ไม่มีเรื่องบังเอิญทางการเมืองกับอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้น กรณี “เบน สมิธ” ที่ถาโถมเข้ามาจุดโฟกัสสังคมให้เกิดแรงกระแทกไปถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แห่งพรรคกล้าธรรม ในการเมืองยุคที่ “สีน้ำเงินครองเมือง”!! ยิ่ง กกต. ประกาศรับรอง สส. บัญชีรายชื่อในวันที่ 4 มีนาคมนี้ เวลาของ “กล้าธรรม” ก็ใกล้หมดลงทุกขณะ
แม้บรรดากูรูจะยังเชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยจะขาดพรรคกล้าธรรมไม่ได้ กระทั่งมีกระแสข่าวที่ปล่อยออกมาว่าพรรคกล้าธรรมจะส่งสัญญาณขอเข้าร่วมรัฐบาล ด้วยการโหวตให้ โสภณ ซารัมย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเอาใจพรรคภูมิใจไทยนั้นอาจสายเกินไปที่จะมามอบตัว
กระนั้นหากพิเคราะห์อย่างสังเคราะห์ จะพบว่า 292 เสียงของว่าที่รัฐบาลที่พรรคภูมิใจไทยร่วมกับพรรคเพื่อไทยและพรรคเล็ก ยังไม่นับรวม “งูเห่า” ก็เพียงพอที่จะส่ง “โสภณ” ขึ้นบัลลังก์ประธานสภาฯ เพื่อชงชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว
การที่ เนวิน ชิดชอบ จงใจกันพรรคกล้าธรรมไว้ข้างนอกทำเนียบรัฐบาล ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากได้เสียงเพิ่ม แต่เพราะต้องการใช้กล้าธรรมเป็น “อะไหล่” ที่ไร้พันธะ เพื่อกุมสภาพไม่ให้พรรคเพื่อไทยมีเงื่อนไขหรือต่อรองทางการเมือง แม้ตอนนี้ภายในพรรคเพื่อไทยจะมีการปล่อยข่าวโควตารัฐมนตรีกันวุ่นวาย
แต่หากวันใด "เพื่อไทย" เริ่มดื้อแพ่งหรือพยายามแข็งขืนต่อดีลสีน้ำเงิน เนวินแค่ส่งสัญญาณ "เปิดประตูบ้าน" รับกล้าธรรมเข้าพรรคร่วมฯ ทันที อำนาจต่อรองของเพื่อไทยจะวูบหายไปในพริบตา
การเลี้ยงกล้าธรรมไว้ข้างสนามคือการสร้าง "สภาวะสุญญากาศ" ที่บีบให้เพื่อไทยต้องเดินตามหมากบังคับที่ภูมิใจไทยเป็นคนวางไว้ เพื่อไทยในวันนี้ "ลมหายใจ" อยู่ในกำมือคนบุรีรัมย์
สำหรับพรรคกล้าธรรมคำว่า "หมดเวลา" อาจเป็นเพียงบทละครฉากหนึ่ง เพราะในสัจธรรมการเมือง "ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร”
#การเมืองไทย #พรรคกล้าธรรม #พรรคภูมิใจไทย #พรรคเพื่อไทย #เบนสมิธ #โสภณซารัมย์ #อนุทินชาญวีรกูล








