สถาพร ศรีสัจจัง
ได้มีโอกาสได้ไปนั่งฟังการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่อง “การเมืองหลังเลือกตั้ง” ในวงวิชาการแห่งหนึ่ง ได้ยินการตั้งคำถามขึ้นในวงนั้นทำนองว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้(8 กุมภาพันธ์ 2569)สะท้อนวัฒนธรรมทางการเมืองของสังคมไทยอย่างไรบ้าง?” แล้วก็ให้นึกไปถึงความบางประโยคที่เคยได้ยินหรือได้รับรู้มาก่อน
นั่นคือประโยคที่ว่า “วัฒนธรรมกำหนดคุณภาพประชากร”!
ประโยค “วัฒนธรรมกำหนดคุณภาพประชากร” เป็นถ้อยความ “ทำนอง” เป็น “คติพจน์” หรือ “motto” ของ “มูลนิธิศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์”(วายชนม์) ที่ประมวลสรุปมาจากทัศนะทางวิชาการโดยองค์รวมของท่านผู้เป็นเจ้าของชื่อมูลนิธิดังกล่าว ท่านศาสตราจารย์สุธิวงศ์นั้นเป็นอดีตเมธีวิจัยอาวุโสด้านสังคมศาสตร์ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)ที่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและชื่อเป็น “สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และ นวัตกรรม” (สกสว.หรือTSRI)ไปเรียบร้อยแล้ว
ทั้งอาจกล่าวได้ว่าท่านผู้นี้เป็น “ปราชญ์สามัญชน” แท้ๆ เพราะท่านเป็นลูกชาวนาในชนบทไกลปืนเที่ยงจากตำบลตะเครียะ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา !
เรียนจบชั้นม.6 จากโรงเรียนระโนดวิทยามูลนิธิที่บ้านเกิดแล้วจึงสอบชิงทุนฝึกหัดครูประถม(ป.ป.)ของจังหวัดสงขลา(มีเพียงทุนเดียว)ไปเรียนที่โรงเรียนฝึกหัดครูครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ขณะเรียนหลักสูตรป.ป.ก็สมัครสอบเทียบม.8 (สายวิทยาศาสตร์)ได้ แล้วได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนต่อที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ แต่ขาดทุนทรัพย์ จึงเลือกรับทุนเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรครูมัธยม(ป.ม.)ที่โรงเรียนฝึกหัดครูมัธยมวังจันทรเกษม แล้วสอบเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ในสาขามัธยม วิชาเอกคณิตศาสตร์และภาษาไทย
หลังสอบเข้ารับราชการในกรมการฝึกหัดครูแล้ว ได้ศึกษาเพิ่มเติม จนได้รับประกาศนียบัตรวิชาเฉพาะภาษาและวรรณคดีไทยจากวิทยาลัยการศึกษาประสานมิตรอีกคุณวุฒิหนึ่ง
ที่เล่าถึงประวัติการศึกษาของท่านอาจารย์สุธิวงศ์ ซึ่งเป็นที่มาของ “มูลนิธิศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์” เจ้าของคติพจน์ “วัฒนธรรมกำหนดคุณภาพประชากร” มาเสียยาวเหยียดนั้น นอกจากต้องการชี้ให้เห็นถึงความมานะพยายามอย่างยากลำบากของลูกหลานคนจนในชนบทไทยในยุคที่การศึกษาไทยยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก (ปัจจุบันไม่มาก?)แล้ว
ยังเป็นเพราะอยากชี้ให้เห็นเป็นตัวอย่างด้วยว่า ผู้ที่มีความความเพียร ความตั้งมั่นทางจิตวิญญาณที่จะบรรลุในศาสตร์ศิลป์แห่งการศึกษาด้วยตัวเองอย่างแท้จริงนั้น ย่อมสามารถ “บรรลุ” เป้าประสงค์ที่ตั้งหวังได้อย่างแน่นอน อาจารย์สุธิวงศ์และปราชญ์จำนวนมากในอดีตล้วนชี้แสดงให้เห็นเช่นนั้น
ศาสตราจารย์สุธิวง์ พงศ์ไพบูลย์ น่าจะเป็น “ศาสตราจารย์ระดับ 11” (ระดับสูงสุดของข้าราชการไทย)คนสุดท้ายของไทยที่จบการศึกษาเพียงระดับปริญญาตรี และน่าจะเป็นข้าราชการระดับ 11 คนแรกที่ปฏิบัติราชการอยู่ต่างจังหวัดโดยตลอด!
ที่สำคัญที่สุดก็คือ “นักวิชาการชาวบ้าน” ท่านนี้ ได้ “บุกเบิกสร้างสรรค์” ผลงานซึ่งเป็นสิ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น “นวัตกรรมทางสังคม” ไว้มากมายหลายประการ!
ที่สำคัญๆอันพึง “ตรา” ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้ก็เช่น การสถาปนาสถาบันทักษิณคดีศึกษา (มีฐานะเป็นคณะหนึ่งของ มศว.ในอดีต/ปัจจุบันถูกปรับลดฐานะเป็นเพียงหน่วยงานบริการภายในเล็กๆหน่วยหนึ่งของมหาวิทยาลัยทักษิณ)ให้เป็นสถาบัน(เฉพาะทางวัฒนธรรม)ที่ครบวงจรขึ้นได้สำเร็จเป็นแห่งแรก(และแห่งเดียว)ของประเทศไทย(ในช่วงพ.ศ.2523)
เป็นผู้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา(Folklore Museum)ที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศ ที่สถาบันทักษิณคดีศึกษา เกาะยอ จังหวัดสงขลา(เป็นงานสำคัญงานหนึ่งในหลายงานในอดีตของสถาบันแห่งนี้)
เป็นผู้ริเริ่มและจัดทำพจนานุกรมภาษาไทยถิ่นภาคใต้จนสำเร็จเป็นรูปธรรม โดยได้รับการพัฒนาและจัดพิมพ์รวมหลายครั้ง
เป็นต้นคิดและหัวหน้าโครงการการจัดทำ “สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้”(ฉบับสถาบันทักษิณคดีศึกษา พ.ศ.2529 เป็นหนังสือชุดรวม 10 เล่ม/หนาเล่มละประมาณ 400 หน้า พร้อมภาพประกอบทั้งขาวดำและสีจำนวนมาก)นับเป็นสารานุกรมวัฒนธรรมชุดแรกของประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์
ภายหลังคณะกรรมการจัดทำสารานุกรมวัฒนธรรมไทย 4 ภาค ที่มีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี(พระราชอิสริยยศขณะนั้น) ทรงเป็นองค์ประธานที่ปรึกษาก็ได้ใช้สารานุกรมชุดนี้เองเป็นต้นแบบในการจัดทำ เป็นเมธีวิจัยอาวุโสของ สกว.ที่จัดทำโครงการวิจัยขนาดใหญ่หลายโครงการ ได้สร้างและพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ทำงานวิจัยเรื่องสำคัญๆเกี่ยวกับภาคใต้ร่วมกับท่านเป็นจำนวนมาก เป็นวิทยากร ผู้สอน และผู้เขียนตำราสำคัญๆเกี่ยวกับศาสตร์ด้านภาษาไทยและไทยคดีศึกษาเป็นจำนวนมาก ฯลฯ
และเป็นเจ้าของวาทกรรม “ประเทศชาติจะเจริญก้าวหน้าเกินไปกว่าคุณภาพของประชากรไม่ได้ และคุณภาพของประชากรมีวัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดอยู่เบื้องหลัง”!!!ฯ







