แม่ร่ำไห้สูญเสียลูกชายวัย 30 หลังถูกเจ้าหน้าที่นำส่งบำบัดยาเสพติด ก่อนกระโดดจากรถระหว่างทางเสียชีวิต วอนหน่วยงานทบทวนมาตรการดูแลผู้ป่วยจิตเวช ให้รัดกุมและปลอดภัยมากขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำกับครอบครัวอื่น
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 11 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านหลังหนึ่ง ม. 4 ต.บ้านเหล่า อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านของนายธวัชชัย (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กระโดดลงจากรถฝ่ายปกครองระหว่างถูกนำตัวไปเข้ารับการบำบัดยาเสพติด ก่อนเสียชีวิตที่โรงพยาบาลบ้านฝาง โดยบรรยากาศภายในบ้านเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และชาวบ้านร่วมกันจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพ ภายหลังมีการโพสต์และแชร์เหตุการณ์ดังกล่าวลงในสื่อโซเชียลมีเดียกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่มองการทำงานของเจ้าหน้าที่ควรมีความรัดกุมและปลอดภัยมากกว่านี้
ซึ่งขณะที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่นั้นพบว่า พ่อและแม่ของผู้เสียชีวิต รวมทั้งยายของผู้เสียชีวิต เพิ่งเดินทางกลับจากไปทำพิธีเรียกวิญญาณ ในจุดเกิดเหตุเพื่อเชิญดวงวิญญาณของลูกชายกลับมาที่บ้านเกิด ไม่ให้เป็นดวงวิญญาณเร่ร่อนตามความเชื่อ
นางกาญจนา (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 56 ปี มารดาของผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ลูกชายติดยาเสพติดมานานหลายปี กระทั่งเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ครอบครัวได้พาเข้ารับการรักษาที่ รพ.ธัญญารักษ์ และได้รับบัตรผู้ป่วยจิตเวช แต่ภายหลังอาการทางจิตกลับรุนแรงขึ้น ครอบครัวจึงประสานขอความช่วยเหลือจากอำเภอบ้านฝาง เพื่อนำตัวลูกชายเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษาที่ศูนย์บำบัดอำเภอกระนวน โดยมีการนัดหมายให้มารับตัวในวันที่ 15 ก.ค. เพื่อเข้ารับการบำบัดเป็นเวลา 45 วัน โดยก่อนเกิดเหตุได้ออกไปทำนา หลังจากรับประทานร่วมกับลูกชายเสร็จ ก่อนจะมีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านมาแจ้งว่า ปลัดอำเภอบ้านฝางพร้อมสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) เดินทางมารับตัวลูกชายเพื่อนำส่งโรงพยาบาลบ้านฝาง ก่อนเข้าสู่กระบวนการบำบัด โดบสามีกลับมาถึงบ้าน พบว่าเจ้าหน้าที่ได้นำตัวลูกชายขึ้นรถกระบะสี่ประตู ยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ทะเบียนกรุงเทพมหานคร โดยให้นั่งบริเวณท้ายกระบะร่วมกับ อส. 3 นาย ส่วนปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่ที่เหลือนั่งภายในห้องโดยสาร ซึ่งขณะนั้นลูกชายไม่มีท่าทีขัดขืน และยินยอมเดินทางไปกับเจ้าหน้าที่
"ไม่นานได้รับแจ้งว่า ลูกชายกระโดดลงจากรถบริเวณถนนระหว่างบ้านเขื่อน–บ้านฝาง ต.บ้านเหล่า อ.บ้านฝาง จึงรีบเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ แต่ไม่พบลูกชาย เพราะหน่วยกู้ชีพได้นำตัวส่งโรงพยาบาลบ้านฝางแล้ว ก่อนจะได้รับแจ้งว่าเสียชีวิตในเวลาต่อมา เมื่อไปถึงโรงพยาบาล พบว่าลูกชายมีบาดแผลบริเวณใบหน้า ศีรษะ คอหัก และมีบาดแผลถลอกตามร่างกาย โดยเจ้าหน้าที่ อส. ที่อยู่ในรถให้ข้อมูลว่า ระหว่างนั่งท้ายกระบะด้วยกัน นายธวัชชัยมีอาการปกติ แต่อยู่ๆได้ลุกขึ้นและกระโดดลงจากรถ อส.พยายามคว้ากางเกงและดึงร่างไว้แล้ว แต่ไม่สามารถรับน้ำหนักตัวประมาณ 80 กก.ได้ จึงทำให้ร่างตกลงกระแทกพื้นถนน ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนเสียชีวิตที่โรงพยาบาล"
นางกาญจนา กล่าวต่อว่า แม้ครอบครัวจะเป็นผู้ร้องขอความช่วยเหลือเพื่อนำลูกชายเข้ารับการบำบัด แต่ได้นัดหมายไว้วันที่ 15 ก.ค. ไม่ใช่วันที่ 10 ก.ค. อีกทั้งเจ้าหน้าที่ไม่ได้แจ้งให้พ่อแม่ทราบล่วงหน้าหรือรอให้ผู้ปกครองกลับมาร่วมรับทราบก่อนนำตัวลูกชายออกจากบ้าน จึงทำให้ครอบครัวรู้สึกเสียใจและติดใจต่อขั้นตอนการปฏิบัติงาน และยังเห็นว่าการนำผู้ป่วยจิตเวชที่มีพฤติกรรมไม่สามารถคาดเดาได้ ให้นั่งบริเวณท้ายกระบะรถ แม้จะมี อส. นั่งประกบหลายคน ก็ยังไม่ใช่วิธีที่ปลอดภัย เพราะเจ้าหน้าที่ทราบดีว่าผู้ที่จะเข้ารับการบำบัดอาจมีอาการทางจิตหรือสติไม่ปกติ จึงควรให้นั่งภายในห้องโดยสาร หรือมีมาตรการควบคุมดูแลที่รัดกุมกว่านี้ หรือใส่กุญแจมือเอาไว้ แม้จะติดใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้ต้องการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ เพียงต้องการให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนในการปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงาน เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียกับครอบครัวอื่นอีก พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบอย่างเหมาะสม เพราะไม่ว่าลูกจะเป็นคนดีหรือมีปัญหาอย่างไร ก็ยังเป็นลูกของพ่อแม่เสมอ และไม่มีสิ่งใดสามารถทดแทนความสูญเสียครั้งนี้ได้ พร้อมฝากคำถามถึงเจ้าหน้าที่ว่า หากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับลูกของตนเอง จะรู้สึกยังไง จะเสียใจเพียงใด
เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกำลังเร่งประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือครอบครัวอย่างเต็มที่ พร้อมจะนำเหตุการณ์ครั้งนี้มาเป็นบทเรียนในการทบทวนและปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะการจัดเตรียมอุปกรณ์ภายในรถ ตลอดจนมาตรการดูแลและควบคุมบุคคลระหว่างการเดินทางให้มีความรัดกุมและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น








