สมรภูมิบนฟากฟ้าเหนือเมืองคูเซสถาน เริ่มร้อนระอุขึ้นมาทันที เมื่อเครื่องบินขับไล่ F-15 ของกองทัพสหรัฐฯ ถูกยิงตกใจกลางดินแดนศัตรูอย่าง "อิหร่าน" นำมาสู่ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในสมรภูมิรบ (Combat Search and Rescue: CSAR) ที่เรียกได้ว่า "ยากลำบากและอันตรายที่สุด" ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สงครามสมัยใหม่ แม้จะมีรายงานเบื้องต้นว่านักบินคนแรกได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัยแล้ว แต่ชะตากรรมของลูกเรือคนที่สองยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย ท่ามกลางวงล้อมของกองกำลังท้องถิ่นและความกดดันมหาศาลจากรัฐบาลเตหะราน
ปฏิบัติการ CSAR คือภารกิจช่วยเหลือนักบินหรือลูกเรือที่ประสบเหตุถูกยิงตกหรือเครื่องบินตกและต้องกระโดดร่มลงในพื้นที่ของข้าศึก หรือในแนวหลังข้าศึก ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกจับหรือถูกสังหาร ดังนั้นกองทัพอากาศแต่ละประเทศจึงเตรียมหน่วยค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่การรบเอาไว้ช่วยเหลือนักบินหรือลูกเรือที่ประสบเหตุในลักษณะนี้
ความแตกต่างระหว่างภารกิจกู้ภัยทั่วไปกับการทำ CSAR คือสภาพแวดล้อมในอิหร่านที่เป็นเหมือน "นรกบนดิน" เพราะนี่ไม่ใช่การกู้ภัยจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่เป็นการแทรกซึมลึกเข้าไปในดินแดนที่เป็นปรปักษ์เพื่อแย่งชิงบุคลากรสำคัญกลับมาก่อนที่จะตกไปอยู่ในมือศัตรู
ข้อมูลจาก CBS News ระบุว่า ปฏิบัติการกู้ภัยในอิหร่านครั้งนี้เป็นงานที่ซับซ้อนและเร่งด่วนที่สุดเท่าที่กองทัพสหรัฐฯ เคยเผชิญมา โดยมีหน่วยรบพิเศษของกองทัพอากาศ (Pararescue) หรือที่รู้จักกันในนาม "PJ" เป็นหัวหอกหลักในการทำภารกิจ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ถูกขนานนามว่าเป็น "มีดพับอเนกประสงค์" ของกองทัพอากาศ ผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำมานานกว่าสองปี ทั้งการรบแบบหน่วยรบพิเศษ การแพทย์สนามขั้นสูง และทักษะการเอาชีวิตรอดในสภาวะสุดขีด
อดีตผู้บัญชาการหน่วยพลร่มกู้ภัยเผยถึงความโหดหินของภารกิจนี้ว่า ต้องใช้เจ้าหน้าที่ระดับพระกาฬอย่างน้อย 24 นาย ลำเลียงด้วยเฮลิคอปเตอร์แบล็กฮอว์ก (Black Hawk) ภายใต้การคุ้มกันของเครื่องบินโจมตีและเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงที่บินวนอยู่เหนือพิกัดอันตราย สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการติดต่อลูกเรือที่หายไปให้ได้ จากนั้นทีมกู้ภัยต้องพร้อมที่จะกระโดดร่มลงไปปฐมพยาบาล และพาตัวนักบินหลบหลีกการไล่ล่าของศัตรูไปยังจุดถอนตัว ซึ่งคำว่า "นาทีชีวิต" ยังดูจะเบาเกินไปสำหรับความจริงที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้
ฝั่งอิหร่านเองก็รู้ดีว่าลูกเรือชาวอเมริกันคือ "รางวัลใหญ่" ที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองที่ทรงพลังที่สุด
"ลอเรล แรปป์" ผู้อำนวยการโครงการสหรัฐฯ และอเมริกาเหนือของแชทแฮมเฮาส์ กล่าวในรายการ Today ทางวิทยุ BBC Radio 4 ว่า นี่คือเกมการเมืองระหว่างประเทศที่มีชีวิตคนเป็นเดิมพัน รัฐบาลอิหร่านจึงประกาศมอบรางวัลนำจับสำหรับใครก็ตามที่สามารถควบคุมตัวนักบินอเมริกันได้แบบยังมีชีวิตอยู่ ทำให้พื้นที่กู้ภัยกลายเป็นสนามแข่งขันที่กองทัพสหรัฐฯ ต้องแข่งกับเวลาและสายตาของชาวพื้นเมืองทั่วทั้งจังหวัดคูเซสถาน
"โจนาธาน แฮ็กเก็ตต์" อดีตผู้เชี่ยวชาญปฏิบัติการพิเศษของนาวิกโยธิน วิเคราะห์ผ่านรายการ World Tonight ของ BBC ว่า ทีมกู้ภัยกำลังใช้วิธีย้อนรอยจากจุดสุดท้ายที่ทราบพิกัด (Last Known Position) และขยายวงค้นหาตามความเป็นไปได้ในภูมิประเทศที่ยากลำบาก ซึ่งอาจรวมถึงการประสานงานกับสายลับหรือกลุ่มคนในพื้นที่ที่ติดต่อไว้ล่วงหน้าเพื่อสร้างแผนฉุกเฉินในการดึงตัวออกมา
ประวัติศาสตร์ CSAR นั้นมีมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่มาพัฒนาถึงขีดสุดในสงครามเวียดนาม โดยเฉพาะภารกิจ Bat 21 ที่โด่งดัง จนกลายเป็นรากฐานของคำมั่นสัญญาที่ว่า "เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือหน่วยซีลในอัฟกานิสถานที่เป็นต้นเรื่องของภาพยนตร์ Lone Survivor หรือการกู้ชีพนักบินสเตลธ์ F-117 ในเซอร์เบีย
วินาทีนี้ หัวใจของหน่วยกู้ภัยสหรัฐฯ ทุกนายยึดมั่นในคำขวัญ "สิ่งที่เราทำ เพื่อให้ผู้อื่นมีชีวิตอยู่" (That Others May Live) ในขณะที่สายตาทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่ผืนทรายและขุนเขาในอิหร่าน ว่าภารกิจกู้ชีพนักบิน F-15 ครั้งนี้จะจบลงด้วยชัยชนะของมนุษยธรรม หรือจะกลายเป็นชนวนเหตุครั้งใหม่ที่เขย่าโลกทั้งใบให้สั่นสะเทือน
#ข่าวสงคราม #อิหร่าน #สหรัฐอเมริกา #F15 #CSAR #หน่วยรบพิเศษ #สงครามตะวันออกกลาง #กองทัพอากาศสหรัฐ #ภารกิจกู้ภัย #ข่าวต่างประเทศ







