทั่ว ทั้งเหนือใต้ออกตกและทุกเพศทุกวัย
#คนโลกสวย #ทวีสุรฤทธิกุล #สุขภาพฟัน #ทันตกรรม #ฟันเทียมพระราชทาน #สุขภาพไทย #siamrathonline








