"อัษฎางค์" ฟาดเดือด “ปิยบุตร-ไอซ์” บิดเบือน ปม 44 ส.ส.ก้าวไกล ย้ำคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร
เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ "เอ็ดดี้" นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ชะตากรรม 44 สส.ที่พรรคและเจ้าตัวรู้ชะตากรรมตั้งแต่แรก #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
ปียบุตร บิดเบือนข้อเท็จจริงประเด็น 44 สส.พรรคก้าวไกลว่า “ผู้แทนราษฎรเสนอกฎหมายในสภาฯ กลายเป็นพวกล้มล้าง?"
ไอซ์ รักชนก ก็บิดเบือนข้อเท็จจริงโดยตั้งคำถามหาความยุติธรรม และไปพูดเรื่อง ”สส. ขาดประชุมสภา ไม่โดนลงโทษอะไร แต่คนที่ตั้งใจทำงาน เป็นเดือดเป็นร้อนไปกับทุกข์ของประชาชน กำลังจะโดนตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต"
แต่สาระสำคัญคือ เรื่อง สส.ขาดประชุมเทียบไม่ได้กับ 44 สส. ที่เสนอร่างกฎหมายที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า เชื่อมโยงกับการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง
การออกมาพูดราวกับว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแค่การใช้สิทธิ์เสนอกฎหมายตามปกติ ของปียบุตร ก็เป็นการตัดทอนสาระสำคัญของคดีทิ้งไป
เพราะสิ่งที่ทำให้ 44 สส.ถูกดำเนินคดี ไม่ใช่แค่ “เขาเสนอร่างกฎหมาย” แต่คือ ร่างนั้นถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าเชื่อมโยงกับการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง และ 44 คนก็เป็นผู้ร่วมลงชื่อเสนอร่างฉบับนั้นเอง และในทางการเมือง 44 คนหนีความรับผิดชอบไม่ได้
อย่าทำเป็นแกล้งลืมว่า “คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร"
การอ้างว่าการลงชื่อเสนอร่างกฎหมายเป็นเพียง "การทำหน้าที่ตามปกติของฝ่ายนิติบัญญัติ" สามารถถูกแย้งได้ด้วยข้อกฎหมายที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเด็ดขาดและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
เมื่อศาลมีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานแล้วว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการล้มล้างการปกครอง การกระทำนั้นจึงถูกนิยามความหมายทางกฎหมายไปแล้วอย่างสมบูรณ์ ไม่สามารถอ้างสิทธิคุ้มครองในการทำหน้าที่นิติบัญญัติเพื่อลบล้างคำวินิจฉัยนี้ได้
นอกจากนี้ การที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดและส่งเรื่องให้ศาลฎีกา หมายความว่าคดีได้ผ่านขั้นตอนการไต่สวน รวบรวมพยานหลักฐาน และพิจารณาตามมาตรฐานของหน่วยงานตรวจสอบระดับประเทศมาแล้ว ไม่ใช่เพียงข้อกล่าวหาลอยๆ จากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง แม้จะรอคำพิพากษาศาลฎีกา แต่ในทางกฎหมายมหาชน ถือว่ามีมูลความผิดทางจริยธรรมที่ชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว
สิ่งสำคัญที่คนพรรคส้มไม่เคยพูดคือ ความแตกต่างระหว่าง "เสรีภาพในการเสนอความคิด" กับ "มาตรฐานทางจริยธรรม"
นักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องอยู่ภายใต้ มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวดกว่าความผิดทางอาญาทั่วไป การร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่ามีเจตนาเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติ ย่อมถูกตีความได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม การเบี่ยงประเด็นไปเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก จึงเป็นการละทิ้งบริบทของกรอบจริยธรรมที่ผู้แทนราษฎรพึงมี
ที่สำคัญที่สุดคือ ความรับผิดชอบทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในวิถีทางประชาธิปไตย การลงลายมือชื่อรับรองร่างกฎหมายใดๆ ถือเป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่ง เมื่อ 44 สส. เลือกที่จะนำประเด็นที่มีความอ่อนไหวสูงมากมาผลักดันเป็นนโยบายหาเสียงและยื่นเข้าสภา ย่อมต้องประเมินและยอมรับความเสี่ยงทางกฎหมายและการเมืองที่จะตามมา การปฏิเสธความรับผิดชอบเมื่อผลลัพธ์ทางกฎหมายไม่เป็นคุณ จึงอาจถูกมองได้ว่าเป็นการขาดความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจทางการเมืองของตนเองและพรรค
สรุป
ศาลรัฐธรรมนูญคดีที่ 3/2567 วินิจฉัยต่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ พรรคก้าวไกล ว่า การเสนอร่างแก้ ม.112 และการผลักดันเป็นนโยบายหาเสียง เข้าข่ายการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองตามมาตรา 49 และ ว่า “คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร"
ไม่มีใครในประเทศประชาธิปไตยใดๆ ในโลกที่สามารถใช้สิทธิและเสรีภาพในการเสนอความคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือล้มล้างการปกครองได้ การที่ 44 สส.ร่วมลงนามเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการยกเลิกหรือแก้ไข ม.122 พวกเขารับทราบความเสี่ยงในการกระทำผิดกฎหมายอยู่ดีอยู่แล้ว
และเมื่อใดที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเชื่อมโยงกับการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ย่อมปฏิเสธความรับผิดชอบมิได้
#อัษฎางค์ยมนาค #ปิยบุตร #ไอซ์รักชนก #สสก้าวไกล #ศาลรัฐธรรมนูญ #ล้มล้างการปกครอง #คำวินิจฉัยศาล #มาตรฐานจริยธรรม #การเมืองไทย #การเมือง








