ภาวะสินค้าเกษตรไทยประจำสัปดาห์ที่ 17–21 สิงหาคม 2569 สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัวของกลุ่มเนื้อสัตว์และข้าว ขณะที่กลุ่มพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์เริ่มชะลอตัวลงและเข้าสู่ภาวะทรงตัว ท่ามกลางปัจจัยกดดันจากความผันผวนของตลาดโภคภัณฑ์โลก สภาพอากาศ และนโยบายภาครัฐที่เข้ามามีบทบาทในการประคองกลไกราคา
ในส่วนของกลุ่มพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ในประเทศปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่หาบละ 597 บาท จากเดิม 600 บาท แม้ราคาในตลาดล่วงหน้าชิคาโก (CBOT) จะปรับตัวขึ้นปิดที่ 5.0350 ดอลลาร์/บุชเชล จากความกังวลเรื่องผลผลิตในรัฐอิลลินอยส์ของสหรัฐฯ ที่อาจต่ำกว่าคาด แต่ราคาในประเทศยังมีแนวโน้มทรงตัว
เช่นเดียวกับกากถั่วเหลืองนำเข้าที่ยืนราคาแข็งแกร่งกิโลกรัมละ 16.90 บาท โดยแม้ USDA จะเตือนถึงภาวะแห้งแล้งในสหรัฐฯ และแรงซื้อจากจีนที่ยังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาซื้อขายล่วงหน้ากลับถูกกดดันให้อยู่ในระดับ 12.3650 ดอลลาร์/บุชเชล จากแนวโน้มผลผลิตบราซิลที่เพิ่มขึ้น ส่วนปลาป่นทั้งเกรดกุ้งและเกรดโปรตีนต่างๆ ยังทรงตัวราบเรียบ โดยปลาป่นเกรดกุ้งอยู่ที่กิโลกรัมละ 63 บาท ขณะที่ตลาดต่างประเทศกำลังจับตาการออกสำรวจพื้นที่ของเปรูเพื่อพิจารณาเปิดฤดูกาลจับปลาช่วงสั้นๆ อีกครั้ง
ด้านสถานการณ์ข้าวและปศุสัตว์ปรับตัวคึกคักขึ้น โดยข้าวขาว 100% ชั้น 2 ขยับขึ้นมาอยู่ที่กระสอบละ 1,420 บาท ส่งผลให้ราคาข้าวมะลิและข้าวสารส่งออก เอฟ.โอ.บี. ท่าเรือกรุงเทพฯ ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 477 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ตรงกันข้ามกับปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ที่ย่อตัวลงมาอยู่ที่ 1,050 บาทต่อกระสอบ
ส่วนตลาดเนื้อสัตว์ถือเป็นไฮไลต์สำคัญ โดยเฉพาะสุกรขุนหน้าฟาร์มที่ราคาขยับบวกเพิ่มขึ้น 2 บาทต่อกิโลกรัมในทุกภูมิภาค ทำให้ราคาเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 74–78 บาทต่อกิโลกรัม นับเป็นสัญญาณบวกที่เข้ามาช่วยพยุงเกษตรกรรายย่อยให้ลดความเสียหายสะสมตลอด 3 ปีที่ผ่านมา หลังจากได้รับความเข้าใจและการสนับสนุนจากการประชุมร่วมกับภาครัฐ เช่นเดียวกับไก่เนื้อหน้าฟาร์มที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 46 บาท และลูกไก่เนื้อขยับขึ้นเป็นตัวละ 20 บาท ขณะที่ไข่ไก่คละหน้าฟาร์มยังคงรักษาฐานราคาแนะนำไว้ได้อย่างแข็งแกร่งที่ฟองละ 4.00 บาท
ภาพรวมในระยะสั้น คาดว่าราคาสินค้าเกษตรสำคัญส่วนใหญ่จะเริ่มเข้าสู่ภาวะทรงตัว โดยต้องติดตามปัจจัยสภาพอากาศในฝั่งอเมริกาเหนือและนโยบายการส่งออกของประเทศผู้ผลิตหลักอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางราคาวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทยในระยะต่อไป








