ท่ามกลางความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานอาหารและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน ภาพรวมของราคาสินค้าเกษตรไทยประจำสัปดาห์ระหว่างวันที่ 13- 17 กรกฎาคม 2569 กำลังส่งสัญญาณการปรับตัวที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มพืชไร่วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พยายามรักษาระดับฐานราคา กลุ่มปศุสัตว์ที่เริ่มฟื้นตัวจากปัจจัยความต้องการในประเทศ และตลาดข้าวไทยที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านราคาในตลาดโลก สถานการณ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงกลไกตลาดในประเทศเท่านั้น แต่ยังผูกโยงเข้ากับปัจจัยภายนอกอย่างรายงานผลผลิตของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่อาจกลายมาเป็นปัจจัยเร่งปฏิกิริยาต่อต้นทุนการนำเข้าในอนาคตอันใกล้
หากพิจารณาในกลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งถือเป็นต้นน้ำสำคัญของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ จะพบว่าราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศสัปดาห์นี้ ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ ยังคงทรงตัวอยู่ที่หาบละ 792 บาท แม้ว่าภาพรวมในระดับสากลอย่างตลาดซื้อขายล่วงหน้านครชิคาโก (CBOT) จะมีทิศทางที่ลดลง โดยสัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนธันวาคม 2569 ปรับลดลงไป 2.75 เซนต์ หรือคิดเป็นติดลบร้อยละ 0.59 ปิดที่ 4.6050 ดอลลาร์ต่อบุชเชล จากรายงานของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ที่ชี้ว่าสภาพพืชผลในประเทศดีขึ้นเกินคาด โดยขยับสัดส่วนข้าวโพดเกรดดีถึงดีเยี่ยมขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 68 ทว่าในมุมมองการวิเคราะห์ระยะยาว ทิศทางราคาข้าวโพดในประเทศของไทยกลับมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นสวนทางตลาดโลก จากปัจจัยความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อสัตว์ในประเทศที่เริ่มฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง
เช่นเดียวกับสถานการณ์กากถั่วเหลืองที่ราคานำเข้าในสัปดาห์นี้ทรงตัวอยู่ที่กิโลกรัมละ 16.00 บาท โดยตลาดชิคาโกรายงานสัญญาถั่วเหลืองส่งมอบเดือนพฤศจิกายน 2569 ปิดลดลงเล็กน้อยที่ 11.9100 ดอลลาร์ต่อบุชเชล จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยในแถบมิดเวสต์ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดและอาจดันให้ราคากากถั่วเหลืองนำเข้าของไทยปรับตัวสูงขึ้นในระยะข้างหน้า คือยอดคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากฝั่งประเทศจีนและการเก็งกำไรของกลุ่มกองทุนชั้นนำ ประกอบกับความเสี่ยงครั้งใหม่จากความตึงเครียดและการกลับมาเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งความขัดแย้งในเส้นทางเดินเรือนี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าระวางเรือขนส่งสินค้าทั่วโลกให้พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่วัตถุดิบโปรตีนสูงอย่างปลาป่นนั้น ตลาดโลกยังคงอยู่ในภาวะตึงตัวเนื่องจากประเทศเปรูยังคงมาตรการห้ามจับปลาและมีความไม่แน่นอนว่าจะเปิดน่านน้ำในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมนี้หรือไม่ ส่งผลให้ราคาปลาป่นในไทยทรงตัวในระดับสูง โดยปลาป่นเกรดกุ้งอยู่ที่กิโลกรัมละ 63 บาท และปลาป่นเบอร์ 1 เกรดโปรตีนสูงกว่าร้อยละ 60 ขึ้นไป อยู่ที่กิโลกรัมละ 57.70 บาท โดยคาดว่าราคาจะยังคงทรงตัวในระดับนี้ต่อไปจนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องโควตาการจับปลาจากฝั่งอเมริกาใต้
ทางด้านตลาดข้าวไทย ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ สัปดาห์นี้กลับต้องเผชิญกับภาวะราคาที่ปรับลดลงอย่างเห็นได้ชัดตามการรายงานภาวะตลาดของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย โดยข้าวขาว 100% ชั้น 2 ปรับลดลงจากกระสอบละ 1,420 บาท ลงมาอยู่ที่กระสอบละ 1,390 บาท และปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ลดลงจากกระสอบละ 1,230 บาท มาอยู่ที่ 1,200 บาท ขณะที่ราคาข้าวสารส่งออก ณ ท่าเรือกรุงเทพฯ (F.O.B.) ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยข้าวสาร 100% ชั้น 2 ปรับลดจากตันละ 473 ดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 463 ดอลลาร์สหรัฐ และปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ลดลงจากตันละ 415 ดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 404 ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลกและการปรับสมดุลราคาเพื่อให้สอดคล้องกับอุปสงค์ของประเทศผู้นำเข้าหลัก โดยในระยะสั้นนี้คาดว่าราคาข้าวจะเริ่มเคลื่อนไหวในกรอบที่จำกัดและเข้าสู่ภาวะทรงตัว
ในทางกลับกัน กลุ่มสินค้าปศุสัตว์ไทยกลับเป็นกลุ่มที่มีความเคลื่อนไหวในเชิงบวกมากที่สุดในรอบสัปดาห์ โดยเฉพาะตลาดสุกรที่ทางสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติรายงานราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มประจำสัปดาห์ที่ 29/2569 ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นและกลไกการควบคุมผลผลิตที่เริ่มเข้าสู่จุดสมดุล โดยราคาสูงสุดอยู่ที่ภาคเหนือและภาคใต้ที่กิโลกรัมละ 70 บาท ตามด้วยภาคตะวันออกที่ 66 - 69 บาท และภาคตะวันตกที่ 64 - 66 บาท ขณะที่ภาคอีสานมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 2 บาทจากฐานราคากลุ่มเดิม ส่วนราคาส่งมอบลูกสุกรขนาด 16 กิโลกรัมขยับมาอยู่ที่ตัวละ 1,600 บาท
สอดคล้องกับทิศทางของไก่เนื้อที่กลุ่มเศรษฐกิจการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ประกาศปรับราคาไก่เนื้อมีชีวิตหน้าฟาร์มขึ้นจากกิโลกรัมละ 41 บาท เป็น 43 บาท เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของเกษตรกร ขณะที่ราคาไข่ไก่คละ ณ หน้าฟาร์มยังคงรักษาระดับความเสถียรไว้ได้ที่ฟองละ 3.80 บาท จากการร่วมมือกันรักษาเสถียรภาพราคาของเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั้ง 4 แห่งทั่วประเทศ
เมื่อประเมินภาพรวมทั้งหมดของโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตรไทยในรอบสัปดาห์นี้ จะพบว่าในขณะที่ราคาผลผลิตทางการเกษตรบางชนิดเริ่มขยับตัวสูงขึ้นเพื่อสร้างแรงจูงใจและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร แต่ในอีกด้านหนึ่ง ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ยังมีแนวโน้มขยับขึ้นจากปัจจัยภายนอกประเทศและปัญหาการขนส่งทางเรือระหว่างประเทศ ก็ยังคงเป็นความท้าทายครั้งสำคัญและเป็นปัจจัยกดดันที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันบริหารจัดการอย่างรัดกุม เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพของผู้บริโภคและความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน








