วันที่ 19 ก.พ. 2569 ครอบครัวของ น.ส.อมรวดี หรือฝ้าย (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี ชาว ต.ศรีสว่าง อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ อยู่ในอาการวิตกกังวลอย่างหนัก หลังจาก นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 25 ปี สามีของนส.อมรวดี เดินทางกลับถึงบ้านเพียงลำพัง พร้อมแจ้งว่าภรรยาถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศกัมพูชา ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้
นายเอ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนทำงานรับจ้างในกรุงเทพฯ ส่วนภรรยายังไม่มีงานทำ ต่อมาภรรยาเห็นประกาศรับสมัครงานผ่านแอปพลิเคชัน อ้างว่าเป็นงานตอบแชตใน จ.สระแก้ว เงินเดือน 20,000 บาท จึงตัดสินใจเดินทางไปสมัคร โดยตนเป็นห่วงจึงไปด้วย เมื่อเดินทางถึง จ.สระแก้ว มีคนมารับไปยังที่พัก จากนั้นมีรถกระบะมารับอ้างว่าจะพาไปสำนักงาน แต่กลับพาไปบริเวณชายแดน ก่อนถูกบังคับให้ข้ามไปฝั่งประเทศกัมพูชา โดยใช้มีดข่มขู่ แล้วยึดโทรศัพท์ ตรวจบัตรประชาชน และเค้นเอารหัสผ่านโทรศัพท์รวมถึงแอปธนาคาร จากนั้นถูกส่งไปยังพื้นที่ปอยเปต เพื่อบังคับให้สแกนหน้าเปิดบัญชีและทำธุรกรรมทางการเงิน ตนถูกควบคุมตัวอยู่ 6 วัน ก่อนบัญชีธนาคารถูกอายัด จึงถูกปล่อยตัวมาที่ชายแดนสระแก้ว ให้หาทางกลับเอง ส่วนภรรยายังถูกกักตัวอยู่ เนื่องจากบัญชีธนาคารยังใช้งานได้ และมีคนไทยอีกจำนวนมากถูกหลอกไปในลักษณะเดียวกัน
ด้าน นางสายรุ้ง อายุ 44 ปี มารดาของ น.ส.อมรวดี เปิดเผยว่า ลูกสาวขาดการติดต่อไปตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. กระทั่งวันที่ 6 ก.พ. มีผู้โทรศัพท์อ้างเป็นนักข่าวฝั่งกัมพูชา แจ้งว่าลูกสาวถูกจับกุม และต้องใช้เงินประกันตัว 30,000 บาท หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก ซึ่งครอบครัวได้แจ้งความที่ สภ.นาโพธิ์ และพยายามประสานหลายหน่วยงาน ทั้งสถานทูต กระทรวงการต่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ จนต้องไปติดต่อที่ ตม.ที่กาบเชิง จ.สุรินทร์ ก่อนทราบภายหลังว่าศาลในกัมพูชามีคำสั่งจำคุก น.ส.อมรวดี เป็นเวลา 3 เดือน
ขณะที่ นางสมบุญ อายุ 69 ปี ผู้เป็นยาย กล่าวทั้งน้ำตาว่า เป็นห่วงหลานอย่างมาก กินไม่ได้นอนไม่หลับ และวอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือ โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกฯรัฐมนตรีที่ตนอุตส่าห์ กาเบอร์ 37 ให้ช่วยเหลือเพื่อนำหลานสาวกลับประเทศไทยโดยเร็ว







