เส้นแบ่งความคิด

วัฒนธรรมกำหนดคุณภาพประชากร (3)

แชร์ข่าว

สถาพร ศรีสัจจัง

ในโครงการวิจัยที่ใหญ่ที่สุด สำคัญที่สุด และสามารถ “พัฒนา” นักวิจัยใหญ่น้อยได้มากที่สุด ของศาสตราจารย์ “สุธิวงศ์  พงศไพบูลย์” เจ้าของความเชื่อ “วัฒนธรรมกำหนดคุณภาพประชากร” ในฐานะ “เมธีวิจัยอาวุโสด้านสังคมศาสตร์” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) เรื่อง “โครงสร้างและพลวัตวัฒนธรรมภาคใต้กับการพัฒนา” (พ.ศ.2540) ที่มีโครงการย่อยถึง 21 โครงการ มีนักวิจัย และ ผู้ช่วยวิจัยร่วม 30 รายชื่อนั้น

ได้ให้คำตอบถึงที่มาของเหตุ-ปัจจัยต่างๆที่ก่อคุณภาพและพลวัตเกี่ยวกับคุณภาพของประชากรในภาคใต้ไว้อย่างเป็นรูปธรรมชัดแจ้งมาก ทั้งยังอาจใช้กรอบประเด็นที่พบไปเป็นแนวการศึกษาในพื้นที่อื่นของประเทศไทยในประเด็นเดียวกันหรือที่คล้ายคลึงกันได้อีกด้วย

การศึกษาวิจัยเรื่อง “โครงสร้างและพลวัตวัฒนธรรมพื้นบ้านภาคใต้จากหลักฐานโบราณคดีและประวัติศาสตร์” ทำให้ได้บทสังเคราะห์ที่พบว่า “สายรากภาคใต้” (คำของ ศ.สุธิวงศ์)ที่เป็น ‘ตัวชี้เหตุ’ ให้เกิดรูปแบบและเนื้อหาของสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมพื้นบ้านภาคใต้” นั้นมี 3 ประเด็นสำคัญ คือ “ภูมิลักษณ์ รูปลักษณ์ และ จิตลักษณ์”

รายละเอียดเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องนี้สามารถหาอ่านได้ในหนังสือที่เป็นบทสังเคราะห์งานวิจัยชื่อ “สายรากภาคใต้ : ภูมิลักษณ์ รูปลักษณ์ และ จิตลักษณ์” ที่เขียนโดยนักวิชาการร่วมโครงการย่อยเรื่องนี้ คือ คุณอมรา ศรีสุชาติ นักโบราณคดีผู้คร่ำหวอดเกี่ยวกับโบราณคดีภาคใต้มาอย่างยาวนาน

ที่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องคุณภาพด้านรูปการจิตสำนึกทางการเมืองซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการ “เลือกผู้แทนฯ” หรือ “ส.ส.” โดยตรงก็น่าจะได้แก่ในส่วนของบทที่ 4 ว่าด้วย “จิตลักษณ์ : ลักษณะนิสัยและรสนิยม”  กับบทที่ 5 ที่ว่าด้วย “จิตลักษณ์ : ความคิด-ความเชื่อ ต่อชีวิตและโลก”

ถ้าไม่พอก็ให้ไปอ่านเพิ่มในหนังสือรายงานการวิจัยที่โด่งดังมากอีกเล่ม(อยู่ในหัวข้อวิจัยใหญ่เดียวกัน)นั่นคือเรื่อง “หัวเชือกวัวชน” ที่ผู้ร่วมวิจัยและเขียนบทสังเคราะห์คือ อาจารย์อาคม  เดชทองคำ แห่งสถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช

ก็จะเข้าใจได้โดยรากฐานทางวัฒนธรรม ว่า ในอดีต(และปัจจุบัน)ผู้คนภาคใต้มี “สายราก” ในการเลือก “ผู้แทนฯ” หรือ “ส.ส.” เป็นมาอย่างไร ซึ่งจะเป็นตัวตอบคำถามว่า “วัฒนธรรมกำหนดคุณภาพประชากร”อย่างไรไปในตัวด้วย

อ่านเล่มสรุปของงานวิจัยชุดนี้ที่เป็นหนังสือเล่มใหญ่อีกเล่ม มีชื่อตามโครงการใหญ่ คือ “โครงสร้างและพลวัตทางวัฒนธรรมภาคใต้กับการพัฒนา” ที่ท่านศาสตราจารย์ศุธิวงศ์สังเคราะห์สรุปผลด้วยตัวเองทั้งเล่ม(จากโครงการย่อย 21 โครงการ) แล้ว ยิ่งทำให้ได้ข้อสรุปที่ชัดยิ่งขึ้นว่า

คุณภาพทางการเมืองของคนภาคใต้ (ซึ่ง “ระบบการเมือง” หรือเรื่องที่เกี่ยวกับ “รัฐศาสตร์” ก็คือ“วัฒนธรรม” ประเภทหนึ่งนั่นเอง) และ อาจนับรวมไปถึง ‘คุณภาพ’ ของคนในภาคอื่นๆด้วยนั่นแหละ ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดยิ่งขึ้นเกี่ยวกับปัญหา “สังคมรากขาด” ในประเทศไทย

รากคืออะไร? ขาดเพราะอะไร?และ เริ่ม ขาด มาตั้งแต่เมื่อใด?

“ราก” ของสังคมก็คือ “วัฒนธรรม”  ที่ว่า “รากขาด” ก็คือความไม่สามารถสืบสานพัฒนาและต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมให้สมสมัยสืบต่อได้นั่นเอง และ “วัฒนธรรมแบบไทย” ที่ “ขาด” ก็น่าจะตอบได้ว่า เริ่มขาดมาตั้งแต่เกิดสิ่งที่้รียกว่า “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” นั่นเอง(แผนระยะแรกกยังไม่มีคำว่า “สังคม”)

ก็งานวิจัยของท่านศาสตราจารย์สุธิวงศ์ชุดนี้อีกนั่นแหละที่ตอบคำถามนี้ได้ดี!

ใครซึ่งได้อ่านหนังสือที่เป็นบทสังเคราะห์งานวิจัยของ สกว.เรื่อง “โครงสร้างและพลวัตวัฒนธรรมภาคใต้” ครบทั้งชุด จะพบว่าโดยองค์รวมงานวิจัยชุดนี้พบว่า “วัฒนธรรม” ภาคใต้ในรอบเกือบ๒พันปีได้รับอิทธพลด้านหลักมาจากคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนา มีผี พราหมณ์ และอิสลาม ผสมผสานในบางพื้นที่และเวลา

หล่อหลอมจนแข็งแกร่งเป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง ทั้งโลกทัศน์ในการจัดการเกี่ยวกับคนด้วยกัน เกี่ยวกับสิ่งธรรมชาติ(สภาวธรรม) และ สิ่งเหนือธรรมชาติ(นอกเหนือสภาวธรรม)

เฉพาะที่เกี่ยวกับระบบปกครอง(การจัดการทางสังคมเรื่องคนกับคน)นั้น สังคมไทยมีการ “ปรับปรน” (คำของศ.สุธิวงศ์)อย่างสมสมัยแบบ “เลือกแก่นทิ้งกาก” มาโดยตลอด(รับรูปแบบและเนื้อหาจากวัฒนธรรมภายนอกมาผสมผสานจนเป็นของตัวเองได้อย่างสมสมัย ตามเงื่อนเหตุพื้นที่และเวลา)

จนกระทั่งเริ่มเข้าสู่ยุค ‘ก้าวกระโดด’ ที่โลกตะวันตกมีการพัฒนาระบบอุตสาหกรรม จนก่อเกิดการ ‘ล่าเมืองขึ้น’ เพื่ิอหา ‘วัตถุดิบ’ และ ‘ตลาด’ ขึ้นอย่างกว้างขวาง  แต่ “สยาม” ก็ยังสามารถตั้งรับปรับปรนอย่าง ‘ไม่เสียท่าง่ายๆ’ แบบหมดรูป(เหมือนกับประเทศรอบบ้านทั้งหมดที่ตกเป็นเมืองขึ้นของชาติจักรวรรดิตะวันตกไปก่อนแล้ว)

แล้วก็เกิดการอภิวัฒน์ใหญ่ทางการเมือง(เราจะไม่พูดถึงเจตนาเชิงสร้างสรรค์ฝันเฟื่อง?)เปลี่ยนระบบการปกครองเป็นระบบ “ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ” ( Constitutional Monarchy) ในพ.ศ. 2475 โดย“คณะราษฎร์”

หลัง “กลุ่มนำ” หรือ “ชนชั้นนำ” ใน “คณะราษฎร์” (ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน) แย่งชิงอำนาจผลัดกันตั้งพรรคการเมืองเล่นปาหี่ ขึ้น “ปกครอง” ราษฎรจนถึงปี พ.ศ.2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองไว้ใช้ในกลุ่มพวกตนอย่างเบ็ดเสร็จ แบบ “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” จากนั้นก็เปิดประเทศ (แบบอ้าซ่า)ให้ “มหามิตรอเมริกา” เข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการวาง “แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ระยะที่ 1 (เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย) ที่เริ่มประกาศใช้ในปีพ.ศ.2504

จากวันนั้นถึงวันนี้กินเวลาทั้งสิ้นเพียง 75 ปีเท่านั้น!!

#เส้นแบ่งความคิด #วัฒนธรรมกำหนดคุณภาพประชากร #สังคมรากขาด #การเมืองไทย #สังคมไทย #งานวิจัยสังคม #ภาคใต้ #พัฒนาประเทศ