คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
ดูเหมือนว่ายิ่งสงครามที่สหรัฐร่วมมือกับอิสราเอล เข้าไปเปิดศึกโจมตีอิหร่านจะยืดเยื้อนานวันเข้า ก็ยิ่งมีผลทำให้คะแนนนิยมของ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ร่วงตกลงมากขึ้นตามลำดับ จากผลการหยั่งเสียงของ “สถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี” ที่รายงานครั้งล่าสุดนี้ว่า ขณะนี้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ถือว่าร่วงต่ำที่สุดในสมัยที่สองของเขาที่มีอยู่แค่เพียง 35% เท่านั้น!!!
เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ก็มีความกังวลต่อคะแนนนิยมที่ตกต่ำลงแบบสุดสุด เขาจึงออกมาประกาศโจมตีผลการหยั่งเสียงของสำนักหยั่งเสียงทุกๆ แห่งว่า ข่าวที่นำเสนอออกมาล้วนแต่เป็น “เฟคนิวส์” แทบทั้งสิ้น โดยขณะนี้จะเห็นได้ว่า คะแนนนิยมของนักการเมืองในค่ายพรรคพรรคเดโมแครต และกลุ่มพรรคอิสระที่ออกมาต่อต้านการที่สหรัฐฯ เข้าไปทำสงครามกับอิหร่าน กลับมีคะแนนนิยมพุ่งสูงมากขึ้นจากที่เคยมีอยู่ที่ 74% เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 89% เลยทีเดียว และเมื่อมีผลออกมาเยี่ยงนั้นก็ยิ่งสร้างความกังวลใจให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์มากยิ่งๆ ขึ้น
นอกจากนั้นแล้วการที่ชาวอเมริกันไม่พึงพอใจกับนโยบายเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นมากถึง 76% และไม่พึงพอใจมีความเดือดร้อนจากราคาน้ำมันขึ้นราคาอยู่ที่ 58% รวมไปถึงความไม่พึงพอใจด้านเงินเฟ้อที่มีผลทำให้ราคาสินค้าและค่าบริการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีผลทำให้เงินที่อยู่ในกระเป๋าจำนวนเท่าเดิม แต่กลับมี อำนาจการซื้อที่ลดน้อยลง แถมตามติดมาด้วยอิสราเอลที่ร่วมกันเป็นสหายสงคราม โดย “นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู” พูดเกลี้ยกล่อมประธานาธิบดีทรัมป์ ให้ร่วมโจมตีอิหร่านก็ตาม แต่ขณะนี้ดูเหมือนว่าเป้าหมายของผู้นำทั้งสองจะเดินไปคนละทิศ คนละทาง
เพราะประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการจะยุติสงครามให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเขากำลังถูกทั้งกดทั้งดันจากประชาชนชาวอเมริกันค่อนข้างสูง สืบเนื่องมาจากเขาเคยให้คำมั่นสัญญากับชาวอเมริกันว่า หากเขาเข้าไปดำรงตำแหน่ง และตราบใดที่เขาอยู่ในตำแหน่ง เขาจะเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เพียงคนเดียวที่จะไม่เปิดการทำสงคราม!!! แต่เนื่องจากเขาตัดสินใจผิดพลาด หลงเชื่อคารมของนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูที่พูดเป่าหูเกลี้ยกล่อมว่า สงครามอิหร่านจะเป็นเพียงสงครามระยะสั้นๆ แต่กลับมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะดูเหมือนว่าสงครามครั้งนี้จะยืดเยื้อออกไปเรื่อยๆ และยังสร้างความเดือดร้อนต่อชาวอเมริกันทั้งทางตรงและทางอ้อมสูงมากด้วยเช่นกัน
จากผลการหยั่งเสียงของ “มหาวิทยาลัย Quinnipiac” ล่าสุดนี้เปิดเผยออกมาว่า ชาวอเมริกันต่อต้านการที่สหรัฐฯ เข้าไปทำสงครามกับอิหร่านมากถึง 61% ฉะนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ประธานาธิบดีทรัมป์กระตือรือร้นต้องการที่จะปิดดีลสงครามกับอิหร่าน มากกว่าฝ่ายอิหร่านด้วยซ้ำไป
อนึ่งการที่ฝ่ายอิหร่านไม่รีบร้อนที่จะลงนาม “Memorandum of Understanding” ที่เรียกย่อๆ ว่า “MOU” หรือ “บันทึกความเข้าใจ” กับสหรัฐฯ สืบเนื่องมาจากอาจจะขาดความเชื่อถือต่อสหรัฐฯ อีกทั้งอิหร่านยังต้องการมีความได้เปรียบ โดยเฉพาะยังต้องการคงไว้ซึ่งโปรแกรมนิวเคลียร์ และอิหร่านก็ยังไม่ต้องการที่จะส่งมอบคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง ออกไปนอกประเทศ และต้องไม่ลืมว่า ร่างข้อตกลงเอ็มโอยูขั้นตอนสุดท้ายนั้น ยังรวมถึงการห้ามผลิตและครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ อีกด้วย
สำหรับร่างข้อตกลงฉบับสุดท้าย ที่มีการเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันทั้งหมดต่ออิหร่าน และยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน รวมถึงให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกด้วย และยังรวมไปถึงให้อิหร่านลดปริมาณยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง โดยจะมีการหารือถึงกลไกในเรื่องนี้ภายใน 60 วันข้างหน้า
ท้ายที่สุดสหรัฐฯ และอิหร่านได้ตกลงที่จะหยุดยิงระหว่างกันเป็นเวลา 60 วัน และภายในเวลาหกสิบวันนี้ยังจะมีการเจรจาในเรื่องราวสำคัญๆ อีกหลายๆ เรื่อง อาทิเช่น โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และในเรื่องคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง ส่วนความสำเร็จในการยุติการยิงนี้ ต้องยกเครดิตให้กับปากีสถานที่เข้ามาเป็นกาวใจผู้ไกล่เกลี่ย แต่ดูเหมือนว่าการหยุดยิงภายในหกสิบวันนี้ ยังไม่มีอะไรเป็นหลักประกันทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตามเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2026 นี้ กรอบความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ก็ได้นำความโล่งอกให้กับนานาประเทศ แต่ดูเหมือนว่ายังคงมีความท้าทายรออยู่ในภายภาคข้างหน้า อนึ่งข้อตกลงอื่นๆ มีหมายกำหนดการที่จะลงนามในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2026 นี้ สำหรับประเด็นหลักๆ ด้านข้อตกลงที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ถือเป็นเส้นเลือดของการเดินเรือขนส่งน้ำมันและแก๊สไปทั่วโลกก็จะมีอยู่ในข้อตกลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้ด้วยเช่นกัน!!!
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นถึงแม้ว่า “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” จะออกมาป่าวประกาศว่า สหรัฐฯ ได้รับชัยชนะในสงครามครั้งนี้ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นแค่เพียงโฆษณาชวนเชื่อ เพราะเขามิได้ประสบตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ อีกทั้งขณะนี้คะแนนนิยมของเขาก็กำลังร่วงตกลงไปเรื่อยๆ ตามติดมาด้วยการขาดความเชื่อถือของบรรดาผู้นำทั่วโลก และเมื่อลองคำนวณ บวก ลบ คูณ หาร ดูแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ในสมัยที่ 2 ล้มเหลวแทบทุกประตู โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านโปรแกรมนิวเคลียร์ที่ไม่ทะลุเป้าบรรลุผลตามเป้าหมายที่เขาวางเอาไว้เมื่อสามเดือนก่อน แถมขณะนี้ทหารอเมริกันต้องสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บไปกว่า 500 นาย ทำให้มองไปได้ว่า ความทะเยอทะยานของสหรัฐฯ ที่ต้องการจะทำลายโครงการนิวเคลียร์และต้องการจะโค่นล้มระบบเผด็จการของอิหร่านไม่สำเร็จ แถมยังเจ็บตัวแบบที่ไม่มีคำตอบนะครับ.








