“กมธ.การสวัสดิการสังคม” สภาฯ สะท้อนปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สับสนหนัก! หลังรัฐบาลเดินหน้าโปรโมตยืดเวลายื่นอุทธรณ์ถึง 20 ก.ย. แต่คลังยันเดดไลน์ยังเป็น 31 ก.ค. นี้ เหตุ ครม. ยังไม่อนุมัติ ชี้ฐานข้อมูล 54 หน่วยงานล้มเหลว จี้รัฐบาลเร่งทบทวนก่อนประชาชนกลุ่มเปราะบางนับล้านคนต้องเสียสิทธิ
วันที่ 22 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร นำโดย น.ส.รัชนก สุขประเสริฐ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ. พร้อมด้วย นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธาน กมธ. ร่วมกันแถลงข่าวถึงผลการประชุมพิจารณาศึกษาปัญหาเรื่อง “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือ บัตรคนจน ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนและความสับสนให้กับประชาชนในขณะนี้
โดยน.ส.รัชนก เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบปัญหาสำคัญเรื่องกำหนดเวลาการยื่นอุทธรณ์ทบทวนสิทธิ แม้ภาครัฐและ สส. ฝ่ายรัฐบาลจะมีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลายว่า ได้ขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์ไปจนถึงวันที่ 20 กันยายน แต่จากการสอบถามกระทรวงการคลังในชั้น กมธ. กลับได้รับคำชี้แจงว่า วันสิ้นสุดการยื่นอุทธรณ์ตามกฎหมายยังคงเป็นวันที่ 31 กรกฎาคมเช่นเดิม
"ข้อมูลที่รัฐบาลใช้สื่อสารกับประชาชนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะการขยายเวลาเป็น 20 ก.ย. นั้น เป็นเพียงข้อเสนอในระดับคณะกรรมการ แต่ยังไม่ได้นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อมีมติเห็นชอบอย่างเป็นทางการ ประชาชนจำนวนมากเข้าใจผิดคิดว่ายังมีเวลาถึงเดือนกันยายน จึงชะลอการยื่นอุทธรณ์ หากสัปดาห์หน้า ครม. ไม่มีมติอนุมัติขยายเวลา จะทำให้ประชาชนตกหล่นและเสียสิทธิไปเป็นจำนวนมาก" น.ส.รัชนก กล่าว
น.ส.รัชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเสนอให้รัฐบาลสั่งชะลอการตัดสิทธิไว้ก่อน พร้อมทั้งขยายเวลาและคงสถานะเดิมให้กับผู้ที่เคยได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งหมด ซึ่งมีมากกว่า 9 ล้านคน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าสู่กระบวนการทบทวนสิทธิอย่างเป็นธรรม
ด้าน นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ กล่าวเสริมว่า กมธ. ได้เชิญสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และตัวแทนกระทรวงการคลังมาหารือ พบว่าระบบคัดกรองผู้ได้รับสิทธิรอบใหม่ที่ดึงข้อมูลจาก 54 หน่วยงานมารวมกัน มีปัญหาเรื่องฐานข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและไม่อัปเดต ส่งผลให้ผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางหลายคนถูกตัดสิทธิ์ ทั้งที่ไม่ได้มีรายได้เพิ่มขึ้นจริง นอกจากนี้ การแก้ปัญหาของภาครัฐยังสะท้อนถึงความไม่พร้อม โดยการส่งหนังสือสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้กำนันและผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่รับเรื่องอุทธรณ์แบบ One Stop Service และรับใบมอบอำนาจแทนประชาชน
"เราทุ่มงบประมาณไปกับแอปพลิเคชัน ระบบคลาวด์กลาง และบุคลากรจำนวนมาก แต่เมื่อต้องใช้งานจริง ระบบกลับล้มเหลวและวนกลับไปใช้วิธีเดิม คือการโยนภาระงานไปให้ผู้นำชุมชนในท้องถิ่นแบกรับ โดยไม่มีงบประมาณหรือระบบรองรับที่เหมาะสม" นายณัฐชา ระบุ
นายณัฐชา กล่าวทิ้งท้ายโดยเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง และเร่งทบทวนแก้ไขฐานข้อมูลของทั้ง 54 หน่วยงานให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน ก่อนที่จะเดินหน้าโครงการต่อ เพื่อไม่ให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยต้องตกอยู่ในภาวะเดือดร้อนและเสี่ยงหลุดจากระบบสวัสดิการของรัฐ








