อดีตมัคทายกวัดเผย การออกมาเคลื่อนไหวของลูกหลานเพื่อมทวงที่ดินวัด อาจเกิดจากความต้องการนำทรัพย์สินกลับคืน ทั้งที่ศาลพิจารณายกคำร้องแล้ว ขณะที่ฐานตั้งโลงศพหน้าเมรุและหอระฆังระบุสร้างถวาย พ.ศ.2529 ส่วนประตูทิศใต้ปรากฏ พ.ศ.2532 แสดง่าพื้นที่ถูกใช้ประกอบศาสนกิจมาก่อนการพัฒนาเป็นวัดในปัจจุบัน
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 23 ส.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่วัดป่าอดุลยาราม ชุมชนกังสดาล เขตเทศบาลนครขอนแก่น ยังคงมีญาติธรรมและพุทธศาสนิกชนเดินทางมาถวายกำลังใจให้กับคณะสงฆ์ของวัดอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการจัดทำโรงทานแจกจ่ายให้กับญาติธรรมและเจ้าหน้าที่ รวมทัั้งประชาชนทั่วไป ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
นายลพ โนนทะวงษ์ อดีตมัคทายกและกรรมการวัดรุ่นแรก กล่าวว่า ก่อนปี 2540 ตนเคยเดินทางเข้าไปทำบุญที่วัดเป็นระยะ แม้ไม่ได้อยู่ประจำแต่ก็ได้เข้าไปช่วยงานอย่างต่อเนื่อง สำหรับสภาพวัดในปี 2540 ยืนยันว่า ภายในวัดมีประตูโขง เมรุเผาศพ และหอระฆังตั้งอยู่แล้ว ส่วนบริเวณฐานตั้งโลงศพหน้าเมรุและหอระฆังมีปี พ.ศ. 2529 ปรากฏอยู่ ขณะที่ประตูโขงทิศใต้ระบุปี พ.ศ. 2532 แสดงให้เห็นว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้มีอยู่ก่อนที่ตนจะเข้าไปช่วยงานเป็นประจำ แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สร้าง เพราะเข้าไปทีหลัง โดยเมรุเก่าที่เห็นในขณะนั้นไม่ใช่เมรุหลังใหญ่หรือรูปแบบทันสมัยเช่นปัจจุบัน แต่เป็นอาคารหลังเล็กอยู่ทางทิศตะวันตก มีหลังคาสีเหลืองหรือมุงสังกะสีแบบธรรมดา รูปทรงเรียบง่าย ไม่ได้มีการตกแต่งสวยงาม ส่วนการฌาปนกิจในอดีตใช้ถ่านและฟืนเป็นเชื้อเพลิง
"ในปี 2540 ยังเห็นการใช้ฟืนเผาศพอยู่ส่วนฐานตั้งโลงศพหน้าเมรุ รูปแบบเดิมเป็นเพียงฐานก่อปูนอย่างเรียบง่าย พอใช้ก้าวขึ้นไปประกอบพิธีได้ ไม่ได้ทาสีหรือตกแต่งสวยงามเหมือนในปัจจุบัน ภายหลังจึงมีการซ่อมแซมและปรับปรุง ตกแต่งให้มีความสวยงามเกิดขึ้นหลังปี 2540 ส่วนศาลาหลังเดิมเป็นศาลาไม้ขนาดเล็ก ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของศาลาหลังใหญ่ในปัจจุบัน ลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างตามกำลังของชาวบ้านในยุคนั้น ขณะที่แนวเขตวัดยังไม่มีกำแพงปูน มีเพียงหลักไม้และลวดหนามกั้นพื้นที่เท่านั้น ส่วนสำหรับจุดเริ่มต้นของสำนักสงฆ์ ตามความทรงจำหลวงปู่อดุล อดีตเจ้าอาวาสวัดตราชูวนาราม เป็นผู้เปิดพื้นที่ดังกล่าวเป็นสำนักสงฆ์สาขาในบริเวณที่เดิมเคยเป็นป่าช้าของชุมชนบ้านหนองแวง จากนั้นจึงส่งพระสงฆ์และลูกศิษย์เข้ามาพำนักอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะเริ่มก่อสร้างและพัฒนาพื้นที่ขึ้นตามลำดับ ต่อมาเมื่อพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน เข้ามาดูแล ได้พัฒนาวัดเพิ่มเติมหลายด้าน ทั้งก่อสร้างเมรุหลังใหญ่ ศาลาและอาคารโรงเรียนหลังปัจจุบัน สร้างหรือปรับปรุงหอระฆัง ทำกำแพงรอบวัด จัดทำถนนภายใน และสร้างประตูโขงทางทิศตะวันตกกับทิศตะวันออก เพื่อให้การเข้าออกและการใช้พื้นที่เป็นสัดส่วนมากขึ้น"
นายลพ กล่าวต่อว่า เมรุเก่ายังมีแนวคิดจะปรับปรุงให้ติดตั้งเครื่องเผาศพแบบทันสมัยเช่นเดียวกับเมรุหลังใหม่ แต่ขณะนี้ยังติดขัดเรื่องเงินทุน โดยอาจต้องรอปัจจัยจากงานบุญกฐินหรือการสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธา ส่วนขั้นตอนการเปลี่ยนสถานะจากที่พักสงฆ์หรือสำนักสงฆ์ให้เป็นวัด เริ่มดำเนินการในช่วงที่พระครูอดุลสารนิเทศเข้ามาดูแล โดยตนเคยเดินทางไปกับเจ้าอาวาสฯเพื่อติดต่อหน่วยงานที่กรุงเทพฯ รวมถึงสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาและพื้นที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม และสำหรับประตูโขงทิศใต้ซึ่งมีปี พ.ศ. 2532 ปรากฏอยู่ มีชื่อ คุณแม่อบมา แสนวัน พร้อมข้อความอุทิศให้ พ่อบุญหนา แม่สุชา ศรีเจริญ โดยคุณแม่อบเป็นคนในชุมชนที่อาศัยอยู่ทางทิศใต้ของวัดและเสียชีวิตไปนานแล้ว ไม่เคยเห็นคุณแม่อบด้วยตนเอง เพราะเป็นคนรุ่นก่อน แต่เคยได้ยินชาวบ้านกล่าวถึงชื่อ ส่วนลูกสาวชื่อ ทุมมา ปัจจุบันมีอายุกว่า 70 ปี และเท่าที่ทราบอาศัยอยู่บริเวณคุ้มสามเหลี่ยม และในอดีต ทุกคนจะรู้กัน ที่ดินบริเวณทางออกจากวัดเป็นนาของพ่อเฮียง ขณะที่พื้นที่ต่อเนื่องทางทิศใต้มีทั้งที่นาของเจ้าของรายอื่นและที่นาของคุณแม่อบ จึงเข้าใจว่าคุณแม่อบเป็นหนึ่งในผู้หลักผู้ใหญ่หรือเจ้าของที่ดินดั้งเดิมในบริเวณดังกล่าว และประตูโขงถูกสร้างถวายพร้อมอุทิศบุญให้บุคคลในครอบครัว
"ยังมองไม่ออกว่าเรื่องจะสิ้นสุดลงอย่างไร แต่ยืนยันตามความเข้าใจว่าวัดได้รับการจัดตั้งอย่างถูกต้องและเคยผ่านกระบวนการต่อสู้คดีมาแล้ว 3 ชั้นศาล ในช่วงเริ่มต้น พ่อเฮียงและพ่อเคนเคยช่วยกันดำเนินการเรื่องโฉนดเพื่อนำมาถวายแก่พระรูปก่อนหน้า ซึ่งไม่ใช่เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน แต่ระหว่างที่ขั้นตอนต่าง ๆ ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ พ่อเฮียงได้เสียชีวิต ต่อมาพระผู้รับโฉนดก็เสียชีวิตอีก ทำให้ข้อมูลและหลักฐานจากบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ช่วงแรกไม่ชัดเจนในคนรุ่นหลัง ส่วนการพิจารณาคดีในอดีต จำได้ว่า ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเคยลงมาตรวจพื้นที่วัด และสอบถามชาวบ้านเกี่ยวกับต้นไม้ภายในวัดว่ามีอายุถึง 50 ปีหรือไม่ ซึ่งชาวบ้านตอบว่ามีอายุถึง ขณะที่ต้นไม้ซึ่งเคยถูกสอบถามในเวลานั้น ปัจจุบันได้ตายไปหมดแล้ว และต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำร้องฝ่ายโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และในชั้นฎีกาไม่รับคำร้อง จึงเห็นว่าเรื่องได้ผ่านกระบวนการครบทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาแล้ว
สำหรับการเคลื่อนไหวของคนรุ่นลูกหลานขณะนี้นั้น อาจเกิดจากความต้องการนำทรัพย์สินกลับคืน หรือมีความเข้าใจว่าพ่อเฮียงไม่ได้ลงนามยกทรัพย์สินให้ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงมุมมองส่วนตัว ส่วนข้อพิพาทที่กำลังเกิดขึ้นจะจบลงในทิศทางใด ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ ต้องปล่อยไปตามกระบวนการ"
ภูมิภาค48








