ทวี สุรฤทธิกุล
ปัญหาภาคใต้ก็เหมือนโรคในตัวคน อาจจะเป็นหลายโรคจากหลายสาเหตุ ซึ่งต้องใช้วิธีรักษาแบบผสมผสาน แม้แต่ “วูดู” หรือไสยศาสตร์ก็ต้องนำมาใช้
เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในฐานะหัวหน้าพรรคกิจสังคม ต้องเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อช่วยลูกพรรคหาเสียง บ่อยครั้งที่ต้องเดินทางไปที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยที่ไม่มีขบวนการคุ้มกันอะไร เพราะอาจจะเข้าข่ายใช้ข้าราชการช่วยหาเสียงหรือวางตัวไม่เป็นกลาง ก็ต้องเสี่ยงภัยกันไป แต่ก็รอดและแคล้วคลาดมาได้ทุกครั้ง
ระหว่างทางผู้เขียนก็อดที่จะถามท่านไม่ได้ว่า ท่านไม่กลัวหรือ ท่านก็ตอบว่ากลัว แต่ก็อยากจะรู้จักตัวเองว่าท่านจะเป็นคนดีไหม ผู้เขียนก็ต้องถามต่อไปว่า “อย่างไรหรือครับ” ท่านก็ตอบว่า “น่าจะเป็นคนดี คนดีผีคุ้ม ฮ่า ๆ”
วันหนึ่งหลังจากไปเปิดงานแข่งขันนกกรงหัวจุก ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน ท่านก็พูดขึ้นกับผู้ติดตามที่ร่วมรับประทานว่า “ปัญหาภาคใต้นี้ ต้องรู้ว่าเกิดจากโรคอะไร ส่วนใหญ่แล้วพวกรัฐมนตรีและข้าราชการจะคิดเอาเองว่า เป็นโรคโน้นโรคนี้ โดยเฉพาะโรคก่อการร้ายและโรคผู้ร้าย เห็นคนใต้เป็นผู้ร้ายไปหมดเสียอย่างนี้ ก็ต้องรบราฆ่าฟันกันไปไม่สิ้นสุด”
ใน พ.ศ. 2549 ผู้เขียนในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พอมีการจะจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้เขียนก็อาสาขอเข้าร่วมในทันที และได้เดินทางไปดูปัญหาเหล่านั้นถึงในพื้นที่อยู่ 4-5 ครั้ง ครั้งหนึ่งได้เดินทางไปกับ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สังเกตว่ามีการคุ้มครองป้องกันท่านแน่นหนามาก ตั้งแต่ลงเครื่องบินจนถึงตามท้องถนนและสถานที่ต่าง ๆ (ขนาดเข้าห้องน้ำก็ต้องมีคนประกบหน้าห้องน้ำซ้ายขวา ฮ่า ๆ)
ส่วนพวกเราที่เป็นกรรมาธิการ ถ้าออกพื้นที่เองก็จะมีแค่รถคุ้มกัน เป็นรถจี๊บหุ้มเกราะ 1-2 คัน แต่กระนั้นก็ไม่ค่อยได้ไปไหนไกล ๆ แค่วิ่งไปเฉียด ๆ ป่ายางใกล้ ๆ หมู่บ้าน ไปเยี่ยมหรือพูดคุยกับทหารและตำรวจแล้วก็กลับมาประชุม กลางคืนก็ออกไปไหนไม่ได้ ครั้งหนึ่งที่สตูล เจ้าหน้าที่มาบอกว่าตอนเช้าก็ห้ามออกไปจ๊อกกิ้งออกกำลังกาย เพราะขนาดพระออกมาบิณฑบาตก็ยังถูกยิงตาย น่ากลัวมาก ๆ
ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดมานานนับร้อย ๆ ปี ว่ากันว่าต้องย้อนไปถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั่นเลยทีเดียว เหตุเพราะไทยเราไปช่วยจัดการให้มีการปกครอง จากที่คนในหัวเมืองปักษ์ใต้ ซึ่งได้เป็นเขตประเทศราชหรือเมืองขึ้นของไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยา แต่ก่อนนั้นก็มีเจ้าเมืองปกครองกันเอง พอถึงปีหรือบางทีก็หลาย ๆ ปี ก็ต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองเข้ามาเป็นบรรณาการแสดงความเป็นเมืองขึ้น
แต่พอถึงสมัยรัชกาลที่ 2 และ 3 พระมหากษัตริย์ไทยก็ได้มีการส่งขุนนางไทยไปปกครองอย่างใกล้ชิด ทำให้อำนาจของเจ้าเมืองเก่าลดน้อยลงไป ความกระด้างกระเดื่องที่มีอยู่แล้วก็ยิ่งมีมากขึ้น พอดีเวลานั้นอังกฤษก็แผ่อำนาจเข้ามายึดครองแหลมมลายู ที่สุดก็มาบีบบังคับเอาดินแดนของไทยบางส่วนไปอยู่ในปกครองของอังกฤษด้วย
พอสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการเรียกร้องเอกราชของมาเลเซีย จนมาเลเซียได้รับเอกราช มาเลเซียก็ผนวกเอาดินแดนที่เคยเป็นเมืองขึ้นของไทยนี้ไปรวมเป็นประเทศมาเลเซียด้วย แต่ความผูกพันของคนมุสลิมในชายแดนเหล่านี้ก็ไม่หมดไป โดยเฉพาะได้เกิดแนวคิดของการแยกตัวออกเป็นรัฐอิสระไม่ขึ้นตรงทั้งกับไทยและมาเลเซีย เช่น รัฐปัตตานี ซึ่งรัฐบาลไทยก็เข้าปราบปรามผู้นำคนที่มีแนวคิดนั้น ก็ยิ่งทำให้เกิดความร้าวฉานระหว่างคนพุทธกับคนมุสลิมในจังหวัดแถบนั้นมาตั้งแต่บัดนั้น
จากนั้นก็มีการเข้ามาของขบวนการก่อการร้ายต่าง ๆ อาทิ โจรจีนคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนแดง และขบวนการพูโลที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศอาหรับบางประเทศ แต่ปัญหาของการก่อการร้ายนี้ก็เบาบางลง เมื่อจีนแดงเลิกให้การสนับสนุนพวกโจรจีนคอมมิวนิสต์ภายหลังจากที่ไทยมีความสัมพันธ์กับจีนแดงใน พ.ศ. 2518 ส่วนขบวนการพูโลก็ค่อย ๆ สลายไปเมื่อลิเบียถูกถล่ม แต่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนก็ยังอยู่ เพียงแต่กระจัดกระจายแยกย่อยเป็นหลายกลุ่ม
และที่น่ากลัวก็คือการเข้าไปสอนอุดมการณ์เหล่านี้ในปอเนาะ คือโรงเรียนสอนศาสนาของคนมุสลิม ที่ทำให้ขบวนการที่ชอบใช้ความรุนแรงยังคงมีอยู่ ที่รุนแรงที่สุดก็คือใน พ.ศ. 2547 ที่มีการปล้นปืนจากค่ายทหารในจังหวัดนราธิวาส แล้วนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นไปให้สัมภาษณ์เรียกคนที่ก่อเหตุว่า “พวกโจรกระจอก” ก็เลยเกิดเหตุรุนแรงต่าง ๆ ตามมาไม่หยุดหย่อนจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
ผลงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ของสภานิติบัญญัติ พ.ศ. 2549 ชุดที่ผู้เขียนเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วยคนหนึ่งนั้น ได้นำเอาสาเหตุต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความรุนแรงมารวบรวมไว้ทั้งหมด สรุปได้ว่า เป็นปัญหาเริ่มจากความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ตามมาด้วยวิสัยทัศน์ของรัฐและข้าราชการไทยที่มองคนมุสลิมแบบแบ่งแยก การแทรกแซงจากต่างชาติ และยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาดของรัฐไทยในสมัยรัฐบาลทักษิณ
แต่ที่น่าตกใจก็คือปัญหาความรุนแรงในภาคใต้นั้นได้นำมาซึ่งการทุจริตคอร์รัปชันอย่างกว้างขวางของข้าราชการในพื้นที่ แล้วลุกลามมาสู่การทำงบประมาณจากส่วนกลาง แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือความพยายามของทั้งฝ่ายข้าราชการและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ที่ไม่ยอมให้เกิดความสงบเรียบร้อยในภาคใต้นั้น เพราะคนเหล่านี้ได้อาศัยความรุนแรงและความน่ากลัวของเรื่องการแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ ใช้ทำมาหากิน เพิ่มอำนาจอิทธิพล และความมั่งคั่งมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี ทั้งเรื่องน้ำมันเถื่อน สินค้าเถื่อน รวมถึงการค้าแรงงานหรือค้ามนุษย์
(ดูผลการเลือกตั้ง ส.ส. ในภาคใต้ในระยะหลัง ๆ นี้ก็ได้ บรรดาเจ้าพ่อในธุรกิจเหล่านี้ได้เกิดขึ้นอย่างมากมาย และมี ส.ส. ในเครือข่ายของคนพวกนี้เข้ามาเป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นคนพวกนี้ยังเข้าไปมีอิทธิพลในส่วนการปกครองท้องถิ่น รวมถึงที่เข้าไปเกาะกับขั้วอำนาจอยู่ในรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี ดังจะเห็นได้จากการทุจริตในการสอบข้าราชการท้องถิ่นที่กำลังโด่งดังอยู่นี้)
รายงานของคณะกรรมาธิการชุดนั้นยังได้เสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะแนวคิด “การจัดเขตเศรษฐกิจพิเศษ” ซึ่งจะขอนำมาเสนอให้ทราบในสัปดาห์หน้า รวมถึงสิ่งที่ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้นำทหารที่เป็นมุสลิม ได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง “การจัดการทางวัฒนธรรม” ครั้งที่มาพูดให้พวกอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติฟังเมื่อไม่กี่วันมานี้ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้แนวคิดหลักของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ว่า “ต้องรู้ทุกโรค แล้วแก้ไปทีละโรค” ดังจะได้อธิบายต่อไป
บางรัฐบาลบอกว่า ปัญหาคนใต้ก็ให้คนใต้แก้ไขเอาเอง แต่ตอนนี้ได้กลายเป็นปัญหาของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งพวกเราทุกคนต้องช่วยกันแก้ไขครับ








