ใครที่สนใจพัฒนาการของสังคมไทยในรอบ ๗ ทศวรรษที่ผ่านมาอย่าง “แสวงหาความจริงจากข้อเท็จจริง” (วาทกรรมของประธานเหมา เจ๋อตง ผู้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน) สักหน่อย ก็ย่อมจะรับรู้และเข้าใจกันดีว่า สังคมไทยสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นในรอบประมาณ 70 ปีที่พ้นผ่านนั้น เดินตาม “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ” ที่เกิดขึ้นในยุคต้นทศวรรษ ๒๕๐๐ ภายใต้อำนาจของ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ถอดแบบมาจากกรอบแนวคิดแบบ “อเมริกัน” อย่างไรบ้าง
เพียงแตกต่างก็เฉพาะสังคมอเมริกันนั้นเป็นสังคมที่ไม่มี “รากแก้ว” แต่สังคมไทยมี!
ที่ว่าสังคมอเมริกันไม่มีรากแก้วก็เพราะประเทศนั้นเพิ่งก่อตั้งเพียง 200 กว่าปีที่พ้นผ่านมานี่เอง อายุเพียงพอ ๆ กับอายุของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เป็นพัฒนาการทางสังคมช่วงท้ายสุดของ “สยาม” ในพื้นที่ที่เรียกกันมาแต่โบราณว่า “สุวรรณภูมิ”
การหลอมรวมชาติพันธุ์ในพื้นที่แม้จะมีลักษณะคล้ายคลึง คือมีลักษณะ “พหุลักษณ์” อันหมายถึงมีกลุ่มชาติพันธุ์หลากกลุ่มหลายวัฒนธรรมมาอยู่ร่วมหลอมรวมกันอยู่ในพื้นที่หนึ่ง ทั้งที่เป็นกลุ่มใหญ่และกลุ่มย่อยอันหลากหลาย (Melting pot)
แต่ลักษณะการหลอมรวมอยู่ร่วมแบบ “สังคมประสมประสาน” (Integration) ดังกล่าวก็มีความแตกต่างกันในเชิงคุณภาพและรายละเอียดโดย “นัย” อยู่ไม่น้อย ทั้งในแง่ “วิธีการ” และ “ระยะเวลา” ในการ “หลอมรวม”!
สังคมอเมริกันนั้นก่อตัวขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือในช่วงยุคที่โลกเริ่มเข้าสู่ระบบความสัมพันธ์ทางการผลิต (ระบบเศรษฐกิจ) กระแสหลักแบบ “ทุนนิยม” เรียบร้อยแล้ว เริ่มต้นขึ้นพร้อม ๆ กับผลสะเทือนที่เกิดจากการ “ปฏิวัติอุตสาหกรรม” ในยุโรปโดยตรง จากกลุ่มคน (ส่วนใหญ่จากยุโรปหลายประเทศ มีจากอังกฤษเป็นแกนกลาง) ที่ “อพยพไปหาแผ่นดินถิ่นที่อยู่ใหม่” เพราะล้วนมักมีเป้ามุ่งแห่งชีวิตทั้งด้านรูปธรรมของชีวิต (ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจแบบบริโภคนิยม) และ “เสรีนิยมทางจิตใจ” ที่ละม้ายคล้ายคลึงกัน
ขณะที่กลุ่มคนในสังคมประเทศไทยปัจจุบัน พัฒนามาจากกลุ่มคนดั้งเดิมในพื้นที่เป็นส่วนใหญ่ แม้จะมีหลากหลายชาติพันธุ์ แต่ก็มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนานทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ทั้งในด้านเป็นศัตรูและเป็นมิตร ที่สำคัญคือ มักมีฐานรากทางวัฒนธรรมด้านจิตวิญญาณ (วัฒนธรรมด้านจริยธรรม) ที่มีลักษณะร่วม เกาะเกี่ยวสังคมมาอย่างเหนียวแน่นยาวนานร่วมกัน นั่นคือวัฒนธรรมการนับถือผีและวัฒนธรรมอันเนื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ทั้งที่เป็นมหายานและเถรวาท!
ที่แตกต่างอย่างสำคัญมากอีกประการหนึ่งก็คือ สังคมสยามตั้งแต่ยุคลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำยม จนถึงยุคลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ที่กินเวลานับพันปี) ล้วนผ่านระบบความสัมพันธ์ทางการผลิต (ระบบเศรษฐกิจ) แบบสังคมเกษตรกรรมธรรมชาติ ที่มีระบบการเมืองแบบ “ศักดินานิยม” (Feudalism) ซึ่งมีรูปแบบเป็นลักษณะจำเพาะเป็นตัวของตัวเองที่แตกต่างจาก “ศักดินานิยม” แบบตะวันตกในรายละเอียดเชิงโครงสร้างอยู่ไม่น้อย
เวลานับพันปีที่สังคม “สยาม” (หรือในชื่ออะไรก็แล้วแต่) ในดินแดน “สุวรรณภูมิ” ได้สั่งสม สืบสาน และพัฒนา โครงสร้างชั้นบนของสังคม (Superstructure) ที่นักมานุษยวิทยาเรียกว่า “วัฒนธรรม” (Culture) มาอย่างยาวนานนี้เอง ที่ได้ก่อ “รากแก้ว” ทางสังคมที่มีลักษณะจำเพาะทาง “อัตวิสัย” ขึ้นเป็นรูปแบบของสิ่งที่เรียกว่า “ประเทศไทย!”
กระทั่งโลกถูกกระชับความสัมพันธ์ “ระหว่างประเทศ” ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมกันมากขึ้นในช่วงต้น ๆ ของสังคมสยามยุคลุ่มน้ำเจ้าพระยา สังคมสยามก็จำต้อง “ปรับปรน” ตามความจำเป็นเชิง “ภววิสัย” (Objectivity) โดยชนชั้นนำ (สถาบันกษัตริย์และขุนนาง) อย่างมักมี “กุศโลบาย” ที่ชาญฉลาดเสมอมา อย่างน้อยก็ตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง ๆ จนต้องมาปรับตัวอย่างหนัก อย่างรวดเร็ว และอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้นในยุคล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก ที่มีอังกฤษ ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ เป็นชาติจักรพรรดินิยมหลัก ๆ
เริ่มตั้งแต่ปลายรัชสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 3 ต่อถึงรัชกาลที่ 4 และหนักสุดในยุคของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยความมีภูมิปัญญาแห่งชาติและความมีพระราชกุศโลบายที่ล้ำลึกทันการณ์ ทำให้ “สยาม” สามารถหลบรอดพ้น “ปากเหยี่ยวปากกา” มาได้แบบ “ระทึกขวัญ” ในหลายครั้ง ที่สำคัญก็คือยังคงสามารถรักษา “รากแก้วทางสังคม” คืออัตลักษณ์แห่งวิถีอันจำเพาะทางวัฒนธรรมของตนไม่ให้ขาดสะบั้นลงไว้ได้ โดยกุศโลบายการพัฒนาประเทศแบบ “เลือกแก่นทิ้งกาก” ที่น่าชื่นชมยกย่องยิ่ง!!!







