ทวี สุรฤทธิกุล
นายกรัฐมนตรีไทยในยุคนี้ ถ้าขึ้นต้นด้วย ศ ศาลา น่าจะไม่ดี เรื่องแบบนี้ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ !
เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีการส่งข่าวกันในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ว่า ถ้านายอนุทิน ชาญวีระกูล มีอันเป็นไปต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีสืบแทนน่าจะมีชื่อขึ้นต้นด้วยตัวอักษร ศ ศาลา
ก็มีคนตามไล่ไปดูว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่มีการเสนอชื่อไว้ของแต่ละพรรคในตอนที่มีการลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้นมีใครบ้าง ก็เห็นมีชื่ออยู่คนเดียว คือคุณศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์การเมืองหลายคนไม่เชื่อว่าจะขึ้นไปสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นได้ในเวลานี้ เพราะอยู่ในพรรคที่เป็นฝ่ายค้าน จึงมีการมองไปที่ชื่อ ศ ศาลา อื่น ๆ
นักวิเคราะห์การเมืองบางคนมองว่า ศ ศาลา ที่มีความน่าจะเป็นไปได้มากที่สุด น่าจะเป็นนายยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้นมากกว่า แม้ว่าชื่อจะไม่ได้ขึ้นต้นด้วย ศ ศาลา แต่ก็มี ศ ศาลา อยู่ในชื่อ ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งนี้ดูการวางตัวก็สงบเสงี่ยมดูดี แบบที่เรียกว่า “หงิม ๆ (อาจ)หยิบชิ้นปลามัน” มีโหงวเฮ้งถูกโฉลกกับวัฒนธรรมทางการเมืองไทย อีกทั้งมีลมใต้ปีกที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็น่าจะเป็นแรงส่งเสริมให้ขึ้นขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นได้โดยง่าย
ทั้งคุณศิริกัญญาและคุณยศชนันท์ที่ได้รับความเชื่อถือว่าจะอยู่ในข่ายของผู้ที่ถูกเสนอชื่อจะขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้ ก็เป็นด้วยข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ที่เขียนไว้ว่านายกรัฐมนตรีต้องเสนอจากผู้ที่มีรายชื่อเสนอไว้จากพรรคการเมืองแต่ละพรรคในการเลือกตั้งในแต่ละครั้งนั้นเท่านั้น รวมถึงต้องได้รับการโหวตรับรองร่วมกันของทั้งสองสภา คือทั้งจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานั้นอีกด้วย แต่พอสองคนนี้อาจจะไม่ได้เป็นผู้ถูกเสนอชื่อตามรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้นี้ ก็มียังมีอีกหนทางหนึ่งที่สามารถทำให้มีนายกรัฐมนตรีขึ้นมาได้ เพียงแต่ไม่ใช่วิธีการตามรัฐธรรมนูญ อย่างเช่นการปฏิวัติรัฐประหาร ที่ประเทศไทยก็มีการทำแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง (ความจริงก็มีอยู่ตลอดเวลาเพราะระบบรัฐสภาล้มเหลว หรือทหารบอกว่าล้มเหลว)
เมื่อมีหนทางที่จะหานายกรัฐมนตรีจากนอกสภาได้ ก็มีคนไปค้นหาว่าน่าจะเป็นใครได้บ้าง ทีนี้ก็มีคนไปปิ๊งชื่อของนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่เพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯให้เป็นองคมนตรีในรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีในลักษณะนี้ก็เคยมีมาแล้วเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมานี้ คือเมื่อครั้งที่มีการให้พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ องคมนตรีท่านหนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 9 มาเป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ดังนั้นถ้าจะให้นายเศรษฐพุฒิมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็น่าจะต้องมีการรัฐประหารเกิดขึ้นเสียก่อน จึงมีคนมองไปว่านี่อาจจะเป็น “สัญญาณไม่ดี” ของระบอบรัฐสภาไทย รวมถึงชะตากรรมที่อาจจะสิ้นสุดลงของนายอนุทิน ชาญวีระกูล ในเร็ว ๆ วันนี้
ทีนี้เราก็ต้องไปดูปัจจัยต่าง ๆ ว่ามีปัจจัยอะไรที่อาจจะเป็นสาเหตุในนายอนุทินพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนี้ไป แล้วก็ตามมาด้วยการรัฐประหาร ที่ถ้าจะเกิดขึ้นก็มีเพียง 2-3 สาเหตุ หนึ่งก็คือ รัฐบาลและรัฐสภามีความวุ่นวาย ไร้ประสิทธิภาพและสิ้นความน่าเชื่อถือ ที่เรียกว่าความล้มเหลวของระบอบรัฐสภา หรือสองก็คือ มีวิกฤติเกิดขึ้นในบ้านเมือง เช่น มีประชาชนแบ่งเป็นสีต่าง ๆ ออกมาสู้รบกัน รวมถึงวิกฤติทางเศรษฐกิจและภัยสงคราม จนถึงภัยต่อสถาบัน หรือสามก็คือ ความตั้งใจของกองทัพที่จะใช้อำนาจเผด็จการ เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ข้างต้นนั้น (ซึ่งหลายครั้งทหารก็อ้างทั้งสามเหตุผลนี้รวม ๆ กัน)
ไล่ไปทีละปัญหา เริ่มต้นในรัฐบาลและรัฐสภา ก็พบว่าน่าจะเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลนี้อาจจะอายุสั้น ตั้งแต่ที่นายอนุทินก็มีเรื่องร้องเรียนเรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ดังเช่นที่นายเศรษฐา ทวีสิน ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยกรณีแบบนี้) รวมถึงที่มีการฟ้องร้องเรื่องการฮั๊วเลือกตั้ง ส.ว.ที่น่าจะทำให้รัฐบาลและรัฐสภานี้มีปัญหา ต่อไปก็ด้วยประเทศของเรากำลังอยู่ในวิกฤติหลาย ๆ เรื่อง ทั้งทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลอ้างว่ารุนแรงมากถึงขนาดที่ต้องออกพระราชกฤษฎีกาไปกู้เงินมาแก้วิกฤติ แต่ที่วิกฤติยิ่งไปกว่านั้นก็คือการทุจิตโกงกิน อย่างเช่น เรื่องการโกงสอบคัดเลือกเข้าเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่มีความเสียหายหลายพันล้านบาท และมีผู้ร่วมทุจริตกว่าครึ่งหมื่น ที่รัฐบาลก็ทำลับ ๆ ล่อ เหมือนจะช่วยเหลือกัน ไม่ให้มีการจับตัวใหญ่ ตลอดจนดูจะเป็นการ “ซื้อเวลา” ให้มีการสอบสวนกันนาน ๆ ด้วยมีผู้กระทำผิดจำนวนมาก และสร้างโยงใยให้สลับซับซ้อน
สุดท้ายคือกองทัพ แม้เราจะเห็นว่ายังคงเงียบเฉย ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ในปัญหาในรัฐบาลและรัฐสภา รวมถึงวิกฤติต่าง ๆ (แม้ว่าวิกฤติชายแดนเขมรจะดูซาไป แต่ก็สามารถกระพือขึ้นมาได้ง่าย ๆ ในโลกของสื่อสมัยใหม่ยุคนี้) แต่การรัฐประหารแต่ในหลาย ๆ ครั้ง ทหารก็ไม่กระโตกกระตากหรือพูดอะไรออกมาอยู่แล้ว แบบว่าอยากจะทำก็ทำได้เสมอ แล้วค่อยไปหาเอาสาเหตุหรือวิกฤติต่าง ๆ มาเขียนใส่เป็นเหตุผลในประกาศของคณะรัฐประหารเอาภายหลังนั้นก็ได้
ย้อนไปดูในตอนต้นที่ผู้เขียนโปรยหัวว่า นายกรัฐมนตรีในยุคนี้ถ้าชื่อขึ้นต้นด้วย ศ ศาลา ไม่ค่อยจะถูกโฉลกกับประเทศไทยนัก ก็เพราะนึกถึงกรณีของนายเศรษฐา ทวีสิน นั่นคนหนึ่ง แล้วพอมาเห็นชื่อของคุณศิริกัญญากับคุณยศชนันท์แล้ว ก็อดเป็นห่วงทั้งสองคนนั้นไม่ได้ ยิ่งมามีชื่อของท่านเศรษฐพุฒิ สุทธินาทนฤพุฒิ ที่ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งองคมนตรีนั้นแล้ว ก็ยิ่งไม่สบายใจ เพราะอาจจะกระทบกระเทือนถึงสถาบันสูงสุด รวมถึงที่ต้องสร้างหนทางให้ท่านเศรษฐพุฒิผ่านเข้ามาทาง “สะพานรัฐประหาร” เท่านั้น
ผู้เขียนยังอยากให้คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเข้ามาด้วยกระบวนการทางรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญนี้เท่านั้น ซึ่งก็มีข่าวเล็ก ๆ “ลับ ๆ” แว่วมาว่า พรรคสีแดง(เพื่อไทย)กับพรรคสีส้ม(ประชาชน)อาจจะจับมือกันเป็นรัฐบาลได้ รวมถึงที่อาจจะมีพรรคสีเขียว(กล้าธรรม)กับพรรคสีฟ้า(ประชาธิปัตย์)ขอมาแจมด้วยอีก (เพราะถ้าเอาพรรคภูมิใจไทยออกไป ก็ต้องเอาพรรคอื่น ๆ เกือบทุกพรรคที่เหลือมาร่วมเป็นรัฐบาล จึงจะมีคะแนนเสียงเพียงพอ และมีเสถียรภาพมั่นคง) โดยได้ยินว่าจะมาสร้าง “รัฐบาลปราบโกง”
ทีนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าจะเอา “รัฐบาลขี้โกง” ออกไปอย่างไร (ซึ่งจะต้องติดตามความเคลื่อนไหวเรื่องนี้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป) แล้วเมื่อมาเป็นรัฐบาลก็ต้องวางนโยบายและดำเนินการปราบโกงนั้นให้จริงจัง
นายกรัฐมนตรีจะนำหน้าด้วยตัวอักษรอะไรก็ไม่สำคัญ ขอแต่เพียงอย่ามาโกงกิน หรือสนับสนุนให้มีการโกงกินกันเต็มบ้านเต็มเมือง อย่างที่เห็นทุเรศลูกตาอยู่ในเวลานี้เท่านั้นเป็นพอ








