ตะเกียงเจ้าพายุ / ทวี สุรฤทธิกุล
มีคนบอกว่านายอนุทิน ชาญวีระกูล ขาดภาวะผู้นำ ที่ได้ดิบได้ดีมานี้ก็เพราะมีผู้นำคนอื่นช่วย ไม่ได้ขึ้นมาใหญ่ด้วยตนเอง
ผู้เขียนไม่ได้อยู่ในฝ่าย “มีอคติต่อรัฐบาล” อย่างที่นายอนุทินให้สัมภาษณ์ ถึงเรื่องที่มีการคัดค้านรัฐบาลจากผู้คนบางคนบางกลุ่มต่อนโยบายทั้งหลายของรัฐบาล แต่ผู้เขียนขอเรียกตัวเองว่าเป็นฝ่าย “เตือนสติรัฐบาล” ก็แล้วกัน
นายอนุทินตอนนี้เท่าที่มองด้วยสายตา “ตื้น ๆ” ของผู้เขียน (เพราะไม่ได้ไปรู้ไปเห็นอย่างใกล้ชิด เพียงแต่วิเคราะห์เอาจากข้อมูลในภาพและข่าวต่าง ๆ ที่ปรากฏ) เชื่อว่านายอนุทินกำลังเสียความเชื่อมั่นในตนเอง และอาจจะสูญเสีย “ความเป็นผู้นำ” ไปได้ในอีกระยะเวลาหนึ่ง เว้นแต่ว่าจะรู้สึกตัวได้เร็วแล้วรีบปรับปรุงแก้ไขเสีย อย่างน้อยก็ต้องเรียกความเชื่อมั่นตัวเองให้กลับคืนมา คือต้องเป็นตัวของตัวเองให้มากขึ้น คิดเองทำเอง อย่าให้ใครครอบงำหรือสวมเขา
อาศัยประสบการณ์จากการที่ได้นั่งฟังเลกเชอร์และร่วมกิจกรรมกับนักศึกษาในหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย ของสถาบันพระปกเกล้า มากว่า 20 ปี ในฐานะอาจารย์และกรรมการประจำหลักสูตร มีหัวข้อเลกเชอร์หนึ่งที่ผู้เขียนชอบมากก็คือ บทเรียนผู้นำแบบต่าง ๆ (บางปีก็เปลี่ยนชื่อเป็น ผู้นำต้นแบบ) ที่อาจารย์ผู้บรรยายจะมีหลายท่าน บางท่านก็ถนัดผู้นำฝรั่ง บางท่านก็ถนัดผู้นำเอเชีย และบางท่านที่ถนัดผู้นำไทย โดยศึกษาถึงความสำเร็จและความล้มเหลวของผู้นำในอดีตแต่ละคน ฟังแล้วก็ให้ข้อคิดดีมาก โดยเฉพาะ “ความล้มเหลว” ของผู้นำหลาย ๆ คนเหล่านั้น
ต่อมาในช่วงท้าย ๆ ของการศึกษา นักศึกษาต้องนำความรู้ที่ได้ศึกษามา มาแก้ไขปัญหาของผู้นำ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญในองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ นำปัญหาของผู้นำในองค์กรหรือหน่วยงานของเขามานำเสนอ แล้วให้นักศึกษาค้นหาปัญหาของผู้นำที่เขาสนใจทั้งภาครัฐและภาคเอกชน มาช่วยกันวิเคราะห์และหาทางแก้ไข เรียกกิจกรรมนี้ว่า “คลินิกผู้นำ” สุดท้ายก็จะมีการเอามารวบรวมเป็น “บทเรียนร่วมกัน” ในอันที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องของผู้นำในทุกระบบนั้น
ผู้เขียนขอมุ่งตรงมาที่เรื่องราวของผู้นำคนไทย ทั้งจากที่อาจารย์ที่มาบรรยายได้นำเสนอ และในกิจกรรมคลินิกผู้นำ จุดเด่นของผู้นำไทยคือ ประการแรก ต้องมีผู้อุปถัมภ์ “ค้ำจุน” คือมักจะไม่ได้ขึ้นมามีอำนาจด้วยตนเอง แต่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือหรือผลักดัน ถ้าเป็นในระบบราชการจะเรียกว่า “เส้นสาย นายกับลูกน้อง” ส่วนในระบบการเมืองท่านอาจารย์ผู้บรรยายใช้คำว่า “นายกับสมุน” อีกประการหนึ่ง มักพึ่งพิงอำนาจตามตำแหน่งและมีกฎหมายเป็นเครื่องมือ โดยต้องมีลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อใดที่คน ๆ นั้นพ้นจากตำแหน่ง หรือไม่มีลูกน้องและผู้ใต้บังคับบัญชาให้ใช้ คน ๆ นั้นก็จะสิ้นวาสนาและตกต่ำลงไปในทันที ทั้งนี้ถ้าเขาสามารถกลับมามีตำแหน่งได้อีก ก็จะคืนสู่ภาวะผู้นำได้โดยง่าย โดยเฉพาะในทางการเมือง ที่มีภาวะ “ขึ้น - ลง” ตามผลของการเลือกตั้งและการรวมขั้วอำนาจ
คนที่เรียนวิชารัฐศาสตร์มา คงจะเคยได้เรียนทฤษฎีความเป็นผู้นำของนายแมกซ์ เวเบอร์ ที่บอกว่าผู้นำมี 3 แบบ คือ หนึ่ง ผู้นำที่มีอำนาจขึ้นมาจากการยอมรับเชื่อฟังของผู้คน ที่มักจะอยู่ในสังคมแบบเก่า ๆ เช่น ระบอบกษัตริย์ หรือการเคารพเชื่อฟังผู้อาวุโส สอง ผู้นำที่มีอำนาจขึ้นมาด้วยการสั่งสมบารมีหรือสร้างชื่อเสียงด้วยตนเอง เช่น วีรบุรุษ หรือผู้มีชื่อเสียงต่าง ๆ และสาม ผู้นำที่อาศัยกฎหมายและตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นคนที่อยู่ในระบบราชการ
ในทางปฏิบัติ การเป็นผู้นำที่แข็งแรงมั่นคงจะต้องมีองค์ประกอบของผู้นำทั้งสามแบบนั้น อย่างเช่นกรณีของพระมหากษัตริย์ที่มีชื่อเสียงของไทย พระองค์ก็ไม่ได้ “ยั่งยืน” ด้วยอำนาจใดเพียงอย่างเดียว พระมหากษัตริย์บางพระองค์ก็ขึ้นมามีอำนาจด้วยระบบการสืบทอดแบบจารีต แต่ถ้าไม่ประกอบพระราชกรณียกิจให้เป็นที่ยอมรับ เช่น ในภาวะที่ถูกรุกรานก็ต้องเป็นนักรบที่สามาถ หรือในภาวะที่มีทุพภิกขภัยก็ต้องเป็นนักพัฒนาที่เก่งกาจ รวมถึงที่วางระเบียบกฎเกณฑ์ คือกฎหมายต่าง ๆ ให้เข้ากับยุคสมัย เพื่อให้อำนาจนั้นมีความปลอดภัยและยั่งยืน ก็จะมีอำนาจที่สั่นคลอนอ่อนไหว
ในทำนองเดียวกันกับนายกรัฐมนตรีในระบบการเมืองสมัยใหม่ เริ่มต้นการเข้าสู่อำนาจต้องมีความถูกต้อง ที่ศัพท์วิชาการเรียกว่า “ความชอบธรรม” โดยในระบอบประชาธิปไตยก็ต้องมาจากการเลือกตั้ง เรียกว่าต้องได้รับอำนาจนั้นมาจากประชาชน เมื่อขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วก็ต้องมีความสามารถในการบริหารงาน ตั้งแต่การจัดวางผู้คนลงในตำแหน่งต่าง ๆ การกำหนดนโยบาย การบริหารนโยบาย และการวางตัวให้อยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย เป็นต้นว่า การนำเสนอนโยบายและการตรวจสอบโดยรัฐสภา และการประสานงานกับกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ในสังคม ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างการยอมรับในหมู่ประชาชน แม้จะได้รับการเลือกตั้งมาด้วยคะแนนเท่าใด ก็ต้องทำให้ประชาชนรักและยกย่อง จึงจะขึ้นสู่ผู้นำแบบ “ผู้มีบารมี” และจะสามารถอยู่ในตำแหน่งนั้นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ไม่แน่ใจว่านายอนุทินต้องการจะแบ่งแยกประชาชนเป็นฝ่าย ๆ อย่างที่พูดออกมาจริง ๆ หรือไม่ แต่ถ้านายอนุทินมองบทเรียนไปในอดีต ใกล้ ๆ นี้ก็คือกรณี นช.ทักษิณ ชินวัตร ที่เคยพูดเมื่อ 20 ปีก่อน ว่า จังหวัดไหนไม่เลือกผมก็จะไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ ก็จะเห็นแล้วว่าเพียงไม่ถึงปีก็มีอันเป็นไป เพราะการแบ่งแยกประชาชน ก็คือการลดทอนอำนาจของตนเอง แทนที่จะรวบรวมอำนาจในทุก ๆ ฝ่ายมาสนับสนุนตนเอง ก็กลับไปทำลายแยกประชาชนออกจากกัน นี่ก็ไม่ได้เพียงแต่ทำลายตัวเอง แต่ยังทำลายความมั่นคงของชาติ คือการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นราชอาณาจักรอีกด้วย
ในกิจกรรมคลินิกผู้นำ วิทยากรที่มาจากหน่วยงายราชการแห่งหนึ่งท่านพูดถึงอดีตผู้นำคนหนึ่งในองค์กรของท่านว่า ชอบตำหนิลูกน้องที่ไม่เชื่อฟังหรือมาพินอบพิเทา ส่วนลูกน้องที่ชอบเข้าหา มาประจบประแจงหรือคอยรับใช้บริการ ก็จะสรรเสริญเยินยอและโปรโมทให้ได้สองขั้นและมีตำแหน่งดี ๆ อยู่เสมอ ในหน่วยจึงเกิดภาวะ “เมืองอกแตก” ผู้คนขาดความสามัคคี และที่สุดองค์กรก็เสื่อม ดีที่มีการเปลี่ยนผู้นำ พอเขารู้ปัญหาก็แก้ไขได้ทัน มีคนเรียกอดีตผู้นำคนที่สร้างความแตกแยกนั้นว่า “วัวสันหลังหวะ” เพราะที่แกชอบให้คนสรรเสริญมากกว่าติฉินนินทานั้น ก็เป็นเพราะแกทำความไม่ดีต่าง ๆ ไว้เยอะ ดังนั้นถ้าใครมาพูดไม่ดีกับแก ๆ ก็จะระแวงและอารมณ์ไม่ดี ตรงกันข้ามกับลูกน้องที่เข้ามาชื่นชมและพินอบพิเทา แกก็คงจะรู้สึกปลอดภัยและสบายใจ
นายอนุทิน ชาญวีระกูล จะมีอะไรเหวอะหวะอยู่ข้างหลังหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่จะต้องถูกตรวจสอบโดยสาธารณะ แต่ก็ไม่ควรที่จะหวาดกลัวจนเสียภาวะผู้นำ และขอบอกด้วยว่าผู้นำที่กลัวประชาชนนั้น ก็คือกลัวตัวเอง
ตัวเองมาจากประชาชน และถ้าจะไปก็ต้องไปด้วยประชาชนเช่นกัน !








