คนโลกสวย / ทวี สุรฤทธิกุล
“ประเทศไทยจะไปทางไหนดี?” เป็นคำถามที่หลาย ๆ คนสงสัย จึงอยากเล่าอดีตบางเรื่องเพื่อค้นหาคำตอบที่อาจจะพบได้ในอนาคต
เคยมีความเชื่อผ่านทางตำนานบางเรื่องว่า ประเทศไทยเมื่อ 2,000 ปีที่แล้วนั้นเป็นศูนย์กลางของ “ชมพูทวีป” พร้อมกับเป็นศูนย์กลางของศาสนาพุทธจากศรีลังกา สมัยนั้นยังไม่มีประเทศไทย แต่ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 12 จึงได้เกิดอารยธรรมที่เรียกว่า “ทวารวดี” แถบที่ราบภาคกลางและรอบ ๆ อ่าวไทย ยุคนี้เริ่มมีต่างชาติเข้ามาค้าขาย ได้แก่ พวกแขกเปอร์เซียและจีน เรียกดินแดนเหล่านี้ว่า “สุวรรณภูมิ” (มาจากภาษาจีนว่า “เสียนล่อก๊ก” เสียนคือทอง ว่ากันว่าพวกจีนมาถึงดินแดนแถบนี้ได้เห็นข้าวกำลังออกรวงสุกปลั่งเป็นสีทองไปสุดลูกหูลูกตา จึงเรียกว่า “แผ่นดินทอง = สุวรรณภูมิ” ดังกล่าว)
มาถึงสมัยใหม่เพื่อเป็นการระลึกถึงความเป็นมาและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยในยุคโบราณ จึงได้นำชื่อ “สุวรรณภูมิ” มาใช้ในสิ่งอนุสรณ์ อย่างเช่นสนามบินสุวรรณภูมินี้
ประเทศไทยเป็นประเทศขึ้นในสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ชื่อว่าอาณาจักรสุโขทัย กระนั้นก็ยังไม่ได้เป็นศูนย์กลางในเรื่องใดในภูมิภาคนี้ อย่างเช่นในเรื่องศูนย์กลางอำนาจก็ยังมีพม่าหรืออาณาจักรพุกามครองอำนาจอยู่ จนถึงสมัยอาณาจักรอยุธยา ไทยก็สามารถขึ้นมามีอำนาจเท่าเทียม จนเมื่อพม่าหมดอำนาจไปเมื่อถูกอังกฤษเข้ายึดครองในตอนต้นสมัยรัตนโกสินทร์ พร้อมกับการเข้ามาของลัทธิล่าเมืองขึ้น ซึ่งไทยก็ได้รับอานิสงส์จากการยกเลิกระบบผูกขาดโดยพระคลังข้างที่ นำมาสู่การค้าขายโดยเอกชนและต่างชาติคือคนจีน การค้าข้าวและสินค้าเกษตรต่าง ๆ ก็เจริญรุ่งเรือง จนประเทศไทยกลายมาเป็น “สุวรรณภูมิ” อีกครั้ง
ในตอนที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2481 เป็นช่วงก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ประเทศตะวันตกมัววุ่นอยู่กับความกลัวเยอรมนี ทำให้ประเทศเมืองขึ้นพากันกระด้างกระเดื่อง ไทยได้ใช้โอกาสนี้ยึดครองดินแดนหลาย ๆ ส่วนคืนมาจากอังกฤษและฝรั่งเศสได้จำนวนหนึ่ง แต่ก็ได้ทำให้ผู้นำไทยกล้าประกาศว่า “ไทยจะเป็นหนึ่งในบูรพา” คือมหาอำนาจในภูมิภาคนี้ จนเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง จึงได้พบความจริงว่าผู้ครองโลกนั้นมีเพียง 5 ชาติ ที่เป็น “พี่เบิ้ม” ในสหประชาชาติ คือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน ที่สุดก็ต้องเดินตามสหรัฐอเมริกาที่มาโปรยปรายเงินทองและความช่วยเหลือต่าง ๆ ให้ข้าราชการไทยคอร์รัปชัน เอ๊ย พัฒนาประเทศ
ถึง พ.ศ. 2523 ไทยสามารถขุดก๊าซจากอ่าวไทย ประกาศเป็นยุค “โชติช่วงชัชวาล” รัฐบาลไทยหวังจะเป็น “เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย” เศรษฐกิจพุ่งพรวดมาก จนฟองสบู่แตกในปี 2540 จากนั้นคนไทยก็ฝันลม ๆ แล้ง ๆ มาอีกหลายครั้ง ว่าจะเป็นโน่นเป็นนี่ ไม่ว่าจะเป็นเซาท์เทิร์นซีบอร์ด ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก มาจนถึงแลนด์บริดจ์ ที่ล้วนแต่เป็นนโยบาย “น้ำลายเน่า” จากปากนักการเมืองชุดแล้วชุดเล่า เพื่อที่จะ “ขายฝัน” ในเรื่องที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในเรื่องต่าง ๆ แล้วทุกเรื่องก็ผ่านไปในทำนอง “ลมลวงทางการเมือง”
ที่ผู้เขียนนึกขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง ที่หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่า “สาบสูญ” ไปแล้วก็คือเรื่อง “ครัวของโลก” ซึ่งนักการเมืองไทยได้คิดขายฝันขึ้นมาตั้งแต่ต้น ๆ ยุคมิลเลนเนียม คือราว พ.ศ. 2544 ที่รัฐบาลทักษิณประกาศนโยบายนี้ แต่พอทักษิณหมดอำนาจไป นโยบายนี้ก็ดูเหมือนจะถูกลบทิ้งไป แต่ความจริงนั้นนโยบายนี้ได้กลับมาใน พ.ศ. 2566 ในสมัยที่นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี โดยประกาศเป็น “ยุทธศาสตร์แห่งชาติ” ที่รวม ๆ เอานโยบายหลาย ๆ เรื่อง ด้วยการทำงานร่วมกันของหลาย ๆ ภาคส่วน ชื่อว่า “ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ” โดยนายเศรษฐาได้เป็นประธานด้วยตนเอง และมีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร (ที่ในปี 2567 ต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีสืบแทนนายเศรษฐา) มาดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าว โดยมีการอนุมัติงบประมาณในการเริ่มต้นเป็นกรณีพิเศษกว่า 5,000 ล้านบาท อันเป็นที่ฮือฮาเป็นอย่างมาก
ผู้เขียนรู้สึกตงิด ๆ ใจ สงสัยว่าทำไมพรรคเพื่อไทยจึงให้นางสาวแพทองธารมาทำงานนี้ จึงค้นข้อมูลต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกัน จึงพบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง “ใหญ่มาก!” เริ่มจากนโยบาย “ครัวโลก” ของนายทักษิณผู้เป็นพ่อ ที่น่าจะได้ชื่อว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ปราดเปรื่องมาก ๆ ถ้าเขาเป็นเจ้าของไอเดียนี้อย่างแท้จริง เพราะนโยบายนี้จะ “กินบ่เสี้ยง” แปลว่า “มีกินมีใช้ไม่มีวันหมด” โดยเฉพาะถ้าหากนำไปใช้ในการตีปี๊บหรือสร้างความนิยมทางการเมือง ก็จะทำให้นักการเมืองผู้ใดกับพรรคการเมืองใดที่ทำนโยบายนี้ “หากินไปได้นาน” เสียดายแต่ว่านายทักษิณได้มามี “ชื่อเสีย” หรือเป็นคนชั่วคนเลวในสายตาสาธารณะไปแล้ว โดยเฉพาะที่เกิดเป็นคดีความต่าง ๆ และได้รับโทษไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลาย ๆ คดีที่ยังค้างคาหรือที่อาจจะตามมาเอาโทษได้อีก จึงทำให้เรื่องราวในความปราดเปรื่องเหล่านี้ถูกกลบกลืนไป หรือถ้านายทักษิณอ้าปากจะเอาออกมาหากินหรือหาเสียงอีก ก็คงไม่มีใครเชื่อน้ำยาว่าจะทำได้ หรือถ้าคิดจะทำขึ้นมาก็น่าจะมี “เรื่องชั่ว ๆ” แฝงอยู่อย่างแน่นอน เข้าทำนองสุภาษิตฝรั่งที่ว่า “น้ำนมเมื่ออยู่ในมือคนขี้เมา ผู้คนก็นึกว่าเป็นน้ำเหล้า”
ผู้ที่วิเคราะห์ความปราดเปรื่องของนายทักษิณในเรื่องนี้ก็คือ ChatGPT แอปผู้รอบรู้ในยุคนี้ เมื่อผู้เขียนตั้งคำถามว่า ไทยจะเป็นศูนย์กลางของโลกได้ในเรื่องใดบ้าง แล้วเจ้า ChatGPT ก็นำเสนอเรื่องราวของครัวโลกนี้ขึ้นมา พร้อมกับอธิบายมาถึงเรื่องราวของยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติดังกล่าวว่าเป็นเรื่องเดียวกัน คำอธิบายน่าจะมีความยาวเกือบ 10 หน้ากระดาษ ซึ่งผู้เขียนขอเอามาสรุปย่อ ๆ พอเข้าใจดังนี้
ครัวโลกเน้นเรื่องการผลิตอาหารในรูปวัตถุดิบและการแปรรูปสินค้าเกษตรต่าง ๆ ส่งออกไปขายทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรของไทยมีการปรับตัว ทั้งด้านเทคโนโลยีการผลิตและระบบการตลาด โดยมีผู้ผลิตรายใหญ่บางรายเป็นผู้นำอยู่ก่อนแล้ว คือเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP รวมถึงได้มีการส่งเสริมให้เข้าไปเชื่อมโยงกับอาหารไทยและการท่องเที่ยวไทย จึงทำให้มีการ “ตื่นตัว” ในเชิงเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง แต่ดูเหมือนว่าหลังจากที่ทักษิณหมดอำนาจ นโยบายนี้ก็ดูเหมือนจะจางหายไป แต่ความจริงกลับขยายตัวอยู่เบื้องหลังระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ พร้อม ๆ กับการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัล ตั้งแต่เรื่อง Smart Farmers จนถึง Online Marketing และ Social Media พร้อมกับคำว่า Soft Power ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในประเทศแถบนี้อย่างญี่ปุ่นและเกาหลี จนเมื่อพรรคเพื่อไทยได้มีอำนาจในปี 2566 จึงได้ฟื้นฟูขึ้นมาเป็นยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์นั้น
ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์นี่แหละที่จะ “กินเรียบ” ทุกกิจกรรมของรัฐไทยในอนาคต (ต่อไปนี้คือความเห็นและข้อวิเคราะห์ของผู้เขียนที่ตีความจากข้อมูลของ ChatGPT) เพราะครอบคลุมตั้งแต่อาหาร วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ออกไปจนถึงเรื่องของระบบการผลิตและเศรษฐกิจสมัยใหม่ โลจิสติกส์ และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะถ้ามีการสร้าง “แบรนด์ไทย” ในสินค้าหลาย ๆ อย่าง ที่อยู่บนครอบของทุก ๆ กิจกรรมข้างต้น ซึ่งขณะนี้เราก็ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติในหลาย ๆ เรื่อง ที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น “อาหารไทย” กับ “สุขภาพไทย” อันเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ซึ่งถ้าเราพัฒนากันต่อไป ประเทศไทยก็อาจจะเกิดแบรนด์ของประเทศเราว่าคือ “ประเทศกินดี อยู่ดี มีความสุข” ซึ่งจะมีความโดดเด่นต่อไปในระดับโลก นั่นก็คือไทยจะเป็น “ศูนย์กลางของโลกในเรื่องความสุข” นั่นเอง
ผู้เขียนลองเอาแนวคิดในเรื่อง “ศูนย์กลางของโลกในเรื่องความสุข” ไปถามเจ้า ChatGPT ถึงความเป็นไปได้ เธอก็ตอบว่า “เป็นไปได้แต่ก็มีปัญหาและอุปสรรคอยู่มาก” แต่ก็เป็นปัญหาและอุปสรรคที่สามารถแก้ไขได้ (นี่ก็เป็นข้อดีอีกอย่างของเจ้าเอไอ คือมักจะมีทางออกให้เสมอ) เพียงแต่ว่าจะต้องไปแก้ไขในหลาย ๆ เรื่อง หลาย ๆ ส่วน ซึ่งก็ไม่เกินสติปัญญาของมนุษย์เท่าใด (อย่าลืมว่าปัญญาของเอไอต่าง ๆ นั้น ก็คือปัญญาที่มนุษย์ป้อนให้นั่นเอง)
พอดีพื้นที่หมด และคอลัมน์นี้ก็ไม่ได้เขียนให้ผู้อ่านกลุ้มใจ จึงขอนำเรื่องหนักสมองนั้นไปคุยกันในโอกาสอื่น ๆ เพื่อทุกท่านจะได้อยู่กับความสุขความฝัน “ที่สวยงาม” ต่อไป








