คนโลกสวย / ทวี สุรฤทธิกุล
หลายคนคงเป็นห่วงอนาคต คนเราจะอยู่กันอย่างไร และโลกนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป?
นักมานุษยวิทยา (คือนักวิชาการที่สนใจและศึกษาเรื่องความเป็นมาและความเป็นอยู่ของมนุษย์) บอกว่า อารยธรรมของมนุษยชาติเริ่มต้นเมื่อมนุษย์รู้จักใช้ประโยชน์จาก “ไฟ” สันนิษฐานว่าไฟอย่างแรกที่มนุษย์รู้จักคือไฟที่เกิดจากฟ้าผ่า ที่มนุษย์ถ้ำ (เรียกเป็นยุคว่า “ยุคหินเก่า”) เมื่อประมาณ 15,000 ปีก่อนได้เห็นภายนอกถ้ำ แรกๆ ก็คงกลัว คงเห็นฟ้าผ่านี้ลงมาไหม้ต้นไม้ หรือทำให้สัตว์ที่เขาล่าเสียชีวิต พอเอามือไปจับก็ร้อน แล้วคงได้กลิ่นเนื้อสัตว์ที่ถูกไฟไหม้นั้นหอมหวน จึงลองกินดู รู้ว่ามีรสชาติแปลกหรือดีขึ้น
ต่อมาจึงรู้จักไปเก็บไฟในบริเวณที่ฟ้าได้ผ่าลงมา เอาไม้มาก่อไว้ไม่ให้มอด เก็บกองไฟนั้นไว้ให้ความอบอุ่นและปรุงอาหาร ต่อมาเกิดพบว่าเอาไม้แห้งๆ มาปั่นถูกันก็จุดไฟได้ สุดท้ายก็คงไปเจอหินเหล็กไฟที่กระทบกันแล้วเกิดประกายจุดไฟ แต่นั่นก็ใช้เวลาเป็นพันๆ ปี กว่าที่มนุษย์จะออกมาจากถ้ำ แล้วสร้างบ้านในที่โล่งๆ ข้างนอก ก็คงเป็นด้วยไฟนี่แหละที่มนุษย์เอามาใช้ประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะการป้องกันสัตว์ร้าย ไม่ให้มารบกวนในบริเวณที่พักอาศัย
สิ่งต่อมาที่ทำให้มนุษย์เกิดอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ก็คือ “ภาษา” แต่เดิมมนุษย์มีเพียงภาษาพูดหรือภาษากาย คือเสียงร้องและท่าทางต่างๆ ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ จนเมื่อมนุษย์รู้จักทำเป็นสัญลักษณ์ที่เรียกว่า “ตัวอักษร” ก็นำความเจริญมาสู่มนุษย์มากมาย ตัวอักษรยุคแรกของมนุษย์เรียกว่า “คูนิฟอร์ม” เมื่อประมาณ 5,000 ปีก่อน ประดิษฐ์โดยชาวเมโสโปเตเมีย ที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำไทกริส - ยูเฟรทีส (ที่เป็นประเทศอิรักในปัจจุบัน) ตัวอักษรเหล่านี้เกิดการแพร่กระจายด้วยการค้าขาย อีกพันกว่าปีต่อมาก็เกิดตัวอักษรของอียิปต์ที่เป็นรากฐานของภาษาโรมัน ซึ่งภาษาโรมัน (หรือบางทีก็เรียกว่าภาษาละติน) นี่เองที่เป็นรากเหง้าของภาษาฝรั่งทั้งปวง แม้แต่ภาษาทางเอเชียคือภาษาสันสกฤตก็มาจากภาษาละตินนั้นด้วย ส่วนภาษาจีนก็เกิดขึ้นราวๆ สามพันกว่าปีนั้นเช่นกัน และได้แพร่ขยายออกไปทางตะวันออก คือที่เกาหลีและญี่ปุ่น
ต่อจากภาษาก็เป็นปัจจัยจาก “เทคโนโลยี” สมัยก่อนเรียกว่า “การศึกษา” คือการสอนให้มีการรู้จักเรื่องราวของธรรมชาติต่างๆ การศึกษาของชาวตะวันตกเริ่มที่ตะวันออกกลาง เมื่อกว่า 3,000 ปีที่แล้ว เชื่อกันว่าคือวิชาเกี่ยวกับการเกษตรและการค้าขาย ได้แก่ ดินฟ้าอากาศ ฤดูกาล ที่เรียกว่า “เกษตรกรรม” ท้องฟ้าและดวงดาว ที่เรียกว่า “ดาราศาสตร์” รวมถึงการคิดคำนวณเพื่อการก่อสร้างและแลกเปลี่ยนสินค้า เรียกว่า “คณิตศาสตร์” ในสมัยกรีกมีการเปิดสถานศึกษาที่เรียกว่า “อะคาเดมี่ – Academy” ที่มีการเรียกเก็บค่าเรียน ร่วมกับการสอนในที่สาธารณะ เช่น ตามหน้าตลาดและลานชุมนุมตามชุมชน กษัตริย์ในยุคนั้นนิยมสร้างห้องสมุด เช่น พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช สร้างหอสมุดที่ใหญ่มากๆ ในเมืองอเล็กซานเดรียที่อียิปต์ มีนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงหลายคน เป็นต้นว่า โสกราตีส เพลโต และอริสโตเติล ในยุคใกล้ๆ กันก็เกิดมหาวิทยาลัยขึ้นที่อินเดีย คือที่เมืองนาลันทา เป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่มากและมีผู้เรียนจำนวนมาก เน้นการสอนระบบ “คุรุ - ศิษย์” คือผู้เรียนต้องอาศัยอยู่กับครูผู้สอน ส่วนที่จีนก็มีปราชญ์ชื่อขงจื๊อ สอนแบบมีลูกศิษย์ให้ไปถ่ายทอดความรู้ต่อๆ กันไป วิชาการในยุคนี้มักเป็นวิชาเกี่ยวกับอภิปรัชญา จริยศาสตร์ และการเมืองการปกครอง
วิชาการสมัยใหม่และระบบการศึกษาสมัยใหม่เกิดขึ้นที่เมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลี ใน ค.ศ. 1088 โดยคนที่อยากเรียนมารวมกลุ่มกันจ้างครูหรือผู้เชี่ยวชาญมาสอน แรกๆ ก็เรียนเกี่ยวกับกฎหมายและเทววิทยา ต่อมาจึงมีคณะแพทย์และศิลปศาสตร์ ต่อมาก็แพร่ขยายรูปแบบไปทั่วยุโรป ในยุคนี้เริ่มมีการค้นพบเครื่องจักรสำหรับการพิมพ์ตำราต่างๆ ทำให้การศึกษากว้างขวางออกไปได้มาก (ก่อนหน้านั้นอาจารย์ต้องอ่านตำราให้ลูกศิษย์จดบันทึกไว้ เรียกว่า “เลกเชอร์ – Lecture” คือการจดตามคำอ่าน) ลักษณะสำคัญของการศึกษาแบบใหม่นี้คือ “การสร้างความรู้ใหม่” และเสรีภาพทางวิชาการ รวมถึงการสร้างผู้นำในด้านต่างๆ ในสังคม นั่นก็คือพัฒนาจากการเรียนจากครูอาจารย์ มาสู่การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เป้าหมายคือการแก้ปัญหาของมนุษย์และสังคมมนุษย์ ด้วยการ “วิจัย” หรือการศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียดและลึกซึ้ง
“การวิจัย” นี่เองที่นำมาซึ่งการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ทั้งในทางวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ยกตัวอย่างที่เด่นๆ ในยุคนั้น ในทางวิทยาศาสตร์ก็เช่น ระบบสุริยะที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของโคเปอร์นิคัส โลกกลมของกาลิเลโอ แรงโน้มถ่วงของเซอร์ไอแซก นิวตัน ที่นำมาซึ่งการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม ที่ต่อมาก็คือการสร้างเครื่องจักรไอน้ำ ค้นพบไฟฟ้า เครื่องคำนวณ อันเป็นที่มาของการคมนาคมขนส่งสมัยใหม่ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ในชีวิต จนถึงคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารสมัยใหม่ในยุคปัจจุบัน ส่วนในทางสังคมศาสตร์ก็เช่น ระบบกฎหมายและการเมืองสมัยใหม่ การเกิดขึ้นของลัทธิและระบอบการเมืองต่างๆ เป็นต้นว่า ประชาธิปไตย เเผด็จการ และสังคมนิยม
ผู้เขียนเป็นคนที่กังวลเรื่องอนาคตมากๆ โดยเฉพาะอนาคตของโลกและมนุษยชาติ สมัยก่อนที่มาเป็นอาจารย์สอนวิชารัฐศาสตร์ใหม่ๆ ก็ยังแอบไปศึกษาตำราจำพวก “อนาคตศาสตร์” ฝรั่งเรียกว่า “Futurism” ซึ่งวิชานี้มีการศึกษากันมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ในยุคเดียวกันที่มีการศึกษาเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยเริ่มขึ้นในยุโรป ในเรื่องของสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคต่างๆ นั่นเอง แต่นักอนาคตศาสตร์มองกว้างไปกว่านั้น เพราะพวกเขาเอาหลายๆ ศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รวมถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาศึกษาร่วมกัน แล้วก็มองออกไปในอนาคตข้างหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นเกี่ยวกับโลกของเราและมนุษยชาติทั้งปวง
เมื่อ 30 กว่าปีก่อน พวกอนาคตศาสตร์กระแสหลัก (แปลว่าแนวการศึกษาที่มีการสนใจศึกษากันมาก) มองว่าโลกของเราจะ “อยู่ยาก” มากขึ้น คือจะมีความขัดแย้งและแย่งชิงผลประโยชน์ต่างๆ ในทุกประเทศและทั่วโลก องค์กรระหว่างประเทศจะเป็นแค่ “เสือกระดาษ” คือแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ อีกทั้งที่มีกระแสคลั่งประชาธิปไตยไปในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ก็ยิ่งจะนำปัญหาต่างๆ มาให้กับรัฐบาล ปัญหาการเมืองการปกครองจะมีความสลับซับซ้อนและผู้คนในบ้านเมืองจะวุ่นวายมาก โดยเฉพาะการเรียกร้องสิ่งต่างๆ จากรัฐบาล โดยรัฐบาลจะต้องสนองความต้องการของผู้คนเหล่านี้ ที่มีการแบ่งแยกกันเป็นฝ่ายๆ ตามกลุ่มการเมืองและความเชื่อต่างๆ เรียกว่าประชาชนจะเห็นแก่ตัวมากขึ้น และผู้ปกครองก็จะเอาตัวรอด โดยหาทางที่จะเอาใจเพื่อสร้างความนิยมให้คงอยู่ไปนานเท่านาน
เมื่อสามสิบกว่าปีก่อนนั้นยังไม่มีโซเชียลมีเดีย แต่กระนั้น “ความกังวล” ของนักอนาคตศาสตร์ยุคนั้นก็ยังใช้ได้ถึงยุคนี้ เพราะปรากฏว่ายิ่งมีการใช้โซเชียลมีเดียมาก สังคมก็ยิ่งมีความแตกแยกมากขึ้น คือมีการแยกผู้คนออกเป็นกลุ่มย่อยมากมาย แล้วโซเชียลมีเดียนี่เองที่สร้างปัญหาต่างๆ ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมากมาย ที่เห็นกันชัดๆ ก็คือ พวกมิจฉาชีพที่หากินทางสื่อสมัยใหม่ทั้งหลาย การปั่นกระแสความวุ่นวายทางสังคมและทางการเมือง เฟคนิวส์ มีมคอนเทนต์ (พวกสร้างไวรัลหารายได้) ก็เป็นผลจากเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้ทั้งสิ้น
คนที่นับถือศาสนาพุทธคงจะเคยได้ยินคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า “จงทำตัวอย่างมีสติให้มั่นคงอยู่ในปัจจุบัน” หรือผู้คนหลายๆ คนที่มีคติประจำตัวว่า “จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด” หรือ “อดีตนั้นผ่านไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง จงอยู่กับวันนี้” ก็คงเพื่อความสบายใจของแต่ละคน ที่จะไม่ต้องเป็นกังวลในอนาคต กระนั้นเราก็ต้องได้ยินอีกว่าพระพุทธเจ้านั้นสอนให้เราไม่ประมาท รวมถึงสุภาษิตฝรั่งอย่างที่มีในคำขวัญของลูกเสือสามัญว่า “จงเตรียมพร้อม” ก็ต้องถือว่ามีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตของคนทุกคนอยู่เสมอ
สัปดาห์หน้าจะมาบอกว่าโลกเรานี้ยังไม่สิ้นสุด และเรามีทางที่จะอยู่รอดได้ “เป็นอย่างดีและมีความสุข” ในโลกสมัยใหม่ ที่สำคัญเรายังมีทางแก้ปัญหาต่างๆ ที่เป็นอยู่นี้ และเราก็จะพบกับ “ชีวิตที่ดีกว่า” ได้เสมอ








