รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต
หากถามบุคลากรมหาวิทยาลัยในวันนี้ว่า สิ่งใดคือความท้าทายที่สุดในการทำงาน คำตอบคงไม่ใช่ “ขาดความรู้” แต่คำตอบที่น่าจะเป็นคือ การทำงานท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ การแข่งขันด้านคุณภาพ และความคาดหวังของสังคมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในบริบทเช่นนี้ ความรู้จากตำราหรือคู่มือการทำงานที่เป็นลายลักษณ์อักษร แน่นอนว่าย่อมไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจและการรับมือกับสถานการณ์จริง
คำถามสำคัญไม่ใช่ “เรามีองค์ความรู้มากพอหรือยัง” แต่คือ “เรานำความรู้นั้นมาใช้ได้จริง ๆ มากเพียงใด” ส่งผลให้การเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์กลายเป็น “ทุนทางปัญญา” ที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในโลกการทำงานร่วมสมัย
“ผู้มีประสบการณ์” ไม่ได้หมายถึงผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่าหรือมีอายุงานยาวนานกว่าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงผู้ที่ผ่านการลงมือทำจริง ผ่านความสำเร็จและความล้มเหลว ผ่านการตัดสินใจที่ต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ การเรียนรู้จากบุคคลเหล่านี้ย่อมไม่ใช่การถ่ายทอดสูตรสำเร็จ แต่เป็นการถ่ายทอด “วิธีคิด” และ “วิธีมองโลกของงาน” ที่ไม่มีระบุหรือเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
บทเรียนสำคัญที่ผู้มีประสบการณ์ถ่ายทอดได้ คือความเข้าใจในบริบทของงานจริง งานในมหาวิทยาลัยไม่เคยดำเนินไปอย่างเป็นเส้นตรงดังแผนงานหรือข้อกำหนดและเงื่อนไขงาน (Terms of Reference – TOR) แต่กลับเต็มไปด้วยการต่อรอง การประสานผลประโยชน์ และข้อจำกัดที่มองไม่เห็น การเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ช่วยให้บุคลากรเข้าใจว่าทำไมบางครั้งต้องเลือกทางที่ “ไม่สมบูรณ์แบบ” แต่ “เหมาะสมกับสถานการณ์” มากที่สุด
นอกจากนี้ ผู้มีประสบการณ์ยังเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญด้านการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการตัดสินใจอย่างมืออาชีพ ในโลกที่ความผิดพลาดหนึ่งครั้งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กรหรือชีวิตของผู้อื่น การได้เรียนรู้จากกรณีจริงว่าควรคิดอย่างไร ชั่งน้ำหนักปัจจัยใด และยอมรับความเสี่ยงได้ในระดับใด คือบทเรียนที่ประเมินค่าไม่ได้
ทักษะที่ถูกพูดถึงอย่างมากในศตวรรษที่ 21 ที่แม้ว่าจะเดินทางมากว่า 1 ใน 4 แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม การคิดเชิงระบบ หรือการปรับตัว ไม่สามารถพัฒนาได้จากการอบรมระยะสั้นไม่กี่ชั่วโมง แต่ต้องอาศัยการเผชิญสถานการณ์จริง การสังเกตแบบอย่าง และการได้รับฟีดแบ็กอย่างตรงไปตรงมา ผู้มีประสบการณ์ทำหน้าที่เสมือนกระจกสะท้อนให้ผู้เรียนหรือบุคลากรมองเห็นทั้งศักยภาพและข้อจำกัดของตนเอง
ช่วงเวลาที่การเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์มีความหมายมากที่สุด มักเกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการทำงาน อาทิ การเริ่มรับตำแหน่งใหม่ การรับผิดชอบงานที่มีความซับซ้อนสูง หรือช่วงหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญ การสะท้อนคิดร่วมกับผู้มีประสบการณ์ในช่วงเวลาเหล่านี้ ช่วยเปลี่ยนประสบการณ์ที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นบทเรียนที่ตกผลึกและนำไปใช้ต่อได้
อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์จะเกิดผลจริงได้ ต้องไม่หยุดอยู่ที่การ “ฟังเรื่องเล่า” หากต้องเป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ เริ่มจากการลงมือทำจริง สะท้อนคิดอย่างเป็นระบบ สรุปเป็นหลักการ และทดลองใช้ใหม่ในบริบทที่แตกต่าง วงจรการเรียนรู้เช่นนี้ช่วยให้บุคลากรยกระดับการพัฒนาจากการ “ทำเป็น” สู่การ “ทำเก่ง” และจบลงด้วย “ทำงานอย่างมีระบบและถ่ายทอดต่อได้”
ในระดับองค์กร การให้คุณค่ากับการเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ เป็นการลงทุนระยะยาวในการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ เมื่อประสบการณ์ไม่ถูกผูกขาดอยู่กับคนใดคนหนึ่ง แต่ถูกแบ่งปันและต่อยอด องค์กรย่อมลดความเปราะบางจากการเปลี่ยนแปลงที่รุมเร้ารอบด้าน และสร้างความต่อเนื่องทางความรู้ได้ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญคือ ยังช่วยลดช่องว่างระหว่างรุ่น (Generation Gap) สร้างความผูกพัน และทำให้บุคลากรรู้สึกว่าตนเองไม่ได้ทำงานโดดเดี่ยว
ในโลกที่ผันผวน ไร้เสถียรภาพ และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน บางทีคำถามที่ควรถามตัวเองและองค์กรอาจไม่ใช่ว่า “เราจะพัฒนาอะไรใหม่” แต่คือ “เราจะเรียนรู้จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นอย่างไร” ประสบการณ์ของผู้อื่นคือแผนที่ที่ช่วยให้เราไม่ต้องเดินซ้ำรอยความผิดพลาดเดิม และมองเห็นทางเลือกที่หลากหลายขึ้น
แม้ว่าการเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ไม่อาจ “ไข” ปมของทุกปัญหา แต่ก็เป็น “กรอบคิดสำคัญ” ที่ช่วยให้เรายืนอยู่ในโลกที่ไม่แน่นอนอย่างมีสติ รู้เท่าทันข้อจำกัดของตนเอง และกล้าที่จะเรียนรู้ต่อไป เพราะโลกที่เปลี่ยนเร็วเกินกว่าจะยึดติดกับคำตอบเดิม ๆ ความสามารถในการเรียนรู้จากประสบการณ์ถือเป็น “ทุนทางปัญญา” ไม่กี่อย่างที่ยังพอหวังและพึ่งพาได้จริงครับ







