บทความ บทวิเคราะห์

จับตาพรรคประชาชนดึงเช็ง!! ตั้งหัวหน้าพรรคใหม่ เตะถ่วงผู้นำฝ่ายค้าน

แชร์ข่าว

ดูเหมือนว่าแนวโน้มการ "ประหารชีวิตทางการเมือง" หรือการตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต 10 สส. พรรคประชาชนนั้น มีน้ำหนักความเสี่ยงที่สูงมากจนน่ากังวล

ด้วยมี "สารตั้งต้น" มาจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่ วัส ติงสมิทธ์ นักวิชาการอิสระได้วิเคราะห์ไว้ชัดเจนว่า คำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 มีผลผูกพันทุกองค์กร เสมือนเป็นข้อเท็จจริงสำเร็จรูปที่ศาลฎีกายากจะวินิจฉัยเป็นอื่น

ประเด็นที่แหลมคมที่สุดในนิติสงครามครั้งนี้ คือการนำ "พฤติการณ์นอกสภา" มาเป็นเครื่องพิสูจน์เจตนาที่แท้จริงของการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ว่ามุ่งหวังปรับปรุงหรือมุ่งสั่นคลอนสถาบันฯ โดยเฉพาะข้อโต้แย้งเรื่องความลักลั่นระหว่างมาตรา 112 และมาตรา 134 ที่คุ้มครองผู้แทนรัฐต่างประเทศ ซึ่งอาจถูกหยิบยกมาเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการชี้ว่าผู้ถูกร้องไม่ได้มุ่งแก้ไขตามหลักสากลอย่างจริงใจ

ในขณะที่เมื่อพิจารณาในเชิงยุทธศาสตร์ทางการเมือง เราจะเห็นได้ชัดว่าพรรคประชาชนกำลังใช้ความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว ด้วยสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ แทนที่จะรีบเคาะหัวหน้าพรรคคนใหม่เพื่อรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็อาจจะเกิดสุญญากาศ เนื่องจากต้องมีกระบวนการในการดำเนินการสำหรับผู้นำฝ่ายค้านคนใหม่ แต่กลับยังไม่มีความชัดเจนออกมาจากพรรคประชาชนในเรื่องนี้

มีเพียงการขับเน้นบทบาททางการเมืองของ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ในการสื่อสารกับสาธารณะ ผู้คร่ำหวอดทางการเมืองต่างอ่านรู้ดูออกว่ามีการเตรียมให้ “วีระยุทธ” รับไม้ต่อ และเป็นหัวหน้าพรรคตัวจริงต่อจาก “ณัฐพงษ์” มานานแล้ว แต่ล่าสุดกลับไม่มีสัญญาณความชัดเจนในเรื่องนี้ออกมาอย่างเป็นทางการในการปรับโครงสร้างพรรคเพื่อรองรับคดีที่เกิดขึ้น

ไม่ใช่เพราะความไม่พร้อมหรือความขัดแย้งภายใน แต่มันคือยุทธวิธี "ถ่วงดุลและรอคอย" หรือไม่!? เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของผู้นำการเปลี่ยนแปลงและแคนดิเดตนายกฯ ของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ไว้ให้นานที่สุด การรั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรคไว้จนนาทีสุดท้ายก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ คือการสร้าง "เกราะกำบังทางกฎหมาย" และใช้เป็นเหตุผลชี้แจงต่อศาลว่าการตัดสิทธิจะกระทบต่อกลไกสภา

ทีมกฎหมายของพรรคโดยเฉพาะ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง กำลังพยายามชี้ให้เห็นว่าตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านมีความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย เพื่อเป็นเงื่อนไขให้ศาลมีคำสั่งไม่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างพิจารณาคดี ขณะที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ เองก็ได้ออกมายืนยันหลักการว่าการเสนอกฎหมายเป็นเอกสิทธิ์ที่ สส. ทุกคนควรทำได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อการถูกตัดสิทธิ ซึ่งเป็นการพยายามสื่อสารเชิงสังคมเพื่อสร้างแนวร่วม

ในมุมมองของผม พรรคประชาชนกำลังบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างระมัดระวัง เพราะคนรุ่นถัดไปที่จะก้าวขึ้นมานำพรรคนั้นมีอยู่อย่างจำกัด และทุกคนล้วนตกอยู่ในสปอตไลต์ขององค์กรอิสระที่จ้องมองทุกฝีก้าว การเตะถ่วงการจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมในการ "เปลี่ยนตัวผู้เล่น" ออกไป หากเกิดฉากทัศน์เลวร้ายที่ศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีก็จะเกิดสุญญากาศ

ที่สำคัญ ผู้นำฝ่ายค้านมีอำนาจในฐานะคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ถ้าไม่ยอมแต่งตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ขึ้นมารองรับ ก็น่าสนใจว่าพรรคประชาชนจะเป็นฝ่ายได้เปรียบหรือเสียเปรียบจากสถานการณ์ข้างหน้า แต่ที่แน่ๆ ภาพฝ่ายค้านที่ตัวใครตัวมันก็คงได้เห็นกันอยู่แล้ว

#พรรคประชาชน #นิติสงคราม #มาตรา112 #วีระยุทธกาญจน์ชูฉัตร #ณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ #การเมืองไทย