สถาพร ศรีสัจจัง
การขยายดินแดนไปทางฝั่งตะวันตก ในช่วงศตวรรษที่ 19 ตามนโยบาย “Manifest Destiny” ทำให้ชนชั้นปกครองอเมริกาต้องใช้นโยบายทั้ง “หลอกลวงและปราบปราม” ต่อชนพื้นเมืองคืออินเดียนแดงในหลากหลายรูปแบบ ทำให้เจ้าของดินแดนเดิมทั้งถูกฆ่าฟันล้มตายลงด้วยยุทธการทางการทหารและอาวุธที่ทันสมัยกว่า ล้มตายลงด้วยโรคระบาดอย่างไข้ทรพิษที่ผู้อพยพจากยุโรปนำเข้ามาแพร่ระบาด ล้มตายลงเพราะการถูกทำลายแหล่งอาหาร (เช่น การฆ่าควายไบซันแบบล้างผลาญ) ฯลฯ ไปเป็นจำนวนมาก
นี่เป็น “บาป” ทางประวัติศาสตร์ ที่ไม่มีทางล้างให้หมดไปได้ของชนชั้นปกครองอเมริกันในยุคก่อร่างสร้างประเทศ!
ลองเข้าไปถามเจ้า “AI” ใน “กูเกิล” ที่ว่าเก่งนักเก่งหนา รู้นักรู้หนาในทุกเรื่อง โดยถามว่า “ในอดีตชนชั้นปกครองอเมริกันฆ่าคนอินเดียนแดงโดยทางตรงและทางอ้อมไปประมาณเท่าใด” มันกลับตอบอ้อมแอ้มแบบเลี่ยงๆ ทำนองว่า :
“...ในศตวรรษที่ 19 (ยุค Manifest Destiny) ทำให้ประชากรชนพื้นเมืองอเมริกัน (อินเดียนแดง) ในเขตพื้นที่ตะวันตกและทั่วประเทศลดลงอย่างรุนแรงจนเหลือจุดต่ำสุดประมาณ 237,000 คน ใน ค.ศ. 1890 โดยเฉพาะในแคลิฟอร์เนียที่ลดลงจาก 150,000 คน เหลือเพียงราว 30,000 คน ในช่วงเวลานั้น...”
ใครรู้บ้างว่าเจ้า “AI” ใน “กูเกิล” นี่มันทำงานตามคำสั่งของใคร?
แต่เหตุการณ์ที่น่าตรึงใจตรึงตาที่สุด น่าจะไม่มีใดเกินเหตุการณ์หลายครั้ง ในยุคที่เรียกกันว่า “ยุคสงครามที่ราบใหญ่และการกักกัน”
ยุค “สงครามที่ราบใหญ่” (Great Plains Wars) ที่เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1850-1890 มีเรื่องราวเกิดขึ้นกับชาวอินเดียนแดงภายใต้นโยบาย “ลิขิตแห่งชะตากรรม” ของรัฐบาลสหรัฐ ที่เชื่อ (โดยการสร้าง ‘fake news’ ผ่านสื่อมวลชนยุคโบราณ) ว่า “พระเจ้า” (God) ลิขิตให้อเมริกาสามารถขยายดินแดนเพื่อเผยแพร่ความเจริญและ ‘ประชาธิปไตย’ ไปสู่ดินแดนฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นแผ่นดินของชนพื้นเมืองอินเดียนแดงได้!
นี่คือปฐมฐานทางความคิดในการขยายดินแดนและอำนาจ เพื่อรุกรานและยึดครองผลประโยชน์ของชนกลุ่มอื่น ประเทศอื่น โดยการใช้ “อำนาจ” ที่เหนือกว่าทั้งทางการศึกษา เศรษฐกิจ และการทหาร ของสิ่งที่เรียกว่า “ชนชั้นปกครองสหรัฐอเมริกา” ซึ่งดูเหมือนจะยังดำรงเนื้อหาเชิงนโยบายมาจนถึงยุคปัจจุบัน!
ยุค “สงครามที่ราบใหญ่” ของชนชั้นปกครองอเมริกันที่ส่งกองกำลังทหารเข้ารุกรานและทำลายชาวอินเดียนแดง เพื่อยึดพื้นที่ใหม่ๆ ให้กับประชากรของตัวเองไปตั้งถิ่นฐาน มีเรื่องราวอะไรที่สำคัญๆ เกิดขึ้นบ้าง… และนำไปสู่ยุค “การกักกันอินเดียน” (Indian Reservation Era) ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองเจ้าของแผ่นดินเดิมอย่างไร?
แน่ละ รัฐบาลอเมริกันเริ่มต้นด้วยท่าที “หลอกลวง” ด้วยคำหวานมากมาย ตั้งแต่ยุคของประธานาธิบดีเจฟเฟอร์สันเป็นต้นมา ล่อหลอกแบบโน้นแล้วก็มาแบบนี้ จนกระทั่งถึงยุคของประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร แผนการขับไล่ชนเผ่าอินเดียนแดงเจ้าของแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ก็เริ่มเป็นรูปธรรมขึ้นเรื่อยๆ ด้วยทัศนะแห่งความรู้สึกที่ ‘เหนือกว่า’ และมองชนเผ่าพื้นเมืองว่าเป็นพวก “อนารยะ” ที่ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง!
คือต้องยอมเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบที่พวกตนต้องการ ด้วยข้ออ้างในทำนองว่า นี่คือเจตนาดีที่จะทำให้ ‘พวกป่าเถื่อน’ ได้กลายเป็นอารยชน เป็น “อารยชน” เหมือนพวกตน ตามพระประสงค์ของพระเจ้า (God)! ว่าไปโน่น!
จนกระทั่งถึงยุคของประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็กสัน กฎหมายขับไล่ชาวอินเดียนแดงอย่างเป็นรูปธรรมก็ผ่านรัฐสภาอเมริกันในปี ค.ศ. 1830!
นั่นคือชนเผ่าอินเดียนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บนที่ราบใหญ่ทางด้านฝั่งตะวันออกอันอุดมสมบูรณ์มาอย่างยาวนานของแม่น้ำมิสซิสซิปปี จะต้องถูกเนรเทศให้ข้ามไปอยู่ในเขตกักกันอันแห้งแล้งทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ ซึ่งก็คือพื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐโอคลาโฮมาในปัจจุบัน
ในปี ค.ศ. 1830 นั่นเองที่ชนเผ่าอินเดียนต่างๆ ถูกกดดันโดยทุกวิธี ให้ละทิ้งทรัพย์สินและแผ่นดินทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี อพยพไปอยู่ใน “เขตอินเดียน” อันแห้งแล้งทางฝั่งตะวันตกอย่างทุกข์ทรมาน มีผู้หญิง คนแก่ และเด็กๆ ต้องเสียชีวิตลงในการอพยพในครั้งนี้ไม่น้อย
การถูกบังคับให้ย้ายถิ่นตามกฎหมายอเมริกันที่เรียกว่า “Indian Removal Act” ของประธานาธิบดีที่รวยที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกานี้ (ข้อมูลจากกูเกิล) ได้ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมอย่างร้ายแรง (คนต้องตาย บาดเจ็บพิการ และทุกข์ทรมาน) ที่เรียกกันในภายหลังว่า “Trail of Tears” หรือ “เส้นทางแห่งน้ำตา” ที่น่าอนาถใจอย่างที่สุด!
มีหลักฐานข้อมูลระบุว่า การบังคับอพยพที่เรียกว่า “เส้นทางแห่งน้ำตา” ที่ชนชั้นปกครองอเมริกัน (ยุคประธานาธิบดีอเมริกาคนที่ 7 นายแอนดรูว์ แจ็กสัน) กระทำต่อชาวอินเดียนแดงในนามของ “กฎหมาย” ที่เรียกว่า “Indian Removal Act” ครั้งนี้ ทำให้ชาวอินเดียนแดงต้องอพยพมากกว่า 1 แสนคน และในการอพยพบนเส้นทางแห่งน้ำตาดังกล่าว ทำให้พี่น้องอินเดียนแดง (เจ้าของแผ่นดินเดิมที่ถูกชนชั้นปกครองอเมริกันแย่งชิงไป) ต้องล้มตายลงรวมแล้วไม่น้อยกว่า 15,000 คน !!!!








