มองผ่านข้อมูล

โพล อำนาจ และการกำหนดวาระสาธารณะ

แชร์ข่าว

รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์

ที่ปรึกษาสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

โลกการเมืองร่วมสมัย “โพล” เป็นเพียงเครื่องมือวัดความคิดเห็น และยังเป็นกลไกเชิงอำนาจที่มีศักยภาพในการ “กำหนด” สิ่งที่สังคมควรให้ความสำคัญ โพลกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันเชิงนิยามระหว่างพรรคการเมือง รัฐ สื่อ และสาธารณะ ว่าเรื่องใดคือปัญหาเร่งด่วน ใครคือ “ตัวเลือกที่เป็นไปได้” และกรอบการตีความใดควรถูกยอมรับในฐานะความจริงทางสังคม เมื่อโพลถูกเผยแพร่ซ้ำผ่านสื่อกระแสหลักและแพลตฟอร์มดิจิทัล โพลยิ่งทำงานในฐานะเครื่องมือผลักดัน “วาระสาธารณะ” (Public agenda) และบางครั้งก็ทำหน้าที่เป็น “ทางลัด” แทนที่การถกเถียงเชิงเหตุผลในพื้นที่สาธารณะ

แนวคิดการกำหนดวาระช่วยอธิบายบทบาทของโพลได้คมชัด งานคลาสสิกของ McCombs และ Shaw (1972) เคยกล่าวว่า สื่ออาจไม่ได้บอกผู้คนว่า “ควรคิดอย่างไร” แต่กลับมีอิทธิพลสูงในการบอกว่า “ควรคิดถึงเรื่องอะไร” เมื่อโพลนำเสนอผ่านหน้าข่าว กราฟอันดับ และแฮชแท็ก โพลไม่ได้เป็นข้อมูล แต่เป็น “สัญญาณความสำคัญ” ที่ทำให้บางประเด็นโดดเด่นและผลักเรื่องอื่น ๆ ให้ตกหล่นได้ ขณะเดียวกัน Kingdon (1995) ชี้ว่า วาระนโยบายไม่ได้เกิดจากเหตุผลล้วน ๆ แต่เกิดจากการไหลมาบรรจบของ “กระแสปัญหา–กระแสนโยบาย–กระแสการเมือง” โพลทำหน้าที่เชื่อมสามกระแสนี้เข้าหากัน โดยแปลงความรู้สึกของสังคมให้กลายเป็น “ปัญหาเชิงสถิติ” ที่ถูกอ้างอิงได้ แล้วผลักดันให้เข้าสู่วงจรการแข่งขันเชิงนโยบายและอำนาจ

โพลอาจไม่ได้เป็นกลาง เพราะ “ความรู้” แต่มี “การเมือง” แฝงซ่อนอยู่ การเลือกคำถาม วิธีสุ่มตัวอย่าง วิธีรายงาน และการเลือกช่วงเวลานำเสนอ เป็นสิ่งกำหนดว่าจะมองสังคมแบบใด? และใคร? ได้ประโยชน์จากความหมายชุดนั้น ตรรกะ “อำนาจ/ความรู้” ช่วยให้เห็นว่า การผลิตความรู้เกี่ยวกับสังคมจะเดินคู่กับการจัดระเบียบอำนาจในการนิยามความจริง (Foucault, 1980) กล่าวคือ โพลไม่ใช่แค่ “สะท้อน” ความจริง แต่มีส่วน “สร้าง” ความจริงผ่านการจัดวางกรอบให้สาธารณะรับรู้

กรณีไทยในช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สะท้อนบทบาทนี้ได้ชัด กรมประชาสัมพันธ์รายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปเป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่ “สวนดุสิตโพล” เผยแพร่ชุดผลสำรวจต่อเนื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้งปี 2569 เช่น “คนไทยกับการเลือกตั้ง ปี 2569” และประเด็นนโยบาย/พรรคการเมือง นำไปอ้างอิงในสื่อและวงสนทนาสาธารณะอย่างกว้างขวาง หนึ่งในผลสำรวจที่ถูกกล่าวถึงมากคือ “ถ้ามีการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569” ซึ่งสื่อกระแสหลักเสนอว่าพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกฯ บางรายมีคะแนนนำ เมื่อข้อมูลลักษณะนี้ถูกเผยแพร่ซ้ำ โพลไม่ได้ทำงานแค่ในระดับ “การคาดการณ์” แต่ทำงานเชิงวาระที่ทำให้คำถามเรื่อง “ใครนำ” “ใครตาม” กลายเป็นประเด็นนำ ขณะที่คำถามเชิงโครงสร้าง เช่น ระบบพรรค การถ่วงดุล หรือคุณภาพนโยบายถูกดึงให้เป็นเรื่องรอง

กลไกเชิงอำนาจของโพลยังปรากฏผ่านอย่างน้อย 3 รูปแบบที่พบได้บ่อยในสนามเลือกตั้ง 1) โพลช่วยทำให้บางประเด็นกลายเป็น “วาระหลัก” เช่น ปากท้อง หนี้ครัวเรือน หรือความมั่นคงทางการเมือง โดยสื่อและพรรคการเมืองใช้ผลโพลเป็นหลักฐานสนับสนุนว่าประเด็นนั้น “ประชาชนสนใจจริง” 2) โพลสร้างแรงกดดันต่อผู้เล่นทางการเมืองให้ปรับกลยุทธ์ เช่น การเร่งประกาศนโยบายที่สอดรับกับกระแส หรือการวางตัวผู้นำ/ผู้สมัครให้ตรงกับภาพที่ผู้ตอบคาดหวัง และ 3) โพลเปิดพื้นที่ให้เกิด “การเมืองของความชอบธรรม” คือฝ่ายต่าง ๆ อาจหยิบ “เสียงของประชาชน” เฉพาะส่วนที่สอดคล้องกับตนไปใช้ยืนยันความชอบธรรมของแนวทางตนเอง ซึ่งนักวิชาการบางสายเตือนว่าอาจลดบทบาทการถกเถียงเชิงคุณภาพและการมีส่วนร่วมอย่างมีเหตุผล

ในต่างประเทศ หากมอง “ประเทศล่าสุดที่กำลังจะมีการเลือกตั้ง” ณ ต้นกุมภาพันธ์ 2569 หนึ่งในกรณีร่วมสมัยที่สำคัญคือบังกลาเทศ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศจัดการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาและการทำประชามติในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสื่อระดับนานาชาติรายงานว่าเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญหลังความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองช่วงก่อนหน้า และมีความอ่อนไหวสูงต่อประเด็นความชอบธรรม ความปลอดภัย และการแข่งขันของกลุ่มการเมือง (Al Jazeera/Reuters, 2025) สื่อหลักของบังกลาเทศอย่าง The Daily Star รายงานรายละเอียดการประกาศวันเลือกตั้งและประชามติอย่างเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน Associated Press รายงานมิติความขัดแย้งและการตั้งคำถามต่อความครอบคลุมของการแข่งขัน ซึ่งทำให้ “โพล” และ “วาทกรรมโพล” ถูกจับตาอย่างมากว่าจะถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ (AP News, 2026) กรณีบังกลาเทศสะท้อนว่า ในบริบทการเมืองที่เปราะบาง โพลสามารถเป็นทั้งเครื่องมือสร้างความรู้เพื่อสาธารณะ และในเวลาเดียวกันก็เป็นเครื่องมือในสงครามข้อมูลที่แข่งขันกันบนนิยาม “เสียงประชาชน”

บทเรียนร่วมของไทยและต่างประเทศคือ โพลมีพลังต่อการกำหนดวาระสาธารณะ แต่พลังนั้นจะเป็นคุณต่อประชาธิปไตยหรือกลายเป็นการครอบงำเชิงสัญลักษณ์ ขึ้นอยู่กับมาตรฐานและความรับผิดชอบในการผลิต การสื่อสาร และการใช้โพล

ในทางปฏิบัติ สังคมควรยกระดับ “วัฒนธรรมการอ่านโพล” อย่างน้อยสามด้าน ได้แก่ 1) อ่านโพลพร้อมวิธีวิทยา ได้แก่ ขนาดตัวอย่าง วิธีเก็บข้อมูล ช่วงเวลา และคำถาม 2) อ่านโพลพร้อมบริบท เหตุการณ์ร่วมสมัย สื่อที่ขยายผล และแรงจูงใจของผู้เล่น และ 3) อ่านโพลพร้อมการถกเถียง ใช้โพลเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามเชิงนโยบาย ไม่ใช่จุดจบของการตัดสินใจ

บทสรุปสำคัญที่ขอฝากให้ช่วยคิด “โพลที่มีคุณภาพจะทำหน้าที่เป็น “ความรู้สาธารณะ” ที่ช่วยให้สังคมตัดสินใจอย่างมีเหตุผลมากกว่าเป็นเครื่องมือแข่งขันเชิงอำนาจในสนามวาระ” ท่านผู้อ่านคิดเห็นประการใดบอกเล่ากันด้วยครับ...

ข่าวแนะนำ