คนโลกสวย/ทวี สุรฤทธิกุล
ความตายมีความหมายในความคิดของแต่ละผู้คนแตกต่างกัน บ้างก็ว่าน่ากลัว บ้างก็ว่าเป็นเรื่องปกติ รวมทั้งที่บอกว่าเป็นเรื่องสวยงาม
ข่าว “ฆาตกรรมหมู่” ที่ร้านอาหารชื่อโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เมื่อเกือบเที่ยงคืนของวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่คาดว่าน่าจะเป็น “อุบัติเหตุ” แต่ในความคิดผู้เขียนมองว่าเป็น “การฆาตกรรม” เพียงแต่ตอนนี้ยังหาหรือระบุ “ฆาตกร” ที่เป็นตัวคนนั้นไม่ได้ ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชนก็มองไปที่ “เวรกรรม” ที่น่าจะต้องมารับหน้าที่เป็น “แพะรับบาป” ของการตายหมู่ในครั้งนี้ไปก่อน
“ฆาตกรรม” ในพจนานุกรมให้ความหมายไว้ว่า “การฆ่าหรือการทุบตี” โดยจะต้องมีทั้ง “ผู้กระทำ” กับ “ผู้ถูกกระทำ” ร่วมกัน แบบที่ว่า “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง” ต้องร่วมกันทำทั้งสองฝ่าย ถึงแม้ว่าผู้ถูกกระทำ(ที่ส่วนใหญ่ต้องเสียชีวิต)จะไม่ได้เต็มใจหรือไม่ได้คิดว่าจะเกิดขึ้น แต่ถ้าไม่มีใครมาฆ่าหรือทุบตี ที่บางทีก็เรียกว่า “ผู้ก่อเหตุ” (มาฆ่าหรือทุบตี) การฆาตกรรมนั้นก็ไม่เกิดขึ้น
สำหรับเรื่อง “ไฟไหม้” อาจจะแบ่งได้เป็น 2 กรณีใหญ่ ๆ กรณีแรกคือมีคนไปทำให้เกิดไฟไหม้ เรียกว่า “การวางเพลิง” ที่มือวางเพลิงอาจจะกระทำด้วยตนเองหรืออาจจะมีผู้ว่าจ้างก็ตามแต่ แต่ก็เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจ ในกรณีนี้ “ฆาตกร” ก็คือผู้วางเพลิง หรือถ้ามีผู้ว่าจ้าง ๆ นั้นก็คือ “ฆาตกรร่วม” ด้วยอีกคนหนึ่ง (ในทางกฎหมายถือว่ามีโทษรุนแรงมากกว่าผู้รับจ้างนั้นอีกด้วย) กับอีกกรณีหนึ่งคือเกิดขึ้นด้วยอุบัติเหตุ หรือไม่ได้ตั้งใจ แต่ถ้ามองให้ดีเราก็อาจจะค้นหาตัวฆาตกรนั้นได้ โดยอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ที่เรียกว่า “ความประมาท” ที่อาจจะเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (คือระหว่างฝ่ายเจ้าของอาคารบ้านเรือนกับฝ่ายผู้ตายหรือผู้บาดเจ็บ) ซึ่งเจ้าหน้าที่สอบสวนมักจะสรุปว่า “เจ้าความประมาท” นี่แหละที่เป็นตัวการสำคัญ (เพราะมันจะทำให้หาตัวผู้กระทำความผิดที่ชัดเจนไม่ได้ รวมถึงหากมีการนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ถ้าเป็นคดีกระทำโดยประมาท คนทำผิดก็จะมีโทษไม่รุนแรง ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการที่จะ “เกี้ยเซี๊ยะ” หรือ “ฮ๋อเจี๊ยะ” ของผู้สร้างหลักฐานให้เป็นคดีแบบนี้ต่อไป)
เมื่อเช้าวันที่ 13 ที่ผู้เขียนตื่นมาก็เปิดทีวีดูข่าวสารต่าง ๆ ตามปกติ จึงได้เห็นข่าวไฟไหม้โรงเบียร์นั้น ในข่าวนั้นมีการไปสัมภาษณ์นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอีกด้วย ซึ่งดูเหมือนว่านายชัชชาติจะกล้า ๆ กลัว ๆ หรืออาจจะไม่มั่นใจว่าสาเหตุของไฟไหม้นั้นเกิดจากอะไร แต่ถ้าจะฟังแบบจับผิดก็ทำให้มองไปได้ว่า นายชัชชาติพยายามจะซัดทอดไปที่ “ความประมาท” คือยังหาตัวคนทำผิดไม่ได้ แต่ถ้านายชัชชาติจะพูดด้วยความเป็นวิทยาศาสตร์ ก็น่าจะต้องมองเห็น “องค์ประกอบ” ต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดไฟไหม้เกิดขึ้นได้ในครั้งนี้ เช่น ความบกพร่องของอาคารสถานที่ ซึ่งต้องขออนุญาตก่อสร้างกับทางสำนักงานเขต รวมถึงการตรวจตราเอาใจใส่ให้อาคารสถานที่ต่าง ๆ มีความปลอดภัยหรือถูกสุขลักษณะ ซึ่งกรุงเทพมหานครนี้ก็ต้องคอยดูแลให้ดี หรือถ้าจะพูดให้ดูเป็นคนฉลาดแบบใช้ศาสนาพุทธเข้าช่วย ก็ต้องพูดถึงหลักของความไม่ประมาทนั้นให้เป็นที่เข้าใจและสร้างความสบายใจให้กับผู้คนให้ได้มากกว่านี้
หลักศาสนาพุทธว่าด้วยเรื่องความประมาทกับความตายนี้มีผู้ที่อธิบายได้ดีมาก ๆ อยู่ท่านหนึ่งคือ ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ใน พ.ศ. 2526 ที่ท่านมีอายุได้ 6 รอบ หรือ 72 ปี ท่านได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ชรากถา” เพื่อแจกแก่ญาติมิตรในวันเกิดของท่าน 20 เมษายนปีนั้น ท่านขึ้นต้นว่า ผู้ที่นับถือศาสนาพุทธจะคุ้นเคยดีกับหลักธรรมที่ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่บาลีท่านเรียกว่า ชาตะ ชรา พยาธิ และมรณะ นั้นเป็นอาการอันปกติของทุกคน ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนให้ทุกคนจงมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท คือต้องมี “สติ” ในการรับสู้กับปัญหาต่าง ๆ สตินี้จะเกิดขึ้นก็ต้องใช้ “ปัญญา” คือหาความรู้ให้ถ่องแท้จนสามารถควบคุมอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ นั้นได้ แล้วเราก็จะไม่ทุกข์ร้อนกับอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา รวมถึงกับที่เราก็จะได้ไม่สร้างปัญหาหรือความทุกข์ร้อนให้ใคร ๆ ด้วย อย่างเช่น ถ้าเรา “ชรา” คือแก่ตัวมาก็ไม่สร้างปัญหาให้ใคร และอาศัยอยู่กับความแก่ชรานั้นให้เป็นปกติ ปีต่อมาในวันเกิดของท่าน 20 เมษายน 2527 ท่านก็ได้เขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อ “พยาธิกถา” ก็เพื่อเป็นการอธิบายหลักธรรมของศาสนาพุทธในเรื่องของพยาธิหรือ “ความเจ็บไข้ได้ป่วย” ขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง เป็นการสืบเนื่องจากคำอธิบายเรื่องความชรา หรือ “ชรากถา” ในปีก่อน แต่พอปี 2528 ท่านทำหนังสือเกี่ยวกับดอกไม้ต้นไม้มาแจกในวันเกิด ก็มีคนถามท่านว่าไม่ทำเรื่อง “มรณากถา” หรอก ท่านก็ตอบด้วยอารมณ์ขันแบบของท่านว่า “เขียนไม่ออก เพราะยังไม่ตายว่ะ” (ฮา ๆ)
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ท่านเป็นคนที่นำหลักธรรมของศาสนาพุทธมาเขียนเป็นสารคดีหรือเรื่องสาระความรู้ที่อ่านเข้าใจได้ง่าย ๆ ไว้หลายเล่ม อย่างเช่นเรื่องโลกในศาสนาพุทธ หรือธรรมะกับการเมือง เป็นต้น รวมถึงเรื่องสั้นและนวนิยายอีกหลายเรื่อง ที่โด่งดังมาก ๆ ก็คือ เรื่องสั้นชุด “หลายชีวิต” และนวนิยายเรื่อง “ไผ่แดง” ที่นอกจากจะอ่านกันแพร่หลายในหมู่คนไทยแล้ว ยังมีพิมพ์เผยแพร่เป็นภาษาต่าง ๆ อีกหลายภาษา รวมถึงที่มีการทำเป็นภาพยนตร์และละคร ที่ผู้คนที่ได้ชมยังประทับใจและเล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อได้เห็นข่าวไฟไหม้และมีคนตายหมู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้เขียนนึกถึงเรื่องสั้นชุดหลายชีวิตของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ขึ้นมาทันที เรื่องนี้เริ่มต้นว่า ค่ำวันหนึ่งเรือโดยสารลำหนึ่งรับผู้โดยสารเต็มลำจากบ้านแพน อยุธยา จะมาขึ้นท่าที่ท่าเตียน กรุงเทพฯ ครั้นแล่นมาถึงลานเทก็เกิดพายุใหญ่ ฝนกระหน่ำหนัก คลื่นแรง ทำให้เรือคว่ำ มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เช้าวันรุ่งขึ้นศพของคนตายเหล่านั้นลอยมาติดที่ริมตลิ่ง ชาวบ้านแถวนั้นหลายคนมามุงดู บ้างก็สมเพชเวทนา บ้างก็มองด้วยสติและใช้ปัญญาว่า “สิ่งใดหนอที่ทำให้คนเหล่านี้ต้องมาประสบชะตากรรมที่ร้ายแรงพร้อมกันเป็นจำนวนมากถึงเพียงนี้” โดยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เขียนไว้ว่า “หลายชีวิตที่มาจากคนละแห่ง คนละวัย คนละเพศ คนละอาชีพ แต่กลับมาประสบอุบัติเหตุและจบชีวิตลงพร้อมกัน ณ เวลาและสถานที่เดียวกัน ใครจะเป็นผู้วินิจฉัยได้ว่า กรรมอันใดเป็นเหตุให้เป็นเช่นนั้น"
ท่านผู้ประพันธ์ได้นำชีวิตของคนที่ตายส่วนหนึ่ง จำนวน 11 ชีวิต มาเล่าเรื่องราวของคน ๆ นั้นอย่างละเอียดตั้งแต่ที่ได้เกิดมา ว่าได้ผ่านชีวิตอะไรมาบ้าง ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างไร ประกอบอาชีพอะไร และมีนิสัยใจคออย่างไร เหมือนจะบอกโดยอ้อม ๆ ว่า “ได้ก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้บ้าง จึงต้องมาตายอย่างน่าอเนจอนาถเช่นนี้” แล้วในตอนท้ายท่านก็เฉลยว่า “ทุกคนมีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง แต่ละกรรมนั้นก็พามาถึงอวสานอันเดียวกัน แต่กรรมนั้นคือกรรมอันใดเล่า ที่พาเอาความตายมาถึงคนเป็นอันมากในเวลาเดียวกัน สิ่งที่เราผู้มิใช่พรหมพอจะมองเห็นได้นั้น ก็มีแต่อย่างเดียว คือมรณะ ซึ่งทุกคนเกรงกลัวนั้น ในบางกรณี(มรณะ)ก็เป็นการลงโทษอย่างแรงของกรรมอันชั่ว บางครั้ง(มรณะ)ก็เป็นผลสนองตอบแทนกรรมอันดีบริสุทธิ์ บางคราว(มรณะ)ก็เป็นกุญแจไขปัญหา และบางโอกาส(มรณะ)ก็เป็นยาสมานแผล ในเมื่อยาอย่างอื่นไม่สามารถรักษาให้หายได้”
ใน พ.ศ. 2518 ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ท่านต้องประสบกับชะตากรรมต่าง ๆ มากมาย หลายเรื่องเป็นเรื่องเสียหายรุนแรงจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด เช่น ตำรวจหลายร้อยเดินขบวนมาพังบ้านและทำลายข้าวของที่บ้านทรงไทยของท่านในซอยสวนพลู หรือการเดินขบวนก่อความวุ่นวายต่าง ๆ ของม็อบต่าง ๆ ไม่เว้นแต่ละวัน รวมทั้งที่ทหารและนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามพยายามล้มท่านอยู่ตลอดเวลา ครั้งหนึ่งนักข่าวไปรุมถามท่านว่าท่านทนได้อย่างไร คำตอบของท่านก็คือ “นี่คือเวรกรรมของท่าน !”
คุณชัชชาติหรือใครจะเอาคำตอบนี้ไปตอบก็ได้นะครับ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์คงไม่สงวนลิขสิทธิ์อะไร








