ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“...อาจระบุได้ว่า การมีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้..หากไม่มีการทบทวนอุบัติการณ์หรือผลลัพธ์แห่งการกระทำใดๆ ก็เท่ากับว่าเราได้ทอดทิ้งปัญญาไปจากเบ้าหลอมอันควรจะเป็นแห่งชีวิตไปเสียสิ้น.. ข้อวินิจฉัยอันสำคัญนี้ คือรากฐานที่นำไปสู่แบบฝึกหัดแห่งจิตใจอันหยั่งลึกและเปิดกว้าง ที่เราทุกคนต้องพานพบ..! คือ..พลังที่เคี่ยวกรำวิถีแห่งปัญญา..ให้บรรลุถึงการสดับฟัง และเข้าสู่รายละเอียดในการตรึกตรองได้มากยิ่งขึ้น
เหตุดั่งนี้..เราจึงสมควรต้องพร่ำถามตัวเองอย่างเนืองๆ ว่า.. ‘เรามีชีวิตอยู่ ณ ที่นี้ ..ณ ตอนนี้เพื่ออะไรกันแน่?’ ..ซึ่งคำถามดังกล่าวนี้ ก็น่าจะช่วยให้เรา ได้ตระหนักเห็นถึง..‘ตัวตนแห่งธารสำนึกของปัญญา’..ที่แฝงฝังอยู่ในกายและใจ รวมทั้งในสมาธิจิตอันล้ำลึกของเราทุกผู้ทุกคนได้ ..นั่นคือสายทางแห่งแสงสว่าง ทางปัญญาญาณ ในรอยข้ามผ่านที่เราทุกคน จะมองข้ามพ้นไปไม่ได้!!!
‘ความสามารถที่จะเปลี่ยนมุมมอง เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ที่จะทำให้เรากล้าเผชิญ กับปัญหาในชีวิตประจำวันได้...!’
บทกล่าวนำข้างต้น...เป็นของหนังสือ 'ปัญญาเปลี่ยนชีวิต' (Trois Amis en Quête de Sagesse) : บทสนทนาระหว่าง ภิกษุ นักปราชญ์ และจิตแพทย์..ว่าด้วยเรื่อง 'แนวทางสำคัญในการดำเนินชีวิต' นี่คือหนังสือ..ที่สร้างสรรค์ขึ้น จากมิตรภาพและสัมพันธภาพของปราชญ์ผู้เฉลียวฉลาดแห่งโลกรวมสามท่าน ประกอบด้วย..‘มาติเยอ ริการ์‘ / ‘อเล็กซองด์ร โจแลง’ / และ.. ‘คริสตอฟ อังเดร’/ โดยมีเป้าประสงค์ที่จะให้หนังสือเล่มนี้ สามารถเป็นโอกาสที่ดีงามแห่งการแบ่งปันความคิดเห็น และประสบการณ์ชีวิต ระหว่างผู้เขียนทั้งสาม กับผู้อ่านทั้งหลาย.. !
ประสบการณ์แห่งชีวิตที่แตกต่างกันของเหล่าผู้เขียน 'ระหว่าง..นักปรัชญา พระภิกษุ และ จิตแพทย์' ล้วนคือ..ประมวลความคิดที่นำไปสู่..การแลกเปลี่ยนภูมิรู้อัน 'อุดมสุข' ในหัวข้อทางปรัชญาชีวิต ที่มนุษย์เราทุกคนจำเป็นที่จะต้องหยั่งคิด ! ..ซึ่งมันคือจิตปัญญา ที่เกี่ยวเนื่องกับ การแสวงหาแนวทางในการดำเนินชีวิตของคนเราทุกๆ คน..!
‘..ปัญญาคือการเดินทาง..มันหมายถึงว่า..เหล่าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ก็ไม่เคยอ้างตัวถึงการ เป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือต้นแบบของการบรรลุ ..! พวกท่านเหล่านั้น..เพียงระบุว่า..เป็นผู้ตระหนักถึงเส้นทางแห่งการบรรลุว่า..มันยาวไกล และไปถึงได้ยากลำบากเพียงไหน?’ เท่านั้น..
เกียรติประวัติและภูมิปัญญาของผู้เขียนในนามแห่งนักคิดทั้งสามท่าน ล้วนแต่น่าศึกษาและน่าสนใจยิ่ง
มาร์ติเยอ ริการ์: เป็นพระภิกษุสายวัชรยาน มีอดีตเป็น นักพันธุกรรมศาสตร์ระดับโมเลกุล/ และช่างภาพ...เคยทำหน้าที่ 'ล่าม' ให้องค์ทะไลลามะ..ผลงานด้านหนังสือของท่าน.. ได้แก่ “ความสุข : คู่มือทักษะชีวิต / ศิลปะกับการปฏิบัติสมาธิ / ควอนตัมกับดอกบัว / และ พระภิกษุกับนักปรัชญา /”
คริสตอฟ อังเดร: คือ จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน จิตวิทยาอารมณ์ หนังสือที่โด่งดังของท่านคือ “Looking at Mindfulness and Feeling and Mood”/
อเล็กซองด์ร โจแลง: นักเขียน..นักปรัชญา ผู้ใช้เวลาถึง 17 ปี ในบ้านพักผู้พิการทางกาย ผลงานหนังสือที่โด่งดังและมีชื่อเสียงของท่านคือ.. “In Praise of Weakness”ทั้งสามท่านได้แลกเปลี่ยนมุมมองแห่งวิถีของการดำรงอยู่และดำเนินไปแห่งชีวิต ด้วยวิจารณญาณ อันละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง และรัดกุมต่อการ ..ทำความเข้าใจ! โดยมุ่งเน้นไปที่ การแสวงหาทางจิตใจ การสืบค้นหาความหมายของสรรพสิ่งในชีวิต การฝึกฝนจิตใจอย่างแม่นตรง และความเข้าใจในธรรมชาติของความเป็นมนุษย์..นานา!
“แม้แต่ความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็จะไร้ค่า หากเราไม่สามัคคีกัน และไม่ทำให้เราเขยิบเข้าใกล้เพื่อนมนุษย์ของเรา ขณะที่..การทำเพื่อตนเองถ่ายเดียว..ก็จะถูกกักไว้จนอับชื้น หากไม่ได้เปิดออกสู่ ‘ความโอบอ้อม’ ที่แท้จริง!”
..การใช้ปัญญาเปลี่ยนชีวิต ในสาระอันมีคุณค่าจากหนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยหลักการ ที่สื่อให้ประจักษ์ถึง.. การเห็นอกเห็นใจและการยังประโยชน์ให้ผู้อื่น โดยการเปลี่ยนชีวิต จากการเป็น 'ศูนย์กลางของตนเอง' ไปสู่ การเกื้อกูล และให้อภัยผู้อื่น อันนำมาสู่ความยั่งยืน ..! ..การยอมรับความจริง และการปล่อยวาง (Stoicism)..ด้วยการมุ่งเน้น ..การยอมรับใน 'สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้' ..และยอมที่จะอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด โดยการเปลี่ยนความผิดหวังให้เป็นบทเรียน..! ..การรู้จักสังเกตและจัดการกับอารมณ์ โดยความเข้าใจกลไกของอัตตา กระทั่งสามารถแยกแยะและอยู่ร่วมกับอารมณ์ความรู้สึก อย่างไม่เก็บกดหรือหลีกหนี..! และสุดท้าย..การฝึกฝนตนเอง (Practice)..ด้วยความเชื่อที่เชื่อกันว่า ปัญหาต่างๆ จะไม่เกิดขึ้น..เพียงเพราะการอ่านหรือการคิด แต่มันจะต้องผ่านการลงมือปฏิบัติและฝึกสติอย่างสม่ำเสมอเสียก่อน ..!
“เราต่างคนต่างมีบทบาทของตน..เราเริ่มสังเกตว่า การให้คุณค่าและมุมมองต่อชีวิตของเรา น่าสนใจ จึงเกิดความคิดร่วมกันว่า..จะทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา.. !”
“..มาติเยอ ริการ์”..ได้แสดงทัศนะชีวิต ผ่านการพูดคุยร่วมกันว่า.. “..พุทธศาสนาได้บอกไว้...หากศาสนานั้นซึมซับจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา ก็ถือว่าคำสอนนั้นมีความหมายมีคุณค่า เพราะนอกเหนือจากนั้นก็เป็นแค่การพูดพล่าม เปรียบเสมือน การสะสมใบสั่งยาของแพทย์โดยไม่ปฏิบัติตาม แผนการรักษา มันก็จะทำให้..ไม่สามารถหายจากโรคภัยได้.. ..ต้องตระหนักว่า..ความคิดนั้นเป็นประโยชน์ สำหรับการทำให้..การถกเถียงกันกระจ่างขึ้น โดยรู้ว่าเราสมควรต้องไปในทางใด? ... ต้องกำหนดในกติกาหลักๆ ว่า เราควรลงมือทำอย่างไร? .. ทั้งนี้หากเรายังไม่เริ่มลงมือทำเลยก็ไร้ประโยชน์..!
คนบางจำพวก เมื่อมีแนวคิดใหม่ๆ ก็ชอบนำเสนอเผยแพร่แนวคิดนั้น! ..แต่จุดประสงค์ของเราคือการแบ่งปันกันมากกว่า แบ่งปันสิ่งที่ได้รับต่อจากครูบาอาจารย์ ...จากผองธรรมาจารย์หรือจากเหล่าอาจารย์อื่นๆ จากการศึกษาของเรา และจากการฝึกสมาธิ หรือจากการให้การบำบัด.. ..ปัญญาธิคุณหรือกรุณาธิคุณของเหล่าธรรมาจารย์นั่นเอง ที่ทำให้สามารถเปลี่ยนปลงตนเอง และอุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้..! ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่จักต้องแบ่งปันสิ่งที่ ‘ธรรมาจารย์’ ทั้งหลายเหล่านั้นได้เคยสอนสั่งมา ก็ต้องทำให้ดีที่สุด โดยไม่ทรยศ บิดเบือนสารที่อาจารย์ได้เคยสอนสั่งมา .....”
ในมิติคิดและความมุ่งหมายของ “คริสตอฟ อังเดร” ..เขาได้แสดงทัศนะหลักออกมาว่า.. “ในแง่ที่ผมเป็นแพทย์ผู้รักษา ต้องเผชิญกับการคาดหมายและอุปสรรค จากกลุ่มคนไข้ซึ่งไม่เห็นคุณค่าของตนเอง...! ในขอบข่ายงานของผม ขั้นแรกเป็นการปลุกอัตตา ฟื้นฟูให้อัตตาสมบูรณ์แข็งแกร่งมีพลังขึ้น.. ...หลายคนเกลียดตัวเอง..ผมจึงต้องรีบทำงานโดยเร็ว ถ้าผมให้กำลังใจพวกเขา สนับสนุนให้พวกเขาดูแลผู้อื่น จะทำให้พวกเขารู้สึกดีขึ้น..แต่ผมจะไม่ทำตามระบบ..!
*ผมรู้ว่า สักช่วงหนึ่งก็ต้องค่อยๆ ปล่อยสิ่งที่พวกเขากำลังแบกอยู่ หรืออย่างน้อยก็ค่อยๆ ลดการที่ยึดเอาตนเองเป็นศูนย์กลางออกไปบ้าง..ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป อย่ารีบเร่งจนเกินไป.. ..ผมคิดอยู่ตลอดเวลาขณะปฏิบัติ..นั่นคือสิ่งที่ ‘เผยตัวตนของนักบำบัด’ ..อันหมายถึง ณ ขณะที่แพทย์กำลังเผชิญกับความทุกข์ของคนอื่น แพทย์ก็ควรจะเล่าถึง “ความทุกข์ของตนเองบ้าง”!!....
...ในปณิธานของ “อเล็กซองด์ร โจแลง”..เขาได้พูดไว้อย่างน่ารับฟังและลุ่มลึกว่า.. “..มิตรภาพเยียวยาความจริงจากความชั่ว..ปีกของมิตรภาพคอยพยุงโอบอุ้ม ช่วยเหลือปลอบโยน และ..มิตรภาพนั่นแหละ ที่นำเรามาพบกัน ถักทอสายสัมพันธ์อันลึกซึ้ง ทำให้เรามารวมตัวกัน และ..ไม่มีสิ่งที่จะทำลายได้ ที่สำคัญ..เราต้องไม่ลืมว่า..เราทุกคนต่างคือผู้ร่วมทีม ที่ต่างลงเรือลำเดียวกัน เราทุกคนต้องร่วมข้ามห้วงสมุทรแห่งทุกข์ไปด้วยกัน พลังอันเป็นพลวัตนี้แหละ..คือสิ่งที่ผมควรอุทิศให้กับหนังสือเล่มนี้..!
*..หากไม่ได้เปิดออกสู่ความโอบอ้อมที่แท้จริง อัตตาตัวเก่งแต่บิดเบี้ยวนี่แหละ ที่รวบรวมทุกอย่างหรือเกือบทุกอย่างเข้าไว้..! แน่นอนว่ามันคือความยึดมั่นและเห็นแก่ตัวจนลืมคนอื่นๆ และแล้วก็ทำร้ายทำลาย และแผดเผาตัวเราเอง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.. เราจึงมองหาเครื่องมือ ที่จะไม่ทำให้เราติดอยู่ในบ่วงนี้ โดยรีบเสาะหาการปฏิบัติที่ปลดปล่อยเราจากความเสี่ยงนี้..สู่อิสรภาพ...!
“ปัญญาเปลี่ยนชีวิต”...คือหนังสือแห่งความคลี่คลาย ที่ลึกล้ำทางปัญญา..เป็นสายธารแห่ง 'ธรรมปฏิบัติ' และ 'จิตปฏิบัติ' อันสื่อถึงการรับรู้ในความรู้สึกที่น่าใคร่ครวญ..ถึงการปฏิบัติในบทบาทต่างๆ ของความเป็นชีวิตหนึ่ง... สารัตถะ..ทางปัญญานี้มีส่วนทำให้การสนองตอบแห่งใจ..ไหวเคลื่อน..เป็นพลัง ที่สร้างค่าในสำนึกรู้ได้อย่างอเนกอนันต์..!
“...ความคิดที่เกี่ยวกับสถานภาพทำให้ก้าวสู่อิสรภาพมากๆ นี่แหละเป็นเข็มทิศในวันที่ทุกอย่างเลวร้าย.. เป็นแรงสนับสนุนให้เชื่อมกับการเรียกร้อง ที่อยู่ลุ่มลึกที่สุดในชีวิตของเรา..! จริงอยู่สิ่งที่มากระทบในชีวิตประจำวัน และการสังเกตตัวเองอย่างหยาบที่สุด ได้เผยให้เห็นถึงจุดบกพร่องมากมาย..ที่ทำให้ลดคุณค่าในตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น การถูกเย้ยหยัน การถูกติฉินนินทา หรือ ความอิจฉา.. การจะจำกัดข้อบกพร่องเหล่านี้ให้หมดไปไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ห้ามให้เรา ไม่ให้เชื่อในเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์..! เหตุนี้..เราจึงต้องเพิ่มพลังเป็นทวีคูณเพื่อเข้าถึง ‘ส่วนลึกของส่วนที่ลึกที่สุด’..แห่งธรรมชาติความเป็นมนุษย์ของเรา..ที่ลุ่มลึกและหลุดพ้นจาก ‘กลไกของความเป็นอารมณ์เหล่านั้น!!’
“พูลสุข ตันพรหม” แปลและสื่อความลุ่มลึกของหนังสือเล่มนี้ออกมาได้อย่าง ถ่องแท้และเข้าใจ..เห็นถึง..สาระหลักแห่งบทสนทนาที่นำไปสู่การเข้าถึง การกระตุ้นจิตใจเพื่อชีวิตที่เป็นสุข และเป็นที่รัก ! ภายใต้การเล่นบทบาท..ภายในโรงละครของสังคม..
“..หญ้าที่กระจัดกระจายอยู่ร้อยก้าน ย่อมไม่สามารถทำอะไรได้ แต่หากนำมามัดรวมกันเป็นไม้กวาด ก็สามารถนำมาทำความสะอาดได้.. การทำความสะอาดอันหมายถึง ‘การพยายามฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ..เพื่อสังคมโลกที่ดีขึ้น..!’..








