สถาพร ศรีสัจจัง
การขยายดินแดนของสหรัฐอเมริกานับแต่เริ่มต้นก่อตั้งประเทศ ที่บอกว่ามี 3 วิธี คือ โดยการซื้อ โดยการทำสงคราม และโดยวิธีผนวกดินแดนนั้น วิธีการที่ 2 คือการทำสงคราม (ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม) ทำให้สหรัฐฯ ได้ดินแดนเพิ่มมามากที่สุด และเป็นวิธีการที่ทำให้มีคนต้องตาย คือต้องฆ่าคน (ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม) มากที่สุด
เริ่มต้นจากสงครามปลดแอก (Liberation War) หรือสงครามประกาศอิสรภาพ (American Revolutionary War, 1775-1783) จากการปกครองของอังกฤษ ที่ทำให้คนต้องตายไปไม่น้อย ทั้งที่เป็นคนอเมริกันเองและฝ่ายตรงข้าม
ตามมาด้วยสงครามกับ “ประเทศ” อื่น ที่สำคัญ ๆ อีกอย่างน้อย 2 สงคราม คือสงครามกับเม็กซิโกและสเปน ดังได้พูดถึงรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มาแล้ว
แต่สงครามเพื่อการขยายดินแดนที่สำคัญ ซึ่งสะท้อนธาตุแท้ของ “ความเป็นชนชั้นปกครองแบบอเมริกัน” ได้ดีที่สุดสงครามหนึ่ง ก็คือสงครามที่เกิดจากสิ่งที่อาจเรียกกันต่อมาว่า “การมุ่งตะวันตก” (Westward Expansion หรือ Westward Movement)
สิ่งนี้เกิดขึ้นและเป็นไปตามลัทธิที่ได้รับการสร้างขึ้นจากแนวคิดของชนชั้นปกครองของสหรัฐอเมริกายามนั้น ที่เรียกกันว่า “Manifest Destiny” (ที่อาจแปลเป็นคำไทยได้ประมาณว่า “ลัทธิเทวลิขิต” หรือ “ลัทธิชะตากรรมที่กำหนดไว้แล้ว” หรือที่บางคนอาจแปลความแบบตรงเนื้อหาจริงไว้ว่า คือ “ลัทธิการแผ่ขยายอำนาจ” นั่นเอง!)
แนวคิดหรือลัทธินี้ เกิดจากการสร้างกระแสของชนชั้นปกครองหรือชนชั้นนำที่มีอำนาจทางการปกครองของสหรัฐอเมริกาในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 คนที่แผ่ขยายแนวคิดนี้อย่างสำคัญในยุคนั้นก็คือ นายเจมส์ เค. โพล์ก (James K. Polk) ประธานาธิบดีคนที่ 11 จากพรรคเดโมแครต
ส่วนผู้ขยายความคิดนี้ให้เข้มข้นในวงกว้างขึ้น คือ นายจอห์น แอล. โอซัลลิแวน (John Louis O'Sullivan) ที่เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ นักเขียนคอลัมน์ และนักการทูตคนสำคัญคนหนึ่งในยามนั้น
“ลัทธิชะตากรรมที่กำหนดไว้แล้ว” หรือ “Manifest Destiny” คืออะไรและอย่างไร?
ก็คือลัทธิความเชื่อที่ถูกสร้างกระแสขึ้นเพื่อให้เชื่อว่า ชาวอเมริกัน (ที่เพิ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษ) มีภารกิจอันชอบธรรมที่ได้รับจากพระเจ้า (God) ในการนำความเจริญและความมีอารยธรรมไปสู่ดินแดนใหม่! (เป็นแนวคิดที่น่ารังเกียจไหม?)
แนวคิดที่มีเนื้อหาเบื้องหลังอยู่ที่ความต้องการขยายดินแดนและการมุ่งสร้างอำนาจทาง “เศรษฐกิจ-การเมือง” (โดยการอ้างพระเจ้า) นั่นเอง สหรัฐอเมริกาในยุคนั้นใช้แนวคิดนี้เป็น “พลังความเชื่อ” เป็นข้ออ้างในการขยายดินแดนไปทางฝั่งตะวันตก (West Coast) เพื่อตอบสนองนโยบายทุน ‘เสรี’ นิยมที่เริ่มเติบโตขึ้นเป็น “รากแก้ว” อย่างสำคัญในสังคมสหรัฐอเมริกายามนั้น
“แรงขับ” (Motive) นี้เองที่นอกจากจะทำให้เกิดการผนวกดินแดนเพิ่มเติม เช่น รัฐเทกซัส และพื้นที่ภาคตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือแล้ว ก็ยังได้ก่อเกิดอาชญากรรมครั้งสำคัญ ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการ “บุกปล้นดินแดน ฆ่าฟันและขับไล่เจ้าของ” แบบหน้าด้าน ๆ และโหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก เท่าที่ “ชนชั้นปกครองอเมริกันผู้มีอารยธรรม” เคยทำมา (และยังคงยืนหยัดกระทำอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน?)
คนพื้นเมืองเจ้าของแผ่นดินถิ่นเดิมที่คนอเมริกันผู้รุกรานเรียกว่า “Red Indian” หรือ “อินเดียนแดง” ในภาษาไทยนั้น ตั้งถิ่นฐานอยู่อย่าง “ยั่งยืน” (แบบเป็นมิตรกับธรรมชาติ) มาเนิ่นนานแล้วในพื้นที่ที่ปัจจุบันกลายเป็นมลรัฐสำคัญ ๆ ของสหรัฐอเมริกา
ที่สำคัญ ๆ เช่น รัฐโอคลาโฮมา (ที่เคยถูกกำหนดให้เป็น “เขตอินเดียนแดง” หรือ “Indian Territory” สำหรับโยกย้ายชาวอินเดียนแดงหลายเผ่าไปกักกันไว้ในปี ค.ศ. 1830) รัฐทางตะวันตกและอลาสกา เช่น แอริโซนา นิวเม็กซิโก และมอนตานา เป็นพื้นที่ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีชุมชนและ ‘เขตสงวน’ ขนาดใหญ่ของชนพื้นเมืองที่เรียกว่า “อินเดียนแดง” อาศัยอยู่
รวมถึงรัฐทางตะวันออกตอนกลาง เช่น จอร์เจีย โอไฮโอ และอิลลินอยส์ ที่เคยเป็นถิ่นดั้งเดิมของชาวอินเดียนแดงเผ่าใหญ่ ๆ เช่น เผ่าเชอโรกี และเผ่าครีก เป็นต้น
การขยายดินแดนเพื่อให้ไปจรดฝั่งตะวันตก (West Coast) โดยการใช้ “อำนาจ” ที่เหนือกว่าเข้ายึดครอง ภายใต้ลัทธิ “ชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว” (Manifest Destiny) อันสามานย์นั้น รัฐบาลอเมริกันยุคแรก ๆ ได้ใช้หลายวิธีด้วยกัน
แต่หลัก ๆ แล้วก็คือโดยการ “ปราบปรามและหลอกลวง” นั่นเอง!
โดยการปราบปรามก็คือการส่งกำลังทหารเข้าปะทะกับชนพื้นเมืองโดยตรง ด้วยวิธีนี้รัฐบาลจะส่งทหารและอาสาสมัครไปตั้งค่ายอยู่ประจำในพื้นที่ เพื่อทำสงครามยืดเยื้อ (เช่น สงครามปราบปรามกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ ในแถบที่ราบในภาคตะวันตกเฉียงใต้ทั้งหลาย) หรือโดยการทำสงครามแบบเบ็ดเสร็จ เช่น การใช้ยุทธวิธีเผาทำลายหมู่บ้านและเสบียงอาหารของเผ่าต่าง ๆ ในฤดูหนาว เพื่อไม่ให้คนพื้นเมืองเหล่านั้นมีที่พักพิง
ที่เลวร้ายมาก ๆ ก็คือใช้วิธีทำลาย ‘วิถีชีวิต’ ของชนพื้นเมือง เช่น การที่ทหารอเมริกันจงใจใช้ปืนสมัยใหม่ไล่ล่าและฆ่าควายไบซอนในทุ่งราบแบบ “ทำลายล้าง” อย่างมากมาย
เพียงเพื่อต้องการทำลายแหล่งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และจิตวิญญาณความเชื่อของชนเผ่าพื้นเมือง เพื่อเป็นการตัดกำลังและบีบให้พวกเขาที่ด้อยกว่าในด้านยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ต้องยอมจำนน
แต่วิธีที่โหดร้ายหนักหนาก็คือการใช้ “อำนาจรัฐ” ด้านการปกครองผ่าน “นโยบาย” และ “กฎหมาย”
ลองมาดูกันซิว่าในยุคแห่งการทำลายล้างกลุ่มชนอื่น (ในที่นี้คือ ‘อินเดียนแดง’) เพราะความต้องการแย่งชิงดินแดนของพวกเขานั้น รัฐบาลหรือ “ชนชั้นปกครอง” ของชาวอเมริกันยุคแรก ๆ เขาใช้วิธีการที่เลอเลิศกันอย่างไรบ้าง?!!








