สถาพร ศรีสัจจัง
การขยายดินแดนเพื่อให้ไปจรดฝั่งตะวันตก (West Coast) โดยการใช้อำนาจที่เหนือกว่าเพื่อเข้ายึดครอง “พื้นที่” (Land) ภายใต้ลัทธิ “ชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้แล้ว” (Manifest Destiny) อันสามานย์นั้น รัฐบาลอเมริกันยุคแรกๆ ใช้วิธีการหลายวิธีด้วยกัน แต่โดยหลักๆ เมื่อพิจารณาจาก “เนื้อหา” ของพฤติกรรมแล้ว ก็พบว่ามีเพียงวิธีเดียว คือโดย “การหลอกลวงและปราบปราม” นั่นเอง!
คือถ้า “การหลอกลวง” ด้วยวิธีการต่างๆ ไม่สำเร็จ ก็จะใช้วิธีหฤโหด คือการใช้กองกำลังทหารและอาสาสมัครเข้าทำการ ‘ปราบปราม’!
เขา “หลอกลวง” และ “ปราบปราม” กันอย่างไรบ้าง? โดยเฉพาะต่อชนเผ่าอินเดียนแดงพื้นเมืองเผ่าต่างๆ ที่เป็นเจ้าของแผ่นดินทางฝั่งตะวันตก (West Coast) เดิม
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1775 ที่เป็นช่วงเริ่มต้นของสงครามประกาศอิสรภาพ ชนพื้นเมืองชาวอินเดียนแดงต้อง “เลือกข้าง” ว่าจะเข้าข้าง “เจ้าอาณานิคม” อย่างอังกฤษ หรือจะเข้าข้างสหพันธ์ผู้อพยพ 13 รัฐที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยตัวเองดี
อินเดียนแดงหลายเผ่าเลือกที่จะเข้าข้างอังกฤษ เพราะที่ผ่านมาอังกฤษออกกฎไม่ยอมให้กลุ่มผู้อพยพเข้าไปบุกรุกในเขตของอินเดียนแดง และมีหลายเผ่าเช่นกันที่เลือกข้างผู้อพยพเพราะมีความสัมพันธ์ที่ดีในบางด้านต่อกัน รวมถึงมีบางเผ่าที่วางตัวเป็นกลาง
แต่หลังจากสหพันธ์ผู้อพยพ 13 รัฐได้รับชัยชนะในสงคราม หลังการทำ “สนธิสัญญาปารีส” ที่เจ้าอาณานิคมอังกฤษประกาศยอมรับเอกราชของ “สหรัฐอเมริกา” อย่างเป็นทางการ ในปี ค.ศ. 1783 สัญญาณของการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ
เหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่ทำให้คนทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายรัฐบาลผู้ตั้งถิ่นฐานหรือรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น กับฝ่ายชาวอินเดียนแดง ต้องล้มตาย ซึ่งเกิดจากความต้องการยึดดินแดนของบรรดาคนขาวจากยุโรป มีหลายครั้งด้วยกัน ที่สำคัญๆ เช่น:
ยุทธการนายพลเซนต์ แคลร์ (St. Clair’s Defeat) ในปี ค.ศ. 1791
เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1791 ที่ริมแม่น้ำวาบาช (ปัจจุบันคือพื้นที่เมืองฟอร์ต เรคคัฟเวอรี มลรัฐโอไฮโอ) เมื่อกองกำลังกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้การนำของพลตรี อาเธอร์ เซนต์ แคลร์ ผู้ว่าการดินแดนภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอเมริกา ปะทะกับกองกำลังของกลุ่มชนพื้นเมืองที่นำโดยหัวหน้าเผ่า Little Turtle แห่งเผ่าไมอามี และหัวหน้าเผ่า Blue Jacket แห่งเผ่าชอว์นี
การปะทะครั้งนี้ ฝ่ายอเมริกันพ่ายแพ้อย่างยับเยินที่สุด โดยมีทหารต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บมากกว่า 900 นาย จากกำลังพลทั้งหมดประมาณ 1,500 นาย ในขณะที่ประมาณการกันว่ามีอินเดียนแดงเสียชีวิตประมาณ 21–50 คนเท่านั้น!
ความสูญเสียครั้งนี้ทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขณะนั้น คือ จอร์จ วอชิงตัน โกรธมาก นำไปสู่การไต่สวนในสภาคองเกรสเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา และสั่งการให้ปรับปรุงกองทัพพร้อมกับฝึกทหารอย่างเข้มข้นมากขึ้น
ยุทธการที่ฟอลเลน ทิมเบอร์ส (Battle of Fallen Timbers) ในปี ค.ศ. 1794
สถานที่เกิดเหตุปะทะคือบริเวณใกล้แม่น้ำเมามี ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐโอไฮโอ (ใกล้เมืองเมามี และเมืองโทเลโดในปัจจุบัน)
ผู้บัญชาการรบของฝ่ายรัฐบาลสหรัฐฯ ในครั้งนี้ คือ พลตรี แอนโทนี เวย์น (Anthony Wayne) หรือที่อินเดียนแดงเรียกว่า “แอนโทนีผู้บ้าคลั่ง” (Mad Anthony) ได้นำกองกำลังผสมที่เรียกกันว่า “กองทหารแห่งอเมริกา” (Legion of the United States) บุกเข้าโจมตี “สมาพันธรัฐชนเผ่าพื้นเมืองภาคตะวันตกเฉียงเหนือ” ที่มีจักรวรรดิอังกฤษหนุนหลัง จนพ่ายแพ้กระเจิดกระเจิง...
ผลลัพธ์ของการสู้รบที่กินเวลาสั้นๆ เพียงประมาณ 2 ชั่วโมง พบว่ากองทัพของเวย์นได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดด้วยอาวุธที่เหนือกว่า สามารถทำลายหมู่บ้านและพื้นที่เกษตรกรรมของชนเผ่าพื้นเมืองในพื้นที่นั้นจนหมดสิ้น
จากช่วงปี ค.ศ. 1828–1849 ก็ถึงยุคกวาดล้างและการบีบบังคับให้ย้ายถิ่นฐาน มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจโดยสรุปหลายเหตุการณ์ เช่น:
ค.ศ. 1830: รัฐสภาอเมริกันผ่าน “กฎหมายโยกย้ายชาวอินเดียน” (Indian Removal Act) เพื่อขับไล่ชนเผ่าพื้นเมืองที่อาศัยอยู่แถบตะวันออกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี
ค.ศ. 1838–1839: เกิดเหตุการณ์ที่เรียกกันในภายหลังว่า “เส้นทางแห่งน้ำตา” (Trail of Tears) กล่าวคือการบังคับให้ชาวเผ่าเชอโรคีและเผ่าอื่นๆ แถบนั้นต้องเดินเท้าอพยพไปยังดินแดนโอคลาโฮมาในปัจจุบัน เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้ชาวอินเดียนแดงเสียชีวิตนับพันคน!
แต่เหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจที่สุด น่าจะไม่มีเหตุการณ์ใดเกินเหตุการณ์หลังจากนั้น คือสิ่งที่เรียกกันว่า “ยุคสงครามที่ราบใหญ่และการกักกัน” ที่เกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1850–1890!!








