หากพลิกหน้าประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สถิติที่โดดเด่นและยากจะหาใครลบเลือนได้ คือการที่ "พรรคประชาธิปัตย์" สามารถคว้าชัยชนะได้ถึง 5 จาก 11 ครั้ง คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของการเลือกตั้งฯ ทั้งหมด
แต่หากจะหาช่วงเวลาที่พรรคแผ่ขยายอิทธิพลจนกลายเป็นขวัญใจคนกรุงเทพฯ คงต้องเจาะเวลาไปในช่วงปี 2547 - 2556 ซึ่งเป็นยุคทองที่พรรคกวาดชัยชนะ 4 สมัยติดต่อกัน อันเกิดจากการผสานแบรนดิ้งที่ทรงพลัง เข้ากับยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ชัดเจน
1. ปรากฏการณ์คานอำนาจระบอบทักษิณ ในเมืองกรุง (ปี 2547)
จุดเริ่มต้นของยุคทอง เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองระดับชาติอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลไทยรักไทย ที่กวาดที่นั่ง สส. ถล่มทลายทั่วประเทศ แต่ประชาธิปัตย์กลับสามารถสกัดกั้นคลื่นลูกใหญ่นี้ได้ในเขตเมืองหลวง ด้วยการส่ง “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ลงชิงชัย
ภาพลักษณ์ CEO หนุ่มหน้าใหม่ทางการเมือง สุภาพบุรุษนักบริหารที่เข้าถึงง่าย กลายเป็น "ขั้วตรงข้าม" ที่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง ประชาธิปัตย์ขายความหวังและวิสัยทัศน์ ซึ่งตอบโจทย์ชนชั้นกลางชาวกรุงที่ต้องการผู้บริหารมืออาชีพ มากกว่านักการเมืองสไตล์เดิมๆ
2. ประชาธิปัตย์ ตอกย้ำความแข็งแกร่ง (ปี 2551 - 2552)
ความขลังของประชาธิปัตย์ถูกทดสอบอย่างหนักหน่วง เมื่อ “อภิรักษ์” ป้องกันแชมป์ได้ในปี 2551 แต่จำต้องลาออกจากตำแหน่งในเวลาต่อมา ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองระดับชาติที่แบ่งสีเสื้อและแตกแยกอย่างรุนแรง
แต่ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2552 ประชาธิปัตย์ได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของฐานเสียง ด้วยการส่ง “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ลงชิงชัย และสามารถคว้าชัยชนะไปได้อย่างไร้รอยต่อ
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า สำหรับคนกรุงเทพฯ ในยุคนั้น โลโก้ "พระแม่ธรณีบีบมวยผม" มีอำนาจชี้นำเหนือตัวบุคคล แบรนด์ของพรรคแข็งแกร่งพอที่จะอุ้มผู้สมัครให้เข้าเส้นชัยได้ในทุกสถานการณ์
3. ยุทธศาสตร์กระตุ้นความกลัว “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” (ปี 2556)
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2556 คือสมรภูมิที่ดุเดือดที่สุด เมื่อพรรคเพื่อไทยส่งผู้สมัครตัวเต็งลงชิงชัยและมีคะแนนโพลนำมาตลอด แต่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ประชาธิปัตย์งัดไม้ตายออกมาใช้ นั่นคือวาทกรรมเชิงยุทธศาสตร์ "ไม่เลือกเรา เขามาแน่"
นี่คือแคมเปญหาเสียงที่กระตุ้น "ความกลัว" อย่างทรงประสิทธิภาพที่สุดในประวัติศาสตร์ มันกวาดต้อนฐานเสียงอนุรักษ์นิยมและกลุ่มคนที่ต้องการคานอำนาจรัฐบาลในขณะนั้น ให้หันมาโหวตเชิงยุทธศาสตร์ ส่งผลให้ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์” ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนกว่า 1.2 ล้านเสียง
4. กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร and more
ทศวรรษแห่งความรุ่งโรจน์ของประชาธิปัตย์ใน กทม. ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการมี "คู่ขัดแย้งระดับชาติ" ที่ชัดเจน ทำให้คนกรุงเทพฯ พร้อมเทคะแนนให้เพื่อสร้างสมดุลอำนาจ
แต่ภูมิทัศน์การเมืองในปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว ชัยชนะอย่างถล่มทลายของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2565 เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า คนกรุงยุคใหม่โหยหาคนทำงานที่คล่องตัว มากกว่าการโหวตด้วยความกลัวแบบเดิม
การที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดตัว “อนุชา บูรพชัยศรี” พร้อมแคมเปญ “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร and more” ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 จึงเป็นบททดสอบที่ใหญ่หลวงที่สุด ในวันที่กระแสโหวตเชิงยุทธศาสตร์หมดมนต์ขลัง ประชาธิปัตย์อาจต้องหานวัตกรรมทางการเมืองใหม่ๆ เพื่อพิสูจน์ว่า พวกเขายังคงเข้าใจ "DNA ของคนกรุงเทพฯ" อยู่จริงๆ
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








