เส้นแบ่งความคิด

วัฒนธรรมกำหนดคุณภาพประชากร (2)

แชร์ข่าว

สถาพร ศรีสัจจัง

“ประเทศชาติจะเจริญก้าวหน้าเกินไปกว่าคุณภาพของประชากรไม่ได้ และคุณภาพของประชากรมีวัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดอยู่เบื้องหลัง”

เป็น “วาทกรรม” (Discourse) ที่ศาสตราจารย์สุธิวงศ์  พงศ์ไพบูลย์ สรุปถึงความสำคัญของ “วัฒนธรรม”(Culture)โดยเฉพาะวัฒนธรรมพื้นบ้าน(Folk culture/Local culture)ในการนำเสนอโครงการขยายสถาบันทักษิณคดีศึกษา(ณ เวลานั้นมีฐานะเป็น ‘คณะ’ หนึ่งของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร)ให้เป็น“สถาบันทางวัฒนธรรมที่ครบวงจร” ต่อ “ทบวงมหาวิทยาลัย” และหน่วยที่เกี่ยวข้องในช่วงปลายทศวรรษ 2520

ข้อสรุปดังกล่าวเกิดจากประสบการณ์ตรงแห่งชีวิตและประสบการณ์จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อศึกษาวิจัยด้านวัฒนธรรม(เน้นวัฒนธรรมพื้นบ้านหรือ “Folk culture”) ในพื้นที่ภาคใต้อย่างยาวนานมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2500 ต่อเนื่องสืบมาจนถึงปลายทศวรรษ 2520 นับรวมเกือบ 30 ปี

ศาสตราจารย์สุธิวงศ์ ประกาศถึงความสำคัญอย่างยิ่งดังกล่าวของ “วัฒนธรรม” ก่อนที่หน่วยงานอย่างUNESCO ขององค์การสหประชาชาติ(UNO) จะประกาศ “ปีแห่งการเสวนาวัฒนธรรม” (พ.ศ.2545) เพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมทั่วโลก และ ประกาศรับรอง “อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” ที่จะประกาศก็ต่อเมื่อล่วงถึงปีพ.ศ.2546 เข้าแล้ว!

แต่สังคมไทย ทั้งในระดับรัฐบาลของชาติ ระดับภาค ระดับจังหวัด จนถึงระดับองค์การบริหารตำบล

โดยเฉพาะในระดับสถาบันหรือองค์กรที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ อันได้แก่โรงเรียนทุกระดับหรือระดับอุดมศึกษาคือมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยทั้งหลาย(ที่เคยมี‘พันธกิจ’โดยตรงในการศึกษาวิจัยเพื่อ “ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม”) ในยุคปัจจุบัน

ล้วนแล้วแต่ไม่เคยแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อการศึกษาพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ในเรื่องราวที่เกี่ยวกับแก่นแท้หรือเนื้อหาสำคัญของ “วัฒนธรรม” หรือ “รากแก้วของสังคม” อันหมายถึงสิ่งที่สังคมไทยสืบสานวัฒนามาจากอัตลักษณ์ของตัวเองอย่างแท้จริงเลย!

ศาสตราจารย์สุธิวงศ์สรุปลงเป็นข้อสำคัญอีกประการหนึ่งว่า “วัฒนธรรมคืออำนาจ”!

ท่านสรุป(จากการศึกษาวิจัย)ว่า สังคมใดที่มีวัฒนธรรมแห่งความเป็นอัตลักษณ์ของตัวเองที่เข้มแข็ง สังคมนั้นจะมีอำนาจในการจัดการตัวเอง เพราะอำนาจจากการการมีวัฒนธรรมจะก่อให้เกิด “พลังการจัดการทางสังคม”!

วัฒนธรรมคืออะไร?

ท่านตอบว่า วัฒนธรรมก็คือ “ธรรมที่ก่อให้เกิดการพัฒนา”

อภิปรายให้เข้าใจง่ายๆตามวิธีวิทยาของตะวันตก วัฒนธรรมก็คือ สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า

“โครงสร้างชั้นบน” (super structure) ทั้งหลายของสังคมนั้นๆ

นั่นก็คือระบบคิดที่ก่อขึ้นจนเป็น “คตินิยม” ที่มนุษย์พัฒนาขึ้นจากการเรียนรู้ร่วมกันของสังคมนั้นๆเพื่อนำไปสู่ “ระบบคุณค่า” ในเรื่องที่เกี่ยวกับ “ความจริง ความดี และความงาม” ในการอยู่ร่วมเป็น “สังคม” ของพวกเขาเอง

แน่ละ การเรียนรู้หรือ “การพัฒนา” (วัฒนา)นี้ ย่อมต้องมีฐานอยู่ที่โครงสร้างพื้นฐาน

(base structure) หรือ “ความต้องการอยู่รอดของชีวิต” ซึ่งในปัจจุบันเรียกกันว่า “ระบบเศรษฐกิจ” (Economic System) หรือ “ระบบความสัมพันธ์ทางการผลิต” (Relations of Production)

อันหมายถึง การแสวงหาให้ได้มาซึ่ง “ปัจจัย4” ในการดำรงชีวิต ซึ่งก็คือ การกิน-ดื่ม/ที่อยู่อาศัย(เพื่อความปลอดภัยจากสิ่งแสดล้อม)/เครื่องนุ่งห่ม(ที่สัมพันธ์กับสภาวธรรม) และยารักษาโรค(เครื่องบรรเทาทุกข์จากอาการเจ็บป่วยของกายและใจ)

ศาสตราจารย์สุธิวงศ์สรุปเรียกความต้องการพื้นฐานที่เรียกว่า “ปัจจัย4” ดังกล่าวนี้ว่า

คือ “ยาใส้” และ “ยาใจ”

แล้วสิ่งที่เรียกว่า “โครงสร้างชั้นบน” ของสังคมที่เรียกรวมๆว่า “วัฒนธรรม” นั้น ที่เห็นได้ในปัจจุบันคืออะไรบ้างละ?

ก็คือระบบคิด(จากการเรียนรู้)ที่ก่อให้เกิดระบบการพัฒนาทางสังคมเพื่อการอยู่ร่วมอย่างมีสันติสุขของมนุษย์นั่นเอง

ที่สำคัญๆก็ได้แก่ระบบการเมือง (Political System) และ ระบบจริยธรรม(Ethical System)หรือระบบกฎหมาย (Rule of Law) เป็นต้น

แล้วสังคมไทยในแหลมสุวรรณภูมิแห่งนี้ละ(ในห้วงเวลาอย่างน้อยก็ 2,000ปี) มีระบบการเมืองและระบบจริยธรรมหรือระบบกฎหมายอยู่บนฐานของ “ธรรมที่ช่วยให้วัฒนา” อะไรบ้างเล่า?