หญิงวัย 72 ปี ชาวฉะเชิงเทรา ถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐจากการมีชื่อครอบครองรถ 3 คัน แม้ยอมรับผิดหวัง แต่ยังชื่นชมการทำงานของรัฐบาล พร้อมเสนอให้ใช้กำนันและผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง แทนการคัดกรองด้วยระบบ AI
วันที่ 22 ก.ค.69 เวลา 14.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บริเวณสำนักขนส่ง จ.ฉะเชิงเทรา ยังคงมีประชาชนเข้ามาแสดงตัวตนยื่นอุทธรณ์เพื่อทบทวนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกันอย่างต่อเนื่อง ในกรณีมีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถจำนวนหลายคัน โดย น.ส.วราพร ศูนย์สิทธิ์ อายุ 72 ปี อยู่บ้านเลขที่ 487/38 ถ.ศุภกิจ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา หนึ่งในผู้ที่เข้ามาทำการยื่นเรื่องเพื่อทบทวนสิทธิ์ กล่าวชื่นชมต่อทาง จนท.สำนักงานขนส่งจังหวัดฉะเชิงเทราว่า ทำงานดีและทำงานได้อย่างรวดเร็วไม่มีขั้นตอนยุ่งยากในการให้บริการแก่ประชาชน
พร้อมบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเองถูกตัดสิทธิ์ไม่ผ่านการคัดกรองให้เป็นผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะมีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถจำนวน 3 คันเป็นรถแวนรุ่นเก่าแก่จดทะเบียนมาตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2535 รวมอายุถึง 34 ปีแล้วจำนวน 1 คัน และรถจักรยานยนต์จำนวน 2 คันจดทะเบียนเมื่อปี 2538 อายุ 31 ปี 1 คัน และจดทะเบียนเมื่อปี 2553 อายุ 16 ปีอีก 1 คันโดยรถยนต์แวนนั้นญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นป้าให้มาหลังจากที่ได้ช่วยดูแลผู้ป่วยติดเตียง และใช้พาผู้ป่วยไปส่งยังโรงพยาบาลเพื่อไปพบแพทย์ไม่ได้ซื้อมาด้วยตนเอง
ส่วนรถจักรยานยนต์คันเก่านั้นเป็นรถของหลานที่อยู่ด้วยกัน เนื่องจากตนไม่มีครอบครัวและอาศัยอยู่ร่วมกันกับหลานจึงให้หลานใช้ ซึ่งเป็นรถที่ซื้อมาด้วยเงินผ่อนในขณะนั้น ส่วนรถจักรยานยนต์คันที่ตนใช้เองก็ยังซื้อมาด้วยเงินผ่อนอีกเช่นเดียวกันเมื่อ 16 ปีที่แล้ว และทุกวันนี้ใช้แต่รถจักรยานยนต์เท่านั้นในการเดินทาง แต่ยังมาถูกตัดสิทธิ์ หากจะถามว่ารัฐบาลดีไหมตนก็ยังบอกว่าดี แต่มาเสียตรงที่ว่าทำงานแบบรวบรัดตัดตอนเร็วเกินไป แต่ฉันก็ยังชื่นชอบการทำงานของพวกเขาอยู่ เพราะเป็นคนที่พูดแล้วทำ พอเสร็จแล้วสุดท้ายก็ไปแก้กันใหม่ ซึ่งมันจำเป็นต้องแก้
สำหรับตนได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตั้งแต่เมื่อยุคสมัยรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประมาณ 10 ปีที่แล้ว โดยตนนั้นไม่มีบุตรมีแต่หลานจึงยังต้องทำงานหาเลี้ยงตนเอง และหากไม่ได้เงินตรงนี้แล้วเราจะกล้าไปรบกวนหลานหรือ เมื่อเรายังทำได้ก็ต้องทำมาหากินไปก่อน ถามว่าเป็นคนจนไหมมันก็เข้าขั้นนะ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจอะไรมันก็ไม่ดี ลำบากไปหมดทุกหย่อมหญ้า พอมาถูกตัดสิทธิกันอย่างนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสารในชีวิตของแต่ละคนที่กำลังลำบาก
ซึ่งความจริงระบบราชการนั้นมีผู้ใหญ่บ้านมีกำนันอยู่ในชุมชนอยู่แล้ว แต่มีเอาไว้ทำอะไร ทำไมไม่ให้ออกไปตรวจสอบหาคนจนว่ามีคนจนจริงหรือไม่ในชุมชนและมีกี่คน แต่เวลาเลือกตั้งเห็นมีข้อมูลในบ้านคนแต่ละหลังว่ามีกี่ชื่อมีกี่คนนั้นรู้กันหมด พอเวลาเรื่องอย่างนี้ทำไมไม่ให้ผู้ใหญ่บ้านหรือกำนันไปตรวจสอบ ทำให้ชาวบ้านต้องเข้ามาหาหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องมาแจ้งทบทวนสิทธิ์กัน ไหนจะค่าเดินทางค่ารถของแต่ละคน ที่จะต้องพากันเดินทางเข้ามา บางคนนั้นยากลำบากกันไม่ใช่สบาย
แต่ก็น่าเห็นใจรัฐบาลที่ทำแล้วก็ต้องมาแก้ ต้องให้ประชาชนเขาทั้งชม ทั้งตำหนิ ติว่าอะไรแบบนี้ แต่ในส่วนตัวนั้นก็ยังชอบรัฐบาลชุดนี้อยู่ เพราะทำอะไรรวดเร็วดี พอถูกตัดสิทธิ์ไปแล้วก็รู้สึกตกใจบ้างเพราะคนเราเคยได้ แต่พอมาคิดดูอีกทีนั้นรัฐบาลควรให้ผู้ใหญ่บ้านกำนันไปตรวจสอบดูว่าเป็นคนจนจริงหรือไม่จริง ไม่ใช่มาใช้ให้ไอ้ AI อะไรมาตรวจสอบเพราะมันไม่ถูกต้อง อะไรมันจะมาดีเท่ากับคนที่เดินไปถึงยังบ้านคนจริงๆ ไปติดต่อสอบถามคนถึงบ้านกันจริงๆ เวลาเลือกตั้งยังรู้ว่าบ้านไหนมีกี่คนแต่พอมาอย่างนี้มันไม่ใช่แล้ว รัฐบาลจึงต้องมาคิดทบทวนตรงนี้ด้วย แต่ละคนไม่มีรถก็มาบอกว่ามีรถ
มาวันนี้จึงอยากพูดอยากระบายให้นักการเมืองเขาได้รับรู้ ว่าประชาชนเขาเดือดร้อนกันทั้งนั้น คนแก่คนเฒ่าตามชนบทที่เขาต้องข้ามน้ำข้ามเขาลงห้วยกันมายื่นทบทวนสิทธิ์กัน บางคนร้องห่มร้องไห้กันมาอย่างน่าสงสาร เพราะหลายคนช่วยเหลือตนเองไม่ได้ จากที่เคยได้สิทธิแล้วมาครั้งนี้ไม่ได้ บางครั้งเห็นข่าวผ่านทางสื่อตนยังน้ำตาไหลตาม แม้ตัวฉันเองก็ลำบาก อายุ 72 ปีแล้วก็ยังต้องทำงานรับจ้างดูแลคนแก่ติดเตียง แต่ก็ยังสงสารคนอื่นๆ ที่เขาลำบากกว่าเราอีก แล้วฉันแก่ป่านนี้แล้วจะให้ไปทำอะไรได้อีก ในอนาคตยังไม่รู้ว่าจะทำอาชีพนี้ได้อีกนานแค่ไหน หากรัฐบาลไม่ช่วยแล้วจะทำอย่างไร เมื่อมาพบเจอกับนักข่าวในวันนี้จึงอยากระบาย ไปถึงนักการเมืองได้ฟัง น.ส.วราพร กล่าว








