มองผ่านข้อมูล

สิ่งที่เป็นไปได้...จาก จุฬาฯ ถึง มสด.

แชร์ข่าว

รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์

ประธานที่ปรึกษามหาวิทยาลัยสวนดุสิต 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตจัดกิจกรรมจิบกาแฟ...แล “มหาวิทยาลัย” หัวข้อ “บริหารจุฬาให้ … WOW! แล้ว สวนดุสิตล่ะ?” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิดเห็น ประสบการณ์การบริหารจัดการมหาวิทยาลัยจากผู้บริหารระดับสูง กิจกรรมนี้มีหมุดหมายสำคัญในการจุดประกายบทสนทนาระหว่างสองมหาวิทยาลัยที่มีประวัติศาสตร์ บริบท และอัตลักษณ์แตกต่างกันอย่างชัดเจน อันจะนำไปสู่การต่อยอดความร่วมมือ และร่วมกันสร้าง “ความว้าว” รูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ถ่ายทอดแนวคิดสำคัญหลายประการ โดยหนึ่งในประเด็นที่โดดเด่นคือแนวคิดเรื่อง “ยุคทอง” ของผู้นำ กล่าวคือเมื่อก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหารแล้ว ต้องกล้าตัดสินใจ กล้าเปลี่ยนแปลง และกล้าสร้างผลกระทบเชิงระบบให้เกิดขึ้นกับองค์กร

เมื่อมองผ่านกรอบความคิดนี้ ความเป็นไปได้ของความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) ไม่ควรหยุดอยู่ที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แต่ควรร่วมกันออกแบบ “ยุคทองร่วม” ที่สร้างผลลัพธ์ก้าวข้ามขอบเขตของแต่ละสถาบัน และก่อให้เกิดคุณค่าร่วมในระดับที่กว้างขวางยิ่งขึ้น

สิ่งที่เป็นไปได้...จาก จุฬาฯ ถึง มสด. ...

จากการแข่งขันสู่ Co-creation ‘โมเดลมหาวิทยาลัยคู่ขนาน’ ภูมิทัศน์อุดมศึกษาไทยวางมหาวิทยาลัยไว้ในกรอบการแข่งขัน จัดอันดับ วิจัย แข่งขันทุน แต่โลกวันนี้เผชิญความท้าทายที่ซับซ้อนเกินกว่าสถาบันเดียวจะแก้ได้ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หรือการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์

จุฬาฯ มีจุดแข็งด้านงานวิจัยขั้นสูง เครือข่ายนานาชาติ และโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ที่เข้มแข็ง ขณะที่ มสด. มีความเชี่ยวชาญด้านอาหาร การบริการ การพัฒนาเด็ก การท่องเที่ยว และการทำงานกับชุมชน หากสองสถาบันออกแบบความร่วมมือแบบ “คู่ขนาน” (Parallel Complementarity) ที่ต่างฝ่ายต่างเสริมพลังกัน จะเกิดพลังใหม่ที่สร้างผลกระทบในหลายระดับ

ตัวอย่างเชิงรูปธรรมคือ การจัดตั้ง Thailand Food & Well-being Innovation Alliance ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาวะ ที่จุฬาฯ รับบทวิจัยพื้นฐานด้านโภชนาการ เทคโนโลยีชีวภาพ และข้อมูลขนาดใหญ่ ส่วน มสด. รับบทวิจัยเชิงปฏิบัติ การพัฒนาเมนู การทดสอบในบริบทชุมชน และการถ่ายทอดสู่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผลลัพธ์ที่ได้นอกเหนือจากบทความวิชาการแล้ว ยังได้ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไทย และสามารถส่งออกสู่ภูมิภาคอาเซียน

ความร่วมมือแบบ Win-Win ระหว่างจุฬาฯ กับ มสด. จะขยายผลวิจัยสู่ภาคปฏิบัติ ยกระดับงานปฏิบัติสู่มาตรฐานวิชาการระดับสากล ประเทศได้ระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารครบวงจร

AI กับการปฏิรูปการเรียนรู้ ‘ห้องทดลองการศึกษาร่วม’ ท่านอธิการบดีจุฬาฯ ตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับ AI และการประเมินผล นักศึกษาต้องใช้ AI สร้างผลงานได้ โดยมหาวิทยาลัยจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีวัด “การเรียนรู้” เพื่อเป็นจุดตั้งต้นของความร่วมมือด้านการปฏิรูปการศึกษา

เมื่อจุฬาฯ สามารถพัฒนาแพลตฟอร์ม AI เพื่อการเรียนรู้แบบปรับตามบุคคล (Adaptive Learning) ขณะที่ มสด. มีจุดแข็งด้านการฝึกปฏิบัติจริง สามารถเป็น “สนามทดลอง” (Living Lab) ในการทดสอบโมเดลการเรียนรู้ใหม่ เช่น การประเมินจากโครงงานจริงในชุมชน การสะท้อนคิด (Reflective Assessment) หรือการเรียนรู้ผ่านบริการสังคม (Service Learning) ที่ผสาน AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่แทนที่มนุษย์

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจพัฒนาเป็นต้นแบบ Thai Hybrid University Model ที่ผสมผสานความเข้มแข็งด้านวิชาการขั้นสูงกับการปฏิบัติจริง และโมเดลนี้สามารถถ่ายทอดไปยังมหาวิทยาลัยภูมิภาค ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพการศึกษา และสร้างพลเมืองที่มีทักษะทั้งเทคโนโลยีและจิตสาธารณะ

จากมหาวิทยาลัยสู่เมือง ‘ความร่วมมือเชิงพื้นที่’ มหาวิทยาลัยยุคใหม่นอกจากจะเป็นสถานที่เรียนรู้แล้ว ยังเป็นกลไกพัฒนาเมือง จุฬาฯ ตั้งอยู่ในใจกลางกรุงเทพฯ และมีบทบาทด้าน Urban Innovation ขณะที่ มสด. มีเครือข่ายศูนย์การศึกษาและชุมชนหลากหลายพื้นที่ หากออกแบบโครงการ University–City–Community Partnership ร่วมกัน จะสามารถเชื่อมงานวิจัยระดับเมืองกับการพัฒนาชุมชนระดับฐานราก 

ตัวอย่างเช่น โครงการพัฒนา “เมืองอาหารยั่งยืน” ที่ใช้ข้อมูลจากจุฬาฯ วิเคราะห์ระบบโลจิสติกส์อาหาร ขณะที่ มสด. ทำงานกับผู้ผลิตท้องถิ่น ร้านอาหาร โรงเรียน และศูนย์เด็กเล็ก สร้างระบบอาหารปลอดภัยครบวงจร ส่งผลกระทบที่เชื่อมโยงโลก (Sustainable Development Goals) ภูมิภาค (ความมั่นคงทางอาหารอาเซียน) ประเทศ (เศรษฐกิจฐานราก) และท้องถิ่น (รายได้ชุมชน)

Empathy Leadership ‘วัฒนธรรมองค์กรที่แบ่งปัน’ อีกแนวคิดสำคัญที่ท่านอธิการบดีจุฬาฯ เน้นคือ Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจ การไม่บั่นทอนกำลังใจบุคลากร หากสองมหาวิทยาลัยจับมือกันสร้าง Leadership Exchange Program สำหรับผู้บริหารระดับกลางและรุ่นใหม่ เปิดพื้นที่ให้เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่าง จะเกิดการแลกเปลี่ยนทั้งเชิงคุณค่าและเชิงโครงสร้าง

จุฬาฯ อาจเรียนรู้ความคล่องตัวและความใกล้ชิดชุมชนของ มสด. ขณะที่ มสด. เรียนรู้ระบบบริหารงานวิจัยและเครือข่ายสากลของจุฬาฯ ความร่วมมือเช่นนี้เป็นการสร้างทุนมนุษย์ระยะยาว ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพการตัดสินใจเชิงนโยบายในอนาคต

มุมมองใหม่ ‘Consortium เพื่อ “Public Value” ไม่ใช่ Prestige’ สิ่งที่เป็นไปได้จริงอาจไม่ใช่โครงการใดโครงการหนึ่ง การตั้งคำถามใหม่ว่า ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยควรวัดจากอะไร ถ้าวัดจากอันดับหรือชื่อเสียง ย่อมย้อนกลับสู่การแข่งขัน แต่ถ้าวัดจาก “คุณค่าต่อสาธารณะ” (Public Value) เกณฑ์ก็จะเปลี่ยน

จุฬาฯ และ มสด. อาจริเริ่ม Thailand Public Value Consortium ร่วมกับมหาวิทยาลัยอื่น เพื่อกำหนดดัชนีวัดผลกระทบทางสังคม เช่น จำนวนครอบครัวที่เข้าถึงอาหารปลอดภัย จำนวนเด็กที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ หรือจำนวนผู้ประกอบการรายย่อยที่เติบโตจากงานวิจัยมหาวิทยาลัย ดัชนีเหล่านี้สะท้อนคุณค่าที่แท้จริงมากกว่าตัวเลขการตีพิมพ์บทความวิชาการ

จากแรงบันดาลใจสู่การออกแบบอนาคตร่วม “สิ่งที่เป็นไปได้…จาก จุฬาฯ ถึง มสด.” ที่มาจากการเล่าถ่ายทอดความสำเร็จจากสถาบันหนึ่งสู่อีกสถาบันหนึ่ง คือการก้าวไปสู่การร่วมกันออกแบบอนาคต ผ่านการสร้างพื้นที่ความร่วมมือรูปแบบใหม่ที่แต่ละฝ่ายยังคงรักษาอัตลักษณ์ของตนไว้ พร้อมกันนั้นก็ร่วมกันสร้างคุณค่าใหม่ที่ใหญ่กว่าผลประโยชน์เฉพาะของสถาบันใดสถาบันหนึ่ง

เมื่อจุฬาฯ บริหารองค์กรให้ “ว้าว” ด้วยวิสัยทัศน์และความกล้า มสด. ก็สามารถสร้าง “ว้าว” ในแบบของตนผ่านการลงมือปฏิบัติที่เชื่อมโยงและสัมผัสชีวิตผู้คน เมื่อสองพลังนี้ได้เชื่อมประสานกันจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีความหมายต่อโลก ภูมิภาค ประเทศ และท้องถิ่นที่เป็นรูปธรรม แม้ว่ายุคทองของแต่ละสถาบันจะมีจุดเริ่มต้นจุดพบต่างกัน แต่ยุคทองบทใหม่ของจุฬาฯ และ มสด. ควรเริ่มต้นจากการจับมือกันจริงจังเพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าแก่สังคมไทยและมนุษยชาติในวงกว้างครับ

 

 

ข่าวแนะนำ