วิวัฒนาการของอาชญากรรมในปัจจุบันไม่ได้เปลี่ยนไปเพียงแค่รูปแบบการกระทำ แต่มันกำลังบิดเบือนโครงสร้างทางศีลธรรมของคนในสังคมอย่างรุนแรง ความเชื่อที่ว่าการเป็นเพียง "สาย 1" หรือ "สาย 2" ในขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยไม่ได้เป็นคนปิดจบงานหรือเป็นผู้กดเงินออกมานั้น "ไม่บาป" แท้จริงแล้วเป็นเพียงกลไกการป้องกันทางจิตที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อฟอกขาวความรู้สึกผิด ให้ผู้กระทำสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ไปวันๆ เท่านั้น
ในทางวาทกรรม นี่คือการพยายามซอยย่อยความรับผิดชอบเพื่อให้ตัวคูณของความรู้สึกผิดลดน้อยลง แต่ในโลกของความเป็นจริง ทั้งในแง่กฎหมายที่ถือว่าเป็น "ตัวการร่วม" และในทางศีลธรรมที่บาปย่อมสำเร็จตั้งแต่นาทีที่มี "เจตนา" มุสาเพื่อเบียดเบียนทรัพย์ผู้อื่น วงจรอันชั่วร้ายนี้แม้จะเป็นเพียงเฟืองตัวเล็กๆ แต่หากไม่มีเฟืองตัวนี้ขบวนการก็ย่อมเดินต่อไม่ได้ ความเชื่อนี้จึงเป็นเพียงความชอบธรรมเทียมที่มิจฉาชีพใช้กล่อมประสาทตัวเอง เพื่อให้รู้สึกว่าเป็นเพียงพนักงานบริษัทที่ทำตามหน้าที่ ไม่ใช่อาชญากร
สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคือการล่มสลายของสำนึกที่มองว่าเหยื่อ "โง่เอง" ซึ่งสะท้อนถึงวิกฤตการณ์ที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ "สังคมผู้ล่า" เรากำลังลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นให้เหลือเพียงตัวเลขหรือเป้าหมาย โดยเพิกเฉยต่อความสูญเสีย ภาระชีวิต กระทั่งลมหายใจที่อยู่เบื้องหลังเงินเหล่านั้น การยกย่องความรวยโดยไม่สนที่มา และการละทิ้งมโนธรรมเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย
ทางออกที่แหลมคมสำหรับเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การไล่จับและบทลงโทษที่รุนแรงเด็ดขาดเท่านั้น หากแต่ต้องช่วยกันรื้อฟื้น "ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป" ให้กลับมาเป็นบรรทัดฐานสังคมอีกครั้ง เราต้องร่วมกันสร้างค่านิยมที่ "อายที่โกง" มากกว่า "อายที่จน" และใช้แรงกดดันทางสังคมทำให้คนในขบวนการตระหนักว่า เงินที่ได้มานั้นเปื้อนเลือดและไม่คุ้มกับศักดิ์ศรีที่สูญเสียไป ขณะเดียวกันต้องยกระดับความรู้เท่าทันเทคโนโลยีให้เป็นทักษะการอยู่รอดพื้นฐาน เพื่อปิดช่องว่างที่มิจฉาชีพใช้เป็นข้ออ้างในการดูถูกเหยื่อ หากเราไม่รีบตัดวงจรความเชื่อที่บิดเบี้ยวนี้ตั้งแต่วันนี้ ในที่สุดเราจะกลายเป็นสังคมที่ไร้ระเบียบซึ่งใครก็สามารถตกเป็นผู้ถูกล่าได้ ไม่เว้นแม้แต่คนที่คิดว่าตัวเองฉลาดที่สุด
#แก๊งคอลเซ็นเตอร์ #เตือนภัย #จริยธรรมสังคม #อายที่โกงดีกว่าอายที่จน #สังคมผู้ล่า #บาปกรรม








