วันที่ 20 ส.ค.69 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท - คุยการเมือง ระบุว่า หวัง ตุลาการภิวัฒน์ ล้างระบอบสีน้ำเงิน
มีกระแสข่าวให้จับตาดูว่า วันที่ 25 สิงหาคมนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ โดยมีการวิเคราะห์กันว่ารัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล อาจจะเจอวิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่ อาจต้องตัดสินใจลาออกหรือยุบสภา
ผมในฐานะนักวิเคราะห์การเมืองอิสระ ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระแสข่าว เรื่องการลาออกและยุบสภาของรัฐบาลชุดนี้ ว่า
1.กระแสข่าวที่ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะออกจากตำแหน่ง เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะยังไม่มีเงื่อนไขหรือเหตุผลใด ที่ทำให้นายอนุทินต้องลาออก และตัวละครทางการเมืองที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนนายอนุทินในฝ่ายอนุรักษ์นิยม ก็ยังไม่เห็นตัวบุคคลใดที่มีความเหมาะสมไปกว่านายอนุทิน และเชื่อว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมยังใช้บริการนายอนุทินต่อไป นายอนุทินก็จำเป็นต้องดันทุรังอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีวิกฤตทางการเมือง หรือการเมืองถึงทางตัน แล้วค่อยตัดสินใจทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง
2.กระแสข่าวยุบสภา เชื่อว่าเป็นข่าวปล่อยและไม่มีความเป็นไปได้เลย รัฐบาลชุดใดก็ตามที่ต้องการจะยุบสภา จะใช้โอกาสยุบสภาในวันที่กระแสนิยมรัฐบาลสูง หวังจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีก แต่รัฐบาลของนายอนุทิน กระแสความนิยมในขณะนี้ถือว่าตกต่ำ ยุบสภาไปก็มีแต่เสียเปรียบ และการเลือกตั้งในประเทศไทยทุกครั้ง ต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนมาก มีการลงทุนกันนับ พันล้านถึงหมื่นล้านบาท หลายพรรคยังถอนทุนไม่ทัน นอกจากถอนทุนไม่ทันแล้ว ก็ยังไม่สามารถจะระดมทุนเพื่อไปซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ถ้าหากมีการยุบสภา จึงเห็นได้ว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองยุคนี้ ไม่พร้อมที่จะให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยการยุบสภา
ดังนั้นถ้าหากจะให้ผมวิเคราะห์อนาคตอนาคตทางการเมืองของรัฐบาลนายอนุทิน และสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับรัฐบาลชุดนี้และมีความเป็นไปได้แค่2ประการ คือ
1.รัฐบาลจะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี อาจจะปรับคณะคณะรัฐมนตรีหลังจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้านแล้ว ซึ่งดูท่าทีของนายอนุทินก็เห็นได้ชัดว่า เคยคาดโทษรัฐมนตรีร่วมคณะว่า ให้เวลาหนึ่งปี ถ้าหากไม่มีผลงาน หรือเป็นรัฐมนตรีโลกลืม นายกรัฐมนตรีก็จะลืมบ้าง และถ้ามีการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหม่ นายอนุทินในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ก็อาจจะใช้สิทธิ์มีส่วนร่วมในการเสนอตัวรัฐมนตรีด้วยตัวเองด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครูใหญ่เป็นการจัดคณะรัฐมนตรีเพียงผู้เดียว
2.ถ้าหากสถานการณ์ทางการเมืองของบ้านเมืองถึงทางตัน ถึงจุดวิกฤต ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อรัฐบาล ด้วยวิกฤตการฮั้วส.ว.หรือโกงส.ว. และการโกงข้อสอบหรือโกงสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ก็อาจถึงขั้นตุลาการภิวัฒน์ได้ ซึ่งในอดีตบ้านเมืองเจอปัญหาวิกฤต เจอทางตันทางการเมือง ก็เคยมีตุลาการภิวัฒน์เกิดขึ้นแล้ว2ครั้ง คือ ปี 2549 การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และปี 2557 ที่มีที่การเลือกตั้งเป็นโมฆะเช่นเดียวกัน
จึงพูดได้ว่า อาจจะมีตุลาการภิวัฒน์ครั้งที่3 เกิดขึ้นอีกก็ได้ คือการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะการพิมพ์คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดลงในบัตรเลือกตั้ง กำลังอยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ น่าจะเป็นช่องทางเดียวและเป็นช่องทางสำคัญ ที่ทำให้มีการล้างไพ่ใหม่ หรือล้มกระดาน หรือหยุดยั้งขบวนการสีน้ำเงิน ที่ต้องการ“กินรวบการเมืองไทย”








