คนโลกสวย / ทวี สุรฤทธิกุล
ความสุขของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนก็แค่พอใจในสิ่งที่มีอยู่หรือชีวิตที่เป็นอยู่ แต่บางคนก็ต้องมีอะไรหรือได้อะไรที่เป็นพิเศษและมีชีวิตที่เลิศหรูต่าง ๆ
หลายท่านรวมทั้งผู้เขียนด้วยคนหนึ่งอาจจะมองว่า ชีวิตในวัยเด็กน่าจะเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมากที่สุด แต่พอไปอ่านงานวิจัยของนักจิตวิทยากลับบอกว่า ช่วงชีวิตที่คนเรามีความสุขที่สุดคือคนวัยหนุ่มสาว ในอายุ 16 -25 ปี ที่อยู่ในวัยช่างคิดช่างฝัน สนุกสนานและแสวงหา รองลงมาคือคนที่เกษียณจากหน้าที่การงานในวัยหลัง 60 ปี ที่มีครอบครัวที่สมบูรณ์ และอันดับสามคือคนที่มีอายุเกิน 75 ปี ที่มีสุขภาพแข็งแรง ส่วนวัยเด็กนั้นจะเป็นความสุขแบบชั่วคราวหรือมีความสุขในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ และมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่ในช่วงวัยอื่น ๆ มาก
ผู้เขียนมีเพื่อนทั้งร่วมวัยและต่างวัยอยู่หลายกลุ่ม ในหมู่เพื่อนร่วมวัยมักจะเป็นกลุ่มเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกันและเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่ที่สนิทสนมกันมากก็คือเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน บ้างก็ในชั้นโรงเรียนประถม บ้างก็ในชั้นมัธยม จนที่มีความสนิทสนมกันมากที่สุดก็คือในมหาวิทยาลัย แต่พอมาทำงานมีเพื่อนร่วมงานก็อาจจะมีความสนิทสนมกันในระดับหนึ่ง เพราะในบางอาชีพ เช่น ข้าราชการ อาจจะต้องมีความแข่งขันกันสูง รวมถึงต้องคอยประจบเอาใจเจ้านาย ทำให้ความสนิทสนมไม่ค่อยสนิทใจเหมือนก่อน จนเมื่อเกษียณออกมาจากหน้าที่การงาน จึงจะได้มาสร้างความสนิทสนมกันใหม่ โดยเฉพาะในการแสวงหาความสุขในเรื่องต่าง ๆ ด้วยกัน เช่น สังสรรค์ ท่องเที่ยว หรืองานอดิเรกที่ชอบ
เพื่อนร่วมวัยของผู้เขียนกลุ่มหนึ่งเป็นพวก “ชอบกินชอบเที่ยว” เราสนิทกันมากพอสมควรมาตั้งแต่ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัย พอทำงานก็แยกย้ายกันไป ไม่ค่อยได้เจอกัน จนกระทั่ง 4 - 5 ปีก่อนเกษียณก็มา “จอยกัน” ด้วยการนัดแนะไปหาของกินต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ นัยว่าตอนที่ทำงานก็มัวแต่หาเงิน ต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย สร้างเนื้อสร้างตัว ทุกคนไม่ได้ร่ำรวย แค่พอมีเงินเหลือบ้างก็เอามา “ซื้อความสุข” พวกเราเคยไปต่างประเทศด้วยกัน 2 - 3 ครั้ง ครั้งแรกก็ไปฮ่องกงเพื่อหาของกินอร่อย ๆ ครั้งที่สองไปเวียดนามเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ ดูซากสงครามต่าง ๆ และครั้งหลังสุดไปอิตาลี โดยเน้นไปที่เกาะซิซิลีโดยเฉพาะ เพราะพวกเราชอบภาพยนตร์เรื่อง “เดอะ กอดฟาเธอร์” นี่ก็วางแผนกันว่าถ้ายังแข็งแรงพอก็จะพากันไปเที่ยวทิเบต ที่เชื่อกันว่าว่าอยู่ใกล้สวรรค์ที่สุด คือบนเทือกเขาหิมาลัยที่อยู่ในบริเวณนั้น
อีกกลุ่มหนึ่งเป็นเพื่อนต่างวัย ส่วนใหญ่เป็นพี่ ๆ ผู้หญิงที่เคยทำงานในหน่วยงานเดียวกัน เธอ ๆ ชอบลีลาศและร้องเพลง นัยว่าทำให้สุขภาพกายใจแข็งแรงและอายุยืน ทีนี้ก็มีปัญหาว่าผู้ชายในวัยเดียวกันกับพวกเธอดูไม่ค่อยแข็งแรง จึงต้องอาศัย “หนุ่มน้อย” รุ่นน้องไปช่วยร่วมกิจกรรมในกลุ่ม แม้ว่าผู้เขียนไม่เคยเต้นลีลาศมาก่อน ก็ถูกเคี่ยวเข็ญให้ออกไปเต้นและเรียนไปพร้อม ๆ กัน จนเดี๋ยวนี้ก็พอกล้อมแกล้มเต้น “พอดูได้” ส่วนร้องเพลงก็พอร้องได้มาก่อน ก็เลยไม่ลำบากเท่าใด แม้จะต้องพยายามร้องแต่ “เพลงร่วมสมัย” คือสมัยของพวกพี่ ๆ ผู้หญิงเหล่านั้น แต่ที่มีความสุขก็คือได้เห็นพวกพี่ ๆ เขามีความสุข ก็พลอยทำให้เรา “ปลื้ม” และสุขใจไปด้วย
ในส่วนตัวผู้เขียน อย่างที่บอกมาแล้วก็คือชอบชีวิตของตัวเองในวัยเด็กมาก จำได้ว่า “ไม่มีความทุกข์เลย” รู้สึกแต่ว่าช่างเป็นโลกที่รื่นรมย์และรื่นเริงเสียจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ครอบครัวก็ไม่สมบูรณ์ เพราะพ่อแม่แยกทางกัน ต้องอยู่กับตายายและปู้ย่ามาตั้งแต่เด็ก ๆ โดยเติบโตมาในบ้านตายายที่ห้วยขวาง มีเพื่อนเล่นใกล้ ๆ บ้านหลายคน จนเข้าโรงเรียนในชั้นอนุบาลก็เข้าโรงเรียนใกล้บ้าน มีเพื่อนและครูที่น่ารัก ก็รักเพื่อนและโรงเรียน แต่พอขึ้นชั้นประถมศึกษาได้ปีเดียว พ่อที่แยกกันกับแม่ก็ก็มาทวงสิทธิ์เอาตัวผู้เขียนไปเรียนที่หมู่บ้านไกลปืนเที่ยงในจังหวัดนครราชสีมา ฝากไว้กับปู่ย่าก็มีความสนุกสนานกับท้องนาและควาย มีความประทับใจในชีวิตชนบทและธรรมชาติของท้องทุ่งมาก จนเมื่อต้องกลับมาเรียนในกรุงเทพฯ ตอนนี้เริ่มเป็นวัยรุ่นก็เริ่มมีความอึดอัด อยากเป็นโน่นเป็นนี่ ไม่ค่อยสุขสบายเหมือนตอนอยู่บ้านนอก โชคดีที่สอบเอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็ได้มามีเพื่อนกลุ่มใหม่ แต่ก็มีทั้งสุขและทุกข์ เพราะเพื่อนพากินเหล้า สำมะเลเทเมา จนคะแนนดิ่งเหว ดีว่ามาอกหักตอนปี 3 กลับไปเรียนอย่างตั้งใจ ทำให้ไต่คะแนนกลับขึ้นมาพอเพียงที่จะเรียนต่อปริญญาโท จากนั้นก็ทำงานซึ่งในความทรงจำช่วงแรก ๆ ก็วุ่นวายมาก เอาเป็นว่าช่วงที่มีความสุขคือในวัย 5 - 10 ขวบเท่านั้น เพราะเหมือนว่าจะไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แม้ว่าทุกวันนี้จะเกษียณมาหลายปีแล้ว ก็ยังคิดถึง “ความสุขในวัยเด็ก” อยู่เสมอ
ที่เล่าในเรื่องชีวิตส่วนตัวมานี้ ก็เพียงเพื่อเป็นตัวอย่างของ “ความหมายของความสุข” ที่แต่ละคนอาจจะมีลักษณะของความสุขที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ผู้เขียนเคยอ่านเจอในตำราจิตวิทยาบอกว่า “การรำลึกถึงความสุข” (Happiness Recognition) จะช่วยทำให้เรามีความสุขอยู่เสมอ แม้แต่ในเวลาที่มีความทุกข์ หากเรานึกช่วงเวลาที่เรามีความสุข เหตุการณ์ บุคคล หรือสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เรามีความสุข สิ่งหนึ่งก็คือร่างกายเราจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ซึ่งจะช่วยเยียวยาหรือรักษาความทุกข์นั้นได้ รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ก็อาจจะทุเลาเบาบาง จนถึงหายเป็นปลิดทิ้งเหมือนปาฏิหาริย์ ตรงกันข้ามหากเราอมเศร้าเคล้าทุกข์ จิตใจก็จะหดหู่ห่อเหี่ยว อาจจะเป็นโรคซึมเศร้าและเกิดความทุกข์ทรมานต่าง ๆ ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นก็คือ ความทุกข์นั้นเป็นพิษ อาจจะทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม เกิดโรคร้ายหรือซ้ำเติมให้โรคที่เป็นอยู่มีอาการรุนแรงขึ้น แม้แต่มะเร็งบางชนิดก็เกิดขึ้นและลุกลามเป็นด้วยจิตใจที่ไม่สู้หรือมีทุกข์ตลอดเวลาดังกล่าว
ตั้งแต่โบราณเมื่อประมาณ 2,300 ปีที่แล้ว นักปรัชญากรีกคนหนึ่งชื่อ อิพิคิวรัส (Epicurus) บอกว่า “ความสุข” มีองค์ประกอบ 5 อย่าง หนึ่ง การมีชีวิตที่เรียบง่าย สอง สภาวะจิตใจที่สงบ ปราศจากความร้อนรน สาม ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บหรือความเจ็บปวดทางกาย สี่ การสร้างมิตรภาพและมีเพื่อนที่ดี และห้า การใช้ชีวิตอย่างมีสติ นักปรัชญาในยุคต่อมาเรียกการศึกษาในแนวนี้ว่า “สุขนิยม” (Hedonism) หมายถึง “การศึกษาเรื่องชีวิตที่เพลิดเพลิน” โดยมีการตีความ “ความสุข - ความเพลิดเพลิน” ปรับแปรไปตามสภาพสังคม เช่น ในสมัยหรือสังคมที่นิยมความฟุ้งเฟ้อหรูหรา ความสุขความเพลิดเพลินนั้นก็จะแสดงออกมาด้วยการใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้อ หรูหรา และฟุ่มเฟือยต่าง ๆ ส่วนในบางสมัยหรือในสังคมที่อดหยากแร้นแค้น ก็จะเน้นความสุขที่เกี่ยวกับการแบ่งปันและช่วยเหลือกัน แม้แต่เมื่อตอนที่แนวคิดเกี่ยวกับการปกครองแบบประชาธิปไตยเกิดขึ้น ก็มีการนำแนวคิดเรื่องสุขนิยมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบอบประชาธิปไตย โดยมีแนวคิดว่า “ระบอบการปกครองที่ดีคือระบอบการปกครองที่สร้างประโยชน์สุขให้แก่ผู้คนได้เป็นจำนวนมากที่สุด”
ในทางศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราแสวงหาความสุข แต่สอนให้เรา “กำจัดความทุกข์” โดยจัดลำดับไว้ในใน “อริยสัจ 4” คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค คือเราต้องรู้จักว่าอะไรคือความทุกข์เสียก่อน อย่างที่ในสมัยผู้เขียนเด็ก ๆ เคยท่องจำได้ว่า “ทุกข์คือความไม่สบายกายไม่สบายใจ สมุทัยคือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ นิโรธคือแนวทางในการดับทุกข์ มรรคคือข้อปฏิบัติให้ถึงความหมดทุกข์” ทั้งนี้เมื่อได้ไปได้อ่านข้อวิเคราะห์ของพระอริยสงฆ์บางท่าน ก็บอกว่าที่พระพุทธเจ้าไม่สอนให้เราแสวงหาความสุขนั้น ก็เพราะการแสวงหาความุขนั้นเป็น “ภาวะตัณหา” คือสิ่งที่ทำให้เรายังต้องวนเวียนมามีชีวิตอยู่ไปไม่สิ้นสุด โดยที่เป้าหมายสูงสุดของปรัชญาความเป็นพุทธนั้นคือ “การดับทุกข์” เท่านั้น ซึ่งจะเป็นการนำไปสู่ชีวิตที่ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด หรือ “พระนิพพาน” นั่นเอง
มิน่าหละ โลกเราจึงอยู่ในภาวะคนอาจจะล้นโลกเข้าสักวัน เพราะเรายังแสวงหาความสุขกันอย่างล้นเหลือติดต่อกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่านั้นเอง








