คนโลกสวย / ทวี สุรฤทธิกุล
“เราจะรู้อนาคตได้อย่างไร?” คนส่วนใหญ่จะนึกถึง “หมอดู” แต่ถ้าเป็นนักวิชาการเขาจะนึกถึง “อนาคตศาสตร์”
“อนาคตศาสตร์” (Futurism – Future Studies) เป็นวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับ “การคาดการณ์” ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาข้างหน้า โดยใช้การศึกษาอย่างเป็นระบบแบบสหวิทยาการ คือใช้วิชาการในหลายๆ ด้านมาวิเคราะห์และหาข้อสรุปอย่างมีขั้นตอน เป้าหมายคือเตรียมการเพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือความเสียหายและปัญหาต่างๆ สุดท้ายคือนำไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ซึ่งสามารถศึกษากันได้ทุกคนเป็นการทั่วไป
ต่างจากหมอดูหรือ “โหราศาสตร์” ที่เป็นเรื่องของ “การคาดเดา” โดยหมอดูจะใช้ข้อมูลในอดีตในบางเรื่องเป็นหลัก เช่น เวลาตกฟาก การอ่านลายมือ และหน้าตาท่าทางหรือโหงวเฮ้ง เป็นต้น วิธีการก็เป็นเรื่องความชำนาญของหมอดูแต่ละคน ในอันที่จะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือเป็นรายๆ ไป เป้าหมายก็เพื่อความสุขความสบายใจของคนที่มาดูหมอ หรือเพื่อชื่อเสียงของหมอดูแต่ละคนนั้นเป็นสำคัญ
ในสมัยโบราณวิชาอนาคตศาสตร์ยังไม่ได้มีชื่อเรียกอย่างแน่ชัด โดยยังเป็นส่วนหนึ่งของวิชาปรัชญา คือการมองปัญหาของโลกและชีวิต เมื่อเห็นปัญหาก็ชี้แนะทางออกหรือการแก้ปัญหานั้นให้ เป็นต้นกำเนิดของเรื่องจริยศาสตร์และศาสนาต่างๆ จนภายหลังในยุคเรืองปัญญา (Enlightenment) คือยุคที่สิ้นสุดความงมงายในศาสนาของยุโรป ราวคริสต์ศตวรรษที่ 15 ก็มีการสร้างเป็นศาสตร์ขึ้น แต่ก็ยังไม่ปรากฏชื่อวิชาการด้านนี้เป็นการเฉพาะ เพราะได้แทรกอยู่ในหลายๆ ศาสตร์ แม้กระทั่งในทางการเมืองการปกครอง เช่น เรื่อง “ยูโทเปีย – Utopia” ของเซอร์โทมัส มอร์ (ค.ศ. 1478 - 1535) ก็พูดถึงสังคมที่อยู่รอดได้ด้วย “อุดมศีลธรรม”
(ของไทยก็มีในยุคพระยาลิไท กรุงสุโขทัย คือเรื่อง “โลกพระศรีอาริย์” ในหนังสือไตรภูมิกถา) รวมถึงพวกนิยายวิทยาศาสตร์ต่างๆ ในยุคต่อมา เช่น ผลงานหลายๆ เรื่องของ จูลส์ เวิร์น (ค.ศ. 1828 - 1905)
วิชาอนาคตศาสตร์มาเกิดขึ้นอย่างจริงจังก็ในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเน้นการวิเคราะห์เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม มีการศึกษากันอย่างกว้างขวางขึ้นในสหรัฐอเมริกา มีการเขียนตำราเกี่ยวกับอนาคตของนานาชาติขึ้นอย่างมากมาย หนังสือที่โด่งดังที่สุดก็คือ “The Third Wave - คลื่นลูกที่สาม” ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2523 ของ อัลวิน ทอฟเลอร์ (ค.ศ. 1928 - 2016) ที่ชี้แนวโน้มของโลกว่ากำลังเปลี่ยนผ่านจากคลื่นลูกที่สองคือการพัฒนาอุตสาหกรรม (คลื่นลูกแรกในการพัฒนาของมนุษย์คือเกษตรกรรม ที่สิ้นสุดเมื่อมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรปเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 18) โดยจะถูกแทนที่ด้วยคลื่นลูกที่สาม คือโลกแห่งการสื่อสาร
ซึ่งตอนที่ทอฟเลอร์เขียนหนังสือนี้ อินเทอร์เน็ตยังไม่มีใช้อย่างแพร่หลาย (มีใช้เฉพาะในหน่วยทหารของสหรัฐฯ เท่านั้น) แต่ทอฟเลอร์หมายถึงพวกข่าวสารและข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะสื่อสารมวลชน ถึงขนาดที่มีการกล่าวว่า “ผู้ที่ครอบครองสื่อ คือผู้ที่ครอบครองโลก”
การเกิดขึ้นของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในทศวรรษปี 1970 ได้ทำให้โลกการสื่อสารพลิกโฉมไปโดยสิ้นเชิง รวมถึงเมื่อเกิดระบบอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อกันได้ในทางสาธารณะในทศวรรษต่อมาที่เรียกว่า www. – World Wide Web ก็ยิ่งทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วและกว้างไกล จนกระทั่งมีการเอาคอมพิวเตอร์ย่อส่วนเข้าไปไว้ในโทรศัพท์มือถือในทศวรรษต่อเนื่องกัน ก็ยิ่งเร่งให้มีการสะสมข้อมูลมหาศาล พร้อมกับการเติบโตของโลกดิจิทัล ตามมาด้วยการเกิดขึ้นของระบบการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เช่น Cloud ร่วมกับการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ : AI – Artificial Intelligence) อันเป็นการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นอย่างน่าตื่นเต้นในช่วงเวลานี้ ซึ่งนักอนาคตศาสตร์ก็กำลังจับตามองว่าจะพัฒนาไปในทิศทางใด โดยในขณะนี้ก็ได้แตมองว่ามนุษย์เราควรจะอยู่ร่วมกันกับเทคโนโลยีใหม่คือเอไอนี้อย่างไรต่อไป
ประเด็นที่หลายคนเป็นห่วงก็คือ “เอไอเป็นประโยชน์หรือให้โทษแก่มนุษย์อย่างไร อย่างไหนมากกว่ากัน” คำตอบจากนักอนาคตศาสตร์ในขณะนี้บอกว่า เราควรจะมองในแง่ดี (หรือแบบคนโลกสวย) เสียก่อน เพราะการประดิษฐ์คิดค้นต่างๆ มนุษย์เริ่มจากการทำขึ้นมาเพื่อสร้างประโยชน์สุขให้กับคนทั้งหลายเป็นหลัก เอไอก็เช่นเดียวกัน
ที่จริงคอมพิวเตอร์ที่ผลิตได้ตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษปี 1930 ก็คือเอไอ หรือปัญญาประดิษฐ์ในยุคเริ่มต้นนั่นเอง โดยคิดค้นขึ้นมาเพื่อการคำนวณตัวเลขจำนวนมหาศาล จากนั้นก็นำมาใช้ในการถอดรหัสที่โลกกำลังอยู่ในยุคสงคราม เกิดนักวิทยาศาสตร์ด้านนี้มากมาย จนทำให้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทั่งกำลังเข้าสู่ “ยุคหุ่นยนต์” ในปัจจุบัน
หลายคนกลัวว่าหุ่นยนต์จะมาแทนที่มนุษย์ แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือจะมาบงการหรือควบคุมมนุษย์ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นมนุษย์จะอยู่ไม่ได้ อาจจะถูกกำจัดออกไปด้วยหุ่นยนต์ที่มนุษย์พัฒนาขึ้นนั้นเอง และโลกนี้จะเป็นโลกที่ครอบครองด้วยหุ่นยนต์ต่อไป!
นักอนาคตศาสตร์บอกว่า ปัญหานั้นไม่น่าจะเกิดขึ้น พวกเขาเชื่อว่าถึงอย่างไรหุ่นยนต์ทั้งหลายนั้นก็ยังสามารถควบคุมได้โดยมนุษย์ หลักคิดง่ายๆ ก็คือ เอไอทั้งหลายรวมถึงหุ่นยนต์ด้วยนี้ ถูกกำกับการสร้างสรรค์ต่างๆ โดยมนุษย์ในทุกขั้นตอน การที่หุ่นยนต์จะคิดหรือทำอะไรได้ก็ด้วยสิ่งที่มนุษย์ “ใส่เข้าไป” หรือที่มนุษย์ต้องการให้เกิดขึ้นเท่านั้น มนุษย์จึงเป็นเหมือน “ผู้กำเนิดและคุมชะตาชีวิต” ของหุ่นยนต์เสมอ แม้จะมีข้อโต้แย้งว่า สักวันหนึ่งหุ่นยนต์ที่มนุษย์สร้างขึ้นนั่นแหละ อาจจะพัฒนาตัวเองได้จนถึงขั้นที่ฉลาดเหนือกว่ามนุษย์ ซึ่งนักอนาคตศาสตร์ยืนยันว่า “เป็นไปไม่ได้”
ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่อาจจะดู “น่าทึ่ง” และอาจจะเป็นไปได้ คือการสร้าง “มนุษย์กึ่งหุ่นยนต์” โดยเอาชิ้นส่วนต่างๆ ของหุ่นยนต์เข้าไปอยู่ในตัวมนุษย์ อย่างที่เคยมีข่าวว่าจะมีการเอาชิปไปฝังไว้ในสมองมนุษย์เพื่อรักษาโรคความจำเสื่อม หรือการเปลี่ยนถ่ายชิ้นส่วนที่เป็นเครื่องยนต์กลไกไปแทนอวัยวะต่างๆ ในตัวมนุษย์ ที่มีความพยายามกันมานานแล้วก็คือ “หัวใจเทียม” ที่สำเร็จไปพอสมควร ทั้งนี้ไม่รวมที่เป็นกระดูกหรือกล้ามเนื้อเทียม ที่ก็มีการใช้กันมานานแล้วทั้งในบรรดานักกีฬาและคนไข้ทั่วไปที่ต้องสูญเสียกระดูกและกล้ามเนื้อบางส่วน
มนุษย์กึ่งหุ่นยนต์นี่แหละที่จะช่วยให้ชีวิตมนุษย์ “น่าอยู่ขึ้น” รวมถึงมีอายุขัย “ยืนยาว” ขึ้น!
ที่ว่าน่าอยู่ขึ้น ก็เช่น หลายคนที่เป็นโรคเรื้อรังต่างๆ ที่สร้างความทุกข์ทรมานมายาวนาน อย่างอัลไซเมอร์หรือความพิการต่างๆ ก็อาจจะรักษาหรือบรรเทาให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีเอไอ การกระตุ้นสมองด้วยเอไอ และการเก็บความจำไว้ภายนอกร่างกายมนุษย์ในระบบบิ๊กดาต้าต่างๆ เพียงแต่มนุษย์ใช้เอไอที่ฝังอยู่ในร่างกายให้เชื่อมสมองกับบิ๊กดาต้าทั้งหลายนั้น ความจำและข้อมูลต่างๆ ก็ยังสามารถใช้ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีจำนวนให้เรียกใช้มากกว่าที่จะคิดเองหรือเก็บความจำไว้เองนั้นด้วย
เรื่องเอไอกับการพัฒนาสมองนี้ ไม่ใช่ใช้ได้กับการรักษาโรคทางสมองอย่างอัลไซเมอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาการเรียนรู้ของมนุษย์ตั้งแต่เด็กจนโต นั่นคือต่อไปเราอาจจะไม่ต้องไปเรียนรู้หรือศึกษาหาความรู้ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย โลกเอไอจะช่วยเข้ามาดำเนินการในเรื่องนี้ และต่อไปมนุษย์ก็จะมีปัญญามหาศาลและสามารถเรียนรู้ได้เหมือนๆ กัน จนทำให้เชื่อว่าอาจจะมีมีความรู้อย่างเท่าเทียมกัน หรือฉลาดลึกล้ำเหมือนๆ กัน
และที่ว่ามนุษย์จะมีชีวิตยืนยาวขึ้นนั้น ก็ด้วยเทคโนโลยีเอไอนี่แหละที่จะถูกนำมาทดแทนอวัยวะที่เสื่อมไปตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งแนวคิดนี้อาจจะดูขัดๆ กับหลักอริยสัจของศาสนาพุทธ แต่กระนั้นสำหรับคนที่ต้องการจะอยู่ดูโลกนี้นานๆ ก็อาจจะได้ประโยชน์อยู่มาก ซึ่งก็คงจะมีผู้คนต้องการอยู่ไม่ใช่น้อย
การอยู่ในโลกนี้ให้มีความสุขคงไม่ใช่แค่ให้มีอายุนานๆ หรือมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเท่านั้น แต่คงจะต้องคำนึงถึงปัจจัยสภาพแวดล้อมอื่นๆ เช่น ดิน ฟ้า อากาศ ว่ายังดีที่จะอยู่ร่วมได้หรือไม่ เพราะถ้าต่อไปโลกร้อนขึ้น เกิดภัยพิบัติต่างๆ ไปทั่วโลก อากาศมีแต่ฝุ่นละอองและสารพิษ ก็คงจะอยู่ได้อย่างสุขสบายไม่ได้ นี่ก็เป็นหน้าที่ของ “อัจฉริยะมนุษย์” ที่จะต้องคิดค้นหาทางแก้ไขและสร้างอะไรมาทำให้ดีและอยู่ให้ได้ต่อไป
ครับ... ยังไงก็ต้องเชื่อมั่นอยู่เสมอว่า โลกนี้จะ “น่าอยู่ – ไม่น่าอยู่” หรือ “สวย - ไม่สวย” ก็ด้วยมือเรา








