ภาวะตลาดสินค้าเกษตรของไทยในช่วงสัปดาห์วันที่ 10 - 14 สิงหาคม 2569 สะท้อนภาพการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ โดยภาพรวมราคาสินค้ากลุ่มปศุสัตว์และวัตถุดิบอาหารสัตว์ส่วนใหญ่ยังคงประคองตัวอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว ในขณะที่ตลาดข้าวในประเทศเริ่มเห็นสัญญาณปรับตัวลดลง ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอกประเทศที่เข้ามามีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ
หากเจาะลึกในกลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์ จะพบแรงดันราคาจากปัจจัยปฏิกิริยาการเมืองและสภาพอากาศในระดับสากล โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แม้ราคา ณ ไซโลโรงงานอาหารสัตว์ในประเทศจะยืนราคาอยู่ที่หาบละ 600 บาท แต่ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้านครชิคาโก (CBOT) ปรับตัวสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ สัญญาณดังกล่าวขานรับการปรับลดคาดการณ์สต็อกธัญพืชคงเหลือของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ประกอบกับความกังวลเรื่องอุปทานหยุดชะงักจากสถานการณ์ความขัดแย้งในยุโรปตะวันออก
เช่นเดียวกับสถานการณ์กากถั่วเหลืองนำเข้าที่แม้ในประเทศจะทรงตัวที่กิโลกรัมละ 16.90 บาท แต่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าขยับขึ้นตามการปรับลดผลผลิตต่อเอเคอร์ในสหรัฐฯ แม้จะพอมีปัจจัยบวกจากสภาพอากาศที่มีฝนตกและแรงซื้อที่ฟื้นตัวจากจีนเข้ามาช่วยพยุงก็ตาม ส่วนปลาป่นยังคงเผชิญความกังวลด้านอุปทานตึงตัวจากการงดจับปลาชั่วคราวในเปรู ส่งผลให้ราคาปลาป่นในประเทศทรงตัวในระดับสูง โดยปลาป่นเกรดกุ้งยืนราคาที่กิโลกรัมละ 63 บาท และเบอร์ 1 เกรดโปรตีนสูงกว่า 60% อยู่ที่กิโลกรัมละ 57.70 บาท
ในทางกลับกัน ตลาดข้าวไทยกลับเผชิญกับภาวะราคาที่ปรับลดลงในประเทศ โดยรายงานจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยระบุว่า ข้าวขาว 100% ชั้น 2 ปรับตัวลงจากกระสอบละ 1,420 บาท มาอยู่ที่ 1,400 บาท ขณะที่ปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ลดลงจากกระสอบละ 1,200 บาท มาอยู่ที่ 1,100 บาท อย่างไรก็ตาม ในฝั่งการส่งออก (F.O.B.) ข้าวขาว 100% ชั้น 2 ณ ท่าเรือกรุงเทพฯ กลับมีการปรับราคาขึ้นเล็กน้อยเป็น 472 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ในขณะที่ปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ส่งออกปรับลดลงมาอยู่ที่ 379 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน สะท้อนถึงอุปสงค์การส่งออกที่ยังคงมีความผันผวนตามประเภทสินค้า
ขณะที่กลุ่มสินค้าปศุสัตว์ยังคงรักษาสเถียรภาพราคาไว้ได้เป็นอย่างดี โดยราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มตามการรายงานของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติยืนราคาครอบคลุมทุกภูมิภาค อาทิ ภาคตะวันออกและภาคเหนืออยู่ในช่วง 72-76 บาทต่อกิโลกรัม การตรึงราคาดังกล่าวช่วยเปิดโอกาสให้ฝั่งค้าปลีกปรับตัว และช่วยให้ผู้เลี้ยงรายย่อยสามารถขายได้ใกล้เคียงกับต้นทุนจริงมากขึ้น ซึ่งตลาดยังคงได้รับอานิสงส์จากกำลังซื้อและความต้องการบริโภคที่ทรงตัวในระดับสูง เช่นเดียวกับสถานการณ์ไก่เนื้อและไข่ไก่ โดยกรมปศุสัตว์รายงานราคาไก่เนื้อหน้าฟาร์มยืนราคาที่กิโลกรัมละ 45 บาท ส่วนไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจากเครือข่ายสหกรณ์ฯ ยังคงแนะนำราคาไว้ที่ฟองละ 4.00 บาท
จากแนวโน้มทั้งหมดนี้ คาดการณ์ว่าในระยะสั้น ราคาสินค้าเกษตรและปศุสัตว์หลักของไทยส่วนใหญ่จะยังคงเคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัว แม้จะต้องจับตาปัจจัยความเสี่ยงภายนอกอย่างใกล้ชิด ทั้งราคาวัตถุดิบนำเข้า ค่าระวางเรือที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้วัดทิศทางต้นทุนและราคาจำหน่ายของภาคเกษตรไทยในสัปดาห์ถัดไป








