ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต
“...การเข้าใจชีวิต ผ่านสำนึกรู้ที่เกิดจากทักษะของความเป็นตัวตนที่แท้ จักเป็นเหมือน สัญญะ แห่งการนำทาง ให้คนเราทุกคนได้ก้าวผ่านช่วงเวลาของความยากลำบากไปได้...
และเมื่อเราได้สัมผัสต่อภาวะแห่งความเข้าใจในกลไกการทำงานของจิตใจ รวมทั้งได้เรียนรู้ว่า วิธีการที่เหมาะสมต่อการจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกนั้น จะไม่เป็นเพียงการสร้างเบาะนุ่มๆ ไว้รองรับจิตใจในวันที่พายุร้ายโหมกระหน่ำเข้าใส่ แต่มันกลับเติบโตจนสามารถรองรับความเป็นไปอันวิกฤตของโลกได้ดีขึ้น ในทุกๆ วัน!
แต่ถึงกระนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราต่างจำเป็นที่จะต้อง “ระวังหลุมพรางทางอารมณ์” ที่จะบังเกิดขึ้นกับความเป็นไปของชีวิตในทุกๆ เมื่อ! และนั่นคือสิ่งสำคัญที่จะต้องจดจำ เพื่อกำหนดทิศทางอันมีคุณค่าของอนาคต!
“เราอยากเดินไปทางนั้นหรือเปล่า... ถ้าไม่อยากเราจะปรับเปลี่ยนทิศทางอย่างไร เพื่อมุ่งไปสู่สิ่งที่สำคัญกับตัวเองมากที่สุด?”
สาระสำคัญเบื้องต้น คือ นัยแห่งจิตปัญญาจากหนังสืออันเปี่ยมไปด้วยหลักคิดอันมีคุณค่าต่อชีวิต ณ วันนี้ ที่น่าสนใจยิ่ง... “Why Has Nobody Told Me This Before? (วิชาสำคัญที่คุณควรรู้ ก่อนที่ชีวิตจะสอนคุณ)” ผลงานสร้างสรรค์ของ “ดร. จูลี่ สมิธ” (Dr. Julie Smith) นักจิตวิทยาคลินิกผู้มากประสบการณ์ โดยเธอเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่ผู้คนในหลากหลายวงการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการและนักกีฬาอาชีพ เธอให้ความรู้เรื่องสุขภาพบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมีผู้ติดตามกว่าสามล้านห้าแสนคน ภายในเวลาไม่ถึงสองปี
“...สิ่งหนึ่งที่สามารถทำลายแรงจูงใจได้ ก็คือมุมมองที่เรามีต่อความล้มเหลว ซึ่งขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่เรามีต่อมัน หากมองว่าการทำพลาดและหลุดออกมานอกเส้นทาง หมายความว่าเราต้องตำหนิและโจมตีตัวเองอย่างรุนแรง... เราก็มีแนวโน้มที่จะรู้สึกอับอายและพ่ายแพ้ และถ้าคิดว่าเราล้มเหลว ก็หมายถึงเราไร้ค่า... เหตุนี้เราก็จะรู้สึกหนักใจกับการเริ่มต้นทำในสิ่งใหม่ๆ และเอาแต่ ผัดวันประกันพรุ่ง... นี่คือการตัดสินใจตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อปกป้องตัวเองจากความอับอาย ซึ่งเป็นภัยคุกคามทางจิตใจ!”
“ดร. จูลี่” ได้กำหนดแนวทางสร้างสรรค์หนังสือเล่มนี้ของเธอ ด้วยการมุ่งหวังให้ผู้อ่านทุกคนได้พบกับกลไกแห่งความเข้าใจในความคิดของตัวเอง เพื่อจะได้ก่อเกิดหลักการแห่งการบริหารความคิดและชีวิตอย่างมีสติ รวมทั้งยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางกายให้เกิดขึ้น ด้วยโครงสร้างแห่งองค์ความรู้ทางจิตวิทยา ที่ได้รวบรวมเครื่องมือทางจิตบำบัด เพื่อใช้รับมือกับอารมณ์และความรู้สึกเชิงลบ ความเครียดอันตึงเครียด และความท้าทายต่างๆ นานาในชีวิตประจำวัน!
“เมื่อเข้าใจแล้วว่า ความคิดและอารมณ์ที่ก่อให้เกิดความทุกข์ใจไม่ใช่ความจริง สิ่งที่เราควรทำก็คือการพิจารณาความคิดหรืออารมณ์ดังกล่าว ว่ามันสะท้อนให้เห็นความเป็นจริงได้จริงหรือไม่ และมีทางเลือกอื่นที่เป็นประโยชน์มากกว่าหรือเปล่า?
แต่ถ้าเรามองว่าความคิดและอารมณ์เป็นความจริง ก็เท่ากับว่าเรายอมให้มันเป็นตัวกำหนดความคิดและการกระทำของเราในอนาคต... เมื่อเป็นเช่นนี้ ชีวิตของเราก็จะเต็มไปด้วยการตอบสนองต่ออารมณ์อย่างต่อเนื่อง แทนที่จะเป็นการตัดสินด้วยข้อมูลอย่างถี่ถ้วน!”
นอกจากนี้ “ดร. จูลี่” ยังได้เน้นย้ำและระบุถึงความสำคัญของ “การซ่อมแซมความสัมพันธ์” ระหว่างชีวิต ด้วยการเรียนรู้ที่จะต้องยอมรับต่อความผิดพลาดในความสัมพันธ์! ดังนี้... การซ่อมแซมความไว้วางใจ แทนการจมปลักอยู่กับความผิดพลาด จึงถือเป็นความจำเป็นที่จักต้องปฏิบัติ เพื่อค้ำจุนและเชิดชูชีวิต!
“ความคาดหวังจำนวนมาก ทำให้ผู้คนเชื่ออย่างผิดๆ ว่าพวกเขากำลังเสียสติ ทำผิดพลาด อ่อนแอ และโดดเดี่ยว... แต่ความจริงก็คือว่า ความรู้สึกทุกอย่าง ทั้งที่ดีและเลวร้าย ล้วนเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นบนวิถีนี้... การไม่พูดคุยเรื่องความโศกเศร้า เพราะมองว่ามันเป็นเรื่องต้องห้าม จะทำให้เรากังวลว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นถูกต้องหรือไม่?”
ในทางตรงข้าม “วิธีตรงกันข้าม” ซึ่งมีประโยชน์มากกว่าก็คือ การพัฒนาความสัมพันธ์ที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจกับทั้งตัวคุณเองและผู้อื่น ซึ่งความสัมพันธ์เช่นนี้คือพื้นที่ปลอดภัยในการเปิดเผยความรู้สึกของคุณและทุกผู้ทุกคนโดยแท้จริง!
ว่ากันว่า การเอาใจใส่ดูแล “สุขภาพจิตในขั้นพื้นฐาน” เช่น การดูแลตนเองผ่านการนอนหลับ การจัดระเบียบความคิด กระทั่งการออกกำลังกาย เหล่านี้ถือเป็นเสาหลักสำคัญที่จักทำให้เราทุกคนได้มีจิตใจที่แข็งแรงยิ่งๆ ขึ้น!
“การป้องกันไม่ให้ชีวิตหลุดออกนอกเส้นทาง เมื่อต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ชวนให้ยอมแพ้ สิ่งที่จักต้องทำก็คือให้นึกถึงสิ่งที่ต้องการเปลี่ยนแปลง โดยการระบุถึงอุปสรรคที่จะทำให้ต้องหลุดออกไปนอกเส้นทาง... จากนั้น จะต้องคิดและวางแผนว่า การกระทำใดสามารถสอดคล้องกับค่านิยมและเป้าหมายของเรา ซึ่งมันจะช่วยให้เรารับมือได้โดยไม่หลุดออกนอกเส้นทาง หรือถอดใจยอมแพ้ โดยวางแผนสถานการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าจะทำอย่างไรจึงจะทำตามแผนที่วางไว้ได้ง่ายที่สุด!”
แน่นอนว่า สถานการณ์ที่ยากลำบากอาจทำให้เรารู้สึกแย่ แต่การคาดการณ์ถึงสถานการณ์ดังกล่าวนี้ รวมทั้งการเตรียมแผนรับมือไว้ล่วงหน้า จะช่วยให้เราไม่ต้องคิดหาทางออกเมื่อมันได้เกิดขึ้น รวมถึงไม่ต้องพยายาม ปลุกปล้ำ กับสิ่งล่อใจหรือแรงจูงใจใดๆ!
ยิ่งไปกว่านั้น เราจำเป็นต้องจัดการกับความคิด (Mindset Management) ด้วยการเรียนรู้ที่จะแยกแยะความจริงกับความคิดในหัว โดยไม่ปล่อยให้ความผิดพลาดสามารถนิยามตัวตน และสามารถสร้างความมั่นใจในการรับมือกับปัญหา กระทั่งสามารถก้าวไปสู่ “การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน” อันหมายถึง การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ที่สม่ำเสมอ แทนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ทำไม่ได้จริง!
“ภาวะทางกาย อารมณ์ ความคิด และการกระทำของเรา ก็เหมือนกับเชือกแต่ละเส้นที่ถูกนำมาสานทำเป็นตะกร้า เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยหนึ่งโดยไม่กระทบปัจจัยอื่นๆ ได้”
ที่สุดแล้ว เราต้องกล้าที่จะไม่สมบูรณ์แบบ กล้าที่จะเชื่องช้า งุ่มง่าม และไม่พร้อมในสายตาของคนอื่นๆ ในช่วงเริ่มต้น ทั้งนี้เพื่อจะได้สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นจากประสบการณ์จริง และจะต้องยอมรับอย่างจริงใจแท้จริงให้ได้ว่า อารมณ์ของชีวิตเราเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกเครียด กลัว หรือเศร้า ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นหาใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่มันคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่ไม่จำเป็นต้องมีความสุขตลอดเวลา!
“หลายคนใช้ชีวิตโดยไม่ค่อยได้สำรวจพฤติกรรมของตนเองที่ส่งผลต่อประสบการณ์ของชีวิตเลย สิ่งแรกที่เราต้องทำเพื่อพัฒนาการยอมรับตัวเอง ก็คือการเข้าใจว่าตอนนี้เราคือใคร? และอยากเป็นคนแบบไหน? โดยการตระหนักรู้ในตนเองด้วยการคิดทบทวนที่สามารถช่วยเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการปรึกษากับจิตแพทย์ การพูดคุยกับเพื่อน หรือการเขียนบันทึก ทั้งหมดล้วนช่วยให้เราได้ไตร่ตรองเกี่ยวกับตัวเองและประสบการณ์ ส่งผลให้เราได้เรียนรู้มากขึ้นว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน เพื่อพยายามทำเช่นนั้นให้ได้ ซึ่งถ้าไม่สังเกตให้ดี เราก็อาจพลาดสัญญาณเหล่านี้!”
“ดร. จูลี่” ได้ให้ข้อสังเกตสำคัญต่อการเกื้อกูลอารมณ์และความคิดของมนุษย์เราเป็นการปิดท้ายว่า มันเกี่ยวเนื่องกับ “ความรู้สึกทึ่ง” ซึ่งเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการฝึกสมาธิ ซึ่งมีผลให้เราสามารถเว้นระยะจากความคิดและอารมณ์ได้ และสามารถพบเจอกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินความเข้าใจของตนเอง เช่น ความงามของสิ่งที่งดงาม ความสามารถอันแสนพิเศษ หรือความเป็นโลกของธรรมชาติ ช่วงเวลาแห่งการพบเจอเหล่านี้ ทำให้เราต้องทบทวนความคิดและประเมินสิ่งต่างๆ ใหม่ เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ใหม่นี้ ไล่ตั้งแต่การได้เจอผู้นำที่ทรงอำนาจและสง่างาม ไปจนถึงการมองขึ้นไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืนแล้วครุ่นคิดเกี่ยวกับจักรวาล และการได้เกิดมาบนโลกใบนี้...
“ประสบการณ์ที่น่าทึ่งบางอย่าง ก็เป็นสิ่งที่เราจะได้พบเจอเพียงครั้งเดียวในชีวิต เช่น การได้เห็นเด็กคนหนึ่งลืมตาดูโลก แต่บางประสบการณ์ก็เป็นสิ่งที่เราพบเจอได้บ่อยกว่า เช่น การมองท้องทะเล การเดินเล่นในป่า หรือการฟังเพลงจากนักร้องที่มีเสียงทรงพลัง... มีผู้คนที่ใช้ ‘ความรู้สึกทึ่ง’ ดึงตัวเองออกมาจากเรื่องหยุมหยิมอันแสนวุ่นวายในชีวิตประจำวัน และขยายขอบเขตของความจดจ่อจากเรื่องเล็กๆ ไปยังโลกอันแสนกว้างใหญ่ และสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าโลกใบนี้... และการวิจัยทางจิตวิทยาก็ได้ตระหนักถึง ‘ความสำคัญของอารมณ์เชิงบวก’ ไม่ใช่แค่การกำจัดอารมณ์เชิงลบเพียงอย่างเดียว!”
“นี่คือส่วนหนึ่งในภาพรวมแห่งแก่นแกนของหนังสือเล่มนี้” วิชาสำคัญที่คุณควรรู้ ก่อนที่ชีวิตจะสอนคุณ... หนังสือให้ข้อคำถามแก่เราทุกคน เพื่อจะได้แสวงหาคำตอบอันแม่นตรงและลึกล้ำ...
ถ้าคุณมีชีวิตได้เพียงครั้งเดียว คุณสร้างผลกระทบในเรื่องใดบ้าง ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่?
คุณอยากให้ผู้คนในชีวิตของคุณรู้สึกอย่างไรเมื่อมีคุณอยู่ข้างๆ? คุณอยากให้เพื่อนๆ และครอบครัวมองว่าคุณเป็นคนอย่างไร?
คุณอยากเป็นคนแบบไหนเพื่อผู้คนในชีวิตของคุณ? คุณอยากมีปฏิสัมพันธ์ และสร้างประโยชน์ให้กับชีวิตของพวกเขาอย่างไร?
ถ้าไม่มีใครรู้ว่าคุณใช้เวลาไปกับอะไร คุณจะยังทำสิ่งนั้นอีกหรือไม่?
ถ้าอยากให้ตัวเองในชั่วชีวิตถัดไป มองย้อนกลับมาในช่วงเวลานี้ด้วยความภูมิใจและพึงพอใจในการรับมือกับความท้าทายต่างๆ คุณควรจะใช้ชีวิตในทุกๆ วันอย่างไร?
และ... คุณอยากให้คุณค่ากับอะไรในความสัมพันธ์ที่มีกับตัวเอง การพัฒนาตัวเอง และสุขภาพ... มีอะไรบ้างที่สำคัญกับคุณในแง่มุมเหล่านี้?
เหล่านี้คือคำถามที่จำเป็นต้องค้นหาคำตอบ มันคือปริศนาแห่งชีวิตที่เห็นอยู่ตำตาในวันนี้ สู่การชี้ทางของอนาคตในวันพรุ่งที่ไม่อาจเลี่ยงพ้นและมองข้ามไปได้!
“ดุษฎี สืบแสงอินทร์” แปลและถอดความหนังสือเล่มนี้ออกมาได้อย่างประณีต นำเราไปสู่การมองโลกในวิถีของจิตวิทยา ผ่านการทำงานของจิตใจ ระหว่างตัวตนภายในของผู้คน ผ่านเวิ้งกว้างของสำนึกรู้อันเปิดเปลือยและเต็มไปด้วยแรงจูงใจในการใใฝ่หาสาระอันแยบยลของทุกๆ คำตอบ!
...ผ่านความเข้าใจในภาวะจิตตก ผ่านหลุมพรางของอารมณ์ และผ่านวาระแห่งการเปลี่ยนวันแย่ๆ ให้เป็นวันดีๆ กระทั่งความเป็นชีวิต สามารถบรรลุอุปสรรค และได้พบกับความสุขที่เป็นความสุขแท้... ในที่สุด!
“การเข้าใจในกลไกการทำงานของจิตใจมากขึ้น และสามารถรู้แนวทางที่เหมาะสมในการรับมือกับอารมณ์ความรู้สึก ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณบ่มเพาะความยืดหยุ่นทางด้านจิตใจได้ แต่ยังสามารถพัฒนาตัวเอง และตระหนักถึงการเติบโตเหล่านั้นด้วย!!!”
#WhyHasNobodyToldMeThisBefore #จิตวิทยา #พัฒนาตัวเอง #สุขภาพจิต #แรงบันดาลใจ #การใช้ชีวิต #Mindset #ความสุข #หนังสือดีน่าอ่าน #ข้อคิดชีวิต #siamrathonline








