ตะเกียงเจ้าพายุ

รัฐบาลที่ไม่น่าเชื่อถือ !

แชร์ข่าว

ทวี สุรฤทธิกุล

คนทั่วไปเข้าใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลนั้นเหมือน “การแบ่งเค้ก” ทั้ง ๆ ที่ความจริงจะเหมือน “การขโมยเค้ก” คือไม่เพียงแค่แบ่งให้เป็นที่พอใจ แต่ยังมีการแย่งชิงและใช้เล่ห์กลต่าง ๆ อีกมาก

ทันที่ที่คณะกินก๋วยเตี๋ยว เอ๊ย กกต. ประกาศผลการเลือกตั้ง สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่ออย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา อย่างที่สื่อต่าง ๆ เรียกว่า “ปล่อยผี” คือประกาศไปก่อนทั้งที่ยังมีปัญหาและข้อร้องเรียนอีกมาก บรรดาท่านว่าที่ สส.ก็ไปรายงานตัวกันอย่างคึกคัก พร้อมกันกับที่มีการรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลกัน “อย่างลึกลับ”

ระบอบการเมืองไม่ว่าในระบอบใด ๆ จะตั้งมั่นแข็งแรงอยู่ได้ด้วยสิ่งสำคัญสิ่งเดียวคือ “ความเชื่อมั่น” ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กูรูการเมืองไทยคนหนึ่ง ก่อนจะมาเล่นการเมืองและมีชื่อเสียงโด่งดังในหลาย ๆ ด้าน ท่านเคยเป็นนักการธนาคารมาก่อน ท่านบอกว่าการเมืองกับเศรษฐกิจนั้นเหมือนกันอย่างยิ่งอยู่เรื่องหนึ่งคือ “ถ้าประชาชนขาดความเชื่อมั่นเมื่อใด ถ้าเป็นแบงก์ ๆ ก็ล้ม ถ้าเป็นรัฐบาล ๆ ก็พัง”

“ความเชื่อมั่น” นี้ฝรั่งเรียกว่า “Confidence” เป็นภาษาของนักเศรษฐศาสตร์ อธิบายว่าเป็นความรู้สึกในจิตใจของผู้คน ที่เกิดจากการได้เห็นการทำงานหรือผลงานของผู้รับผิดชอบด้านการเงินการธนาคาร รวมถึงผู้บริหารประเทศที่เป็นผู้กำหนดนโยบายทางด้านเศรษฐกิจนั้นด้วย

ในทางการเมือง “ความเชื่อมั่น” ก็ถูกนำมาใช้ในความหมายถึง ความรู้สึกไว้วางใจของผู้ใต้ปกครองจนเกิดความยินยอมพร้อมใจที่จะให้ผู้ปกครองเข้ามาดูแลการบริหารประเทศได้ โดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตยถ้าประชาชนหมดความเชื่อมั่นในผู้ปกครอง ประชาชนก็มีสิทธิที่จะเปลี่ยนผู้ปกครองนั้นได้

ประเทศอังกฤษที่เป็นต้นแบบระบอบรัฐสภาของไทย เป็นตัวอย่างของระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลค่อนข้างสูง ส่วนหนึ่งคือเรื่องของความต่อเนื่อง ที่มีกระบวนการเปลี่ยนผ่านด้วยวิธีการทางรัฐสภามาโดยตลอด (ไม่เหมือนประเทศไทยที่ไปลอกแบบเขามา กลับมีการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการนอกระบบรัฐสภาอยู่ตลอดเวลา) และอีกส่วนหนึ่งก็คือ “ความโปร่งใส” หรือความชัดเจนในการกระบวนการเปลี่ยนผ่านเหล่านั้น ตั้งแต่กระบวนการเลือกตั้งไปจนถึงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล

ประเทศอังกฤษมีวัฒนธรรมของ “น้ำใจนักกีฬา” มาโดยตลอด คือการเคารพกฎกติกา การมีมารยาท และการมีน้ำใจ พูดตรง ๆ คือ ไม่คิดคดโกงหรือเอาเปรียบกัน คนที่จะมาลงสมัครรับเลือกตั้งก็เหมือนกับคนที่อาสามาร่วมแข่งขัน “กีฬาทำงานสาธารณะ” ที่จะต้องมีความพร้อม ถ้าในสมัยใหม่ก็คือต้องมี “คุณสมบัติ” ที่พร้อมและเหมาะสม จนเป็นที่ยอมรับเชื่อถือต่อสาธารณชน จึงมา “อาสา” ลงเลือกตั้ง

ในอดีตเมื่อเกือบ 800 ปี ผู้แทนราษฎรของอังกฤษในยุคแรกมักจะเป็นพวกนักรบหรือ “อัศวิน” เพราะอัศวินเหล่านี้จะมีคุณสมบัติเพียบพร้อมเป็นที่ยอมรับ นั่นก็คือ “จิตอาสา” อันเป็นด้วยอาชีพอัศวินคือการรับอาสาต่อสู้แทนเจ้านาย คนอังกฤษเรียกว่า “Champion” ที่หมายถึง “ผู้ชนะการต่อสู้” เพราะคนพวกนี้สู้เพื่อให้ได้รับชัยชนะเท่านั้น เมื่อแรกมีระบบรัฐสภาอังกฤษเขาจะมีแต่สภาขุนนาง ต่อมาจึงมีสภาผู้แทนราษฎร ทำให้อัศวินที่ในยุคหลังค่อย ๆ หมดอาชีพไป เพราะระบอบกษัตริย์ต้องมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ อัศวินในสังกัดของกษัตริย์และขุนนางก็ค่อย ๆ หมดไป พร้อมกับการเกิดขึ้นของผู้มีอาชีพใหม่ คืออาสาเป็น “ตัวแทนประชาชน” เป็น ส.ส.ในสภานี่เอง

ถ้าเราติดตามข่าวของการเมืองประเทศอังกฤษ นักการเมืองของเขาจะมีประวัติที่ “เปิดเผยโปร่งใส” ถ้ามัวหมองหรือมีอดีตที่ไม่ดีก็จะต้องพ้นออกไปทันที ทั้งที่โดยสปิริตของตัวเองที่ลาออกไปเอง และโดยกระบวนการตรวจสอบที่ไม่ต้องใช้ “ใบเสร็จ” อะไรมากมาย เพียงแต่ “เชื่อได้ว่า” ด้วยหลักฐานที่สังคมมองเห็นและเชื่อร่วมกัน ก็สามารถเอาผิดคนที่มีความมัวหมองนั้นได้แล้ว นั่นคือ “การปกครองด้วยวัฒนธรรม” ที่วัฒนธรรมนั้นมีความหมายว่า “ความดีงามที่ประพฤติต่อ ๆ กันมา” นั่นเอง

ประเทศไทยเมื่อเริ่มแรกมีผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีอาชีพครูกับทนายความเป็นส่วนมาก สื่อมวลชนในสมัยนั้นรายงานว่าการประชุมสภาค่อนข้างจะวุ่นวายมาก โดยอาจจะเป็นเพราะมี “คนรู้ดี” กับ “คนหัวหมอ(ความ)” อยู่มากมายนั่นเอง (ฮา ๆ) แต่ในทัศนะของนักรัฐศาสตร์มองว่า ประเทศไทยถูกปกครองภายใต้ระบอบเจ้าขุนมูลนายมาช้านาน เมื่อคนเหล่านี้มาเป็นผู้แทนราษฎรก็ยังนึกว่าตัวเองเป็นคนของเจ้าขุนมูลนายต่าง ๆ เมื่อเข้าสภามาก็พยายามหาคนมา “คุ้มกะลาหัว” หรือยอมมอบตัวให้แก่เจ้านาย นี่ก็เป็นผลจากวัฒนธรรมของการเมืองการปกครองไทยที่เป็นมาเช่นนั้น

การตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในสมัยก่อนจึงเป็นเรื่องของการรวมตัวของกลุ่มคนที่มาแสวงหาอำนาจร่วมกัน โดยมีการสมยอมหรือมอบตัวให้กับผู้มีอำนาจ ผู้แทนราษฎรของไทยจึงไม่ใช่คนที่อาสาประชาชนไปทำงาน แต่เป็นคนที่ไป “รับใช้เจ้านาย” ซึ่งเจ้านายที่มาจากการเลือกตั้งก็คือเจ้าของพรรคต่าง ๆ และถ้าเป็นในยุคเผด็จการก็คือทหาร ทำให้นักการเมืองของไทย “ไร้ราก” หรือขาดวัฒนธรรมในทำงานเพื่อประชาชน ที่สำคัญไม่ได้มาจากความไว้วางใจหรือความเชื่อมั่นจากประชาชน

สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลของไทยในปัจจุบันมีความลึกลับซับซ้อนมาก ไม่เพียงแต่นักการเมืองพยายามจะปิดบัง แต่ยังมีข่าว(ที่ต้องพยามยามค้นหากันอย่างหนัก)ว่ามีการแลกเปลี่ยนต่อรองผลประโยชน์กันอยู่โดยตลอด ซึ่งประโยชน์เหล่านั้นไม่ใช่ประโยชน์ของประชาชน แต่เป็นประโยชน์ของนักการเมืองล้วน ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรวมเสียงตามโควตา การจัดแบ่งกระทรวงให้แต่ละกลุ่มก๊วน(พรรคการเมืองของไทยไม่มีจริง แม้แต่ในตัวแต่ละพรรคก็คือการรวมตัวกันของกลุ่มก๊วนต่าง ๆ อย่างหลวม ๆ เท่านั้น) รวมทั้งที่มีการจัดเกรดกระทรวงต่าง ๆ ตามผลประโยชน์นั้นด้วย

ความไม่โปร่งใส การไม่เปิดเผย และการปล่อยข่าวลือต่าง ๆ คือสิ่งที่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน อันเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย คนไทยจึงอยู่ภายใต้ระบอบของความ “อกสั่นขวัญแขวน” ซึ่งถ้าเรามองย้อนไปถึงคำพูดของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ที่ว่า “ถ้าประชาชนขาดความเชื่อมั่นเมื่อใด ถ้าเป็นแบงก์ ๆ ก็ล้ม ถ้าเป็นรัฐบาล ๆ ก็พัง” ก็จะเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมระบอบการเมืองไทยจึง “ไร้เสถียรภาพ”

ด้วยสภาพการณ์ที่ถึงวันนี้เราก็ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะมีกี่พรรค พรรคไหน(กลุ่มก๊วนไหน)จะได้กระทรวงอะไร และใครจะเป็นรัฐมนตรี ก็พอมองเห็น “หายนะ” ที่กำลังจะเกิดขึ้นแล้วว่า การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะไม่มีความมั่นคงแข็งแรง และอาจจะ “พินาศ” พังในเวลาไม่ช้าก็เร็ว

บางทีอาจจะตั้งรัฐบาลไม่ได้ หรือหากตั้งได้ก็อยู่กันไม่ยืด เอวังก็คงจะเป็นไปเช่นนี้ !