ลานบ้านกลางเมือง / บูรพา โชติช่วง : จิตวิญญาณความเป็นไทยของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นั้นสามารถหาอ่านได้จากงานเขียนหลากหลายอันทรงคุณค่าของท่าน และเพื่อเป็นการรำลึกถึงท่าน 20 เมษายน วันคล้ายวันเกิด ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในที่นี้ได้นำเรื่องเกี่ยวกับประเพณีไทยว่าด้วย พิธีศพของไทย ที่ท่านได้ถ่ายทอดไว้ในหนังสือสยามรัฐ ฉบับพิเศษ ครบรอบ 83 ปี คึกฤทธิ์ ปราโมช กับความเป็นไทย คราวนั้นนำมาถ่ายทอดอีกครั้งให้ได้อ่านกัน
ท่านว่า ประเพณีสุดท้ายของคนไทย พิธีสุดท้ายคือการตาย พิธีการตายนั้นเริ่มขึ้นก่อนที่คนตายจะตายนิดหน่อยคือเห็นว่าไปไม่รอดแน่แล้ว ก็ต้องเริ่มพิธี สมัยนี้คงไม่มีทาง เพราะเหตุว่าแพทย์ปัจจุบันนั้นพยายามที่จะรักษาชีวิตตน ไว้ได้นานที่สุดที่จะนานได้ ก็ต่อท่ออะไรต่ออะไรบังคับให้หายใจ เอาน้ำเกลือฉีดก็อยู่ไปได้นานเกินกว่าที่ใครจะคาดได้ว่าจะไปได้เท่าไหร่ แต่สมัยโบราณนั้นดูกันออก หมอโบราณที่มา รักษาคนไข้ ถ้าเห็นว่าไปไม่ไหวจริงๆ แล้ว เขาจึงจะหยิบร่วมยาออกจากห้องคนไข้ เป็น อันประกาศให้เจ้าภาพรู้ว่าคนไข้คนนั้นตายแน่
ทางฝ่ายญาติของคนไข้สิ่งแรกที่จะกระทำ คือปล่อยให้คนไข้นอนตามสบาย แล้วก็จุดเทียน ที่เรียกว่า เทียนกาละเม็ด เป็นเทียนขี้ผึ้งสูง ประมาณ 1 ฟุต ใส่เชิงเทียนตั้งไว้บนแท่นทางด้านหัวนอนของคนไข้ เหมือนกับตอนแรกเกิด แล้วก็จุดไว้ตลอดไป ถึงแม้ว่าคนไข้จะตายใน ระหว่างนั้นก็ไม่ไปแตะต้องศพ โบราณเขาถือกันอย่างนั้น จุดไว้เรื่อยไปจนเทียนหมดดอก แล้วจึงจะเริ่มจัดการกับศพต่อไป ก็แปลว่าคนไทยเรานั้น เริ่มชีวิตด้วยการจุดเทียนดอกหนึ่ง แล้วก็ไปหมดชีวิตลงด้วยการจุดเทียนเล่มนั้น ซึ่งเรียกอย่างเดียวกัน
เทียนกาละเม็ดนั้นเปรียบกับชีวิตของคน มันก็แค่นั้น เหมือนกับจุดเทียนนานๆ ก็หมดดอกเสียที ถ้าไปจุดเข้าสองด้านทั้งหัวเทียนท้ายเทียนมันก็หมดเร็ว เหมือนกับคนทำงานมาก อายุก็สั้น
นี่เป็นพิธีสำหรับคนตายที่เป็นคนธรรมดา ถ้าคนตายเป็นข้าราชการ ข้าราชการชั้นสัญญาบัตร ตั้งแต่ชั้นตรีขึ้นไปแล้วถือเป็นธรรมเนียมว่า เมื่อตายแล้วจะต้องส่งญาติพี่น้อง หรือทายาท ไปกราบบังคมลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วเอาเทียน 1 ดอก ธูป 1 ดอก ดอกไม้กระทง ใส่พานไปวางไว้ที่สำนักพระราชวัง เดี๋ยวนี้สำนักพระราชวังเขามีแบบให้กรอกบอกชื่อตำแหน่ง อายุ แล้วก็มีถ้อยคำกราบถวายบังคมลา ซึ่งแต่ก่อนไม่มี แต่นี่เป็นของใหม่ของสำนักพระราชวัง
เมื่อทำอย่างนั้นแล้วก็ถึง พิธีรดน้ำศพ ต้องอาบน้ำศพจริงๆ เสียก่อน คนไข้หนักมา คงไม่ค่อยน่าดู อาบน้ำให้สะอาดแล้ว แต่งตัวศพให้งดงาม วางบนเตียง ข้างเตียงนั้นตั้งพาน 3 ชา ที่เรียกว่า เครื่องพานล้างหน้า และในนั้นก็อาจจะมีขวดน้ำอบวางไว้ แล้วก็มีหวีไม้อันหนึ่ง ตามธรรมเนียมไทยหวีอันนี้สำคัญ เดี๋ยวนี้ก็หาซื้อยาก ปัจจุบันหวีไม้ยังมีขายตามร้านเล็กๆ แถววัดเล่งเน่ยยี่ใครอยากได้หวีไม้ ก็ไปซื้อแถวนั้น
ของที่จะต้องมีอีกอันหนึ่งก็คือ แหวนผูกด้วยด้ายสายสิญจน์ เอาไว้ใส่ปากศพ มีลัทธิพูดกันมาก ว่าเอาไปใช้เป็นสินบนยมบาล หรือใครไม่รู้ที่ขึ้นสวรรค์ เป็นคนเปิดประตูสวรรค์ อะไรอย่างนั้น ก็ยังมีคอรัปชั่นที่จะต้องไปจ่ายกันอีก ตายไปแล้วก็ยังไม่หมด แต่ความจริงเห็นจะไม่ใช่อย่างนั้น
ในพิธีรดน้ำศพจะต้องตั้งพระพุทธรูปตรงหัวนอนศพ จะตั้งเป็นโต๊ะหรือเป็นอะไรก็ได้ แต่ก่อนเคยมีของอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวนี้เข้าใจว่าเขาไม่ใช้ เรียกว่า ทองติดหน้า ฝรั่งเขาเคยใส่ เรียกว่า Dead Mask คือเป็นหน้ากากที่สวมหน้าคนตายก่อนที่จะเอาเข้าโลง อียิปต์โบราณใช้ ก็เห็นเพื่อจะกันลูกตาร่วงออกมา หรือกันศพแลบลิ้นออกมาเป็นที่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างนั้น ก็ติดไว้ให้หมด ทองติดหน้าอาจจะทำด้วยทองเหลืองหรือเงินก็ได้ แล้วแต่จะเป็นกะไหล่ทอง หรือมิฉะนั้นก็ใช้ปิดทองเอา จนกระทั่งทำด้วย ขี้ผึ้งก็เคยเห็น เอาขี้ผึ้งปั้นเป็นรูปหน้า โดย ไม่ต้องมี หู ตา ปาก จมูก ปั้นเป็นแผ่นแบนๆ โค้งๆ พอจะติดหน้าได้ แล้วใช้ทองติดข้างนอก แล้วก็มีขันน้ำ พานรองไว้รองมือขวาของศพ ในการรดน้ำ
แต่ก่อนการรดน้ำเป็นการกระทำภายในครอบครัว แต่เดี๋ยวนี้คนมีญาติมิตรเพื่อนฝูงมาก คนยิ่งใหญ่โตขึ้นก็มีผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาคนที่เคารพนับถือมาก พิธีรดน้ำปัจจุบัน ออกจะเป็นพิธีใหญ่ เพราะมีคนมาแสดงความเคารพเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อที่จะดูหน้าดูตากัน อำลาจากกันแล้วมารดน้ำ
เมื่อรดน้ำเสร็จแล้ว ก็ให้สัปเหร่อหรือถ้าเป็นศพหลวงที่พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ เจ้าพนักงานสำนักพระราชวังเอาแหวนใส่ไว้ในปากศพ ห้อยสายสิญจน์ไว้ข้างนอกปาก แล้วถ้ามีทองปิดหน้าศพก่อนที่เขาจะมัดศพ การมัดศพนั้นก็เพื่อกันศพขึ้น ที่จะกระทุ้งโลงออกมาหรือนั่งโผล่ศีรษะขึ้นมานั้นอุจาด ก็ต้องมัดไว้ให้แน่นหนา คือมัดด้วยผ้าตราสัง มัดให้ แน่นเพื่อกันการขยายตัวของศพ
ถ้าเป็นในสมัยนี้ผู้ที่ได้สายสะพายขึ้นไป หรือพระบรมวงศานุวงศ์ ศพนั้นใส่โกศ โกศเป็นยังไงคงรู้จักเห็นจะไม่ต้องอธิบาย เมื่อเอาศพใส่โลงหรือใส่โกศ แล้วก็เอาขึ้นตั้งบนฐานที่รับโลงหรือโกศ สุดแล้วแต่กรณี ต่อไปก็เป็น เรื่องที่จะตกแต่งตามแต่จะงดงาม มีพานคอกไม้ มีเชิงเทียนรอบ ของที่จะต้องมีในห้องที่ทั้งคพ ถ้าเอาศพไว้บ้านจะต้องมีอาสนะสงฆ์ที่นั่งของพระ ให้นั่งได้ประมาณ 10 องค์ ถ้าจะต้องสวดมนต์เย็น ตอนเช้าก็เลี้ยงพระบนอาสนะสงฆ์ ต้องตั้งเตียงพระสวดอภิธรรมคือพระอีก 4 รูป จะมาสวด อธิธรรมในตอนกลางคืน เตียงนั้นโบราณใช้เตียงนอนของผู้ตายนั่นเอง ก็เห็นจะเป็นเพราะเรื่องคนไทยแต่ก่อนกลัวผี คนตายอยู่บนเตียง แล้วใครจะกล้าไปนอน เดี๋ยวมาปลุกขึ้นคุยดึกๆ จะลำบากกัน ก็เอาไปให้พระสวดเสีย จะนอน ก็ต้องนอนหลังพระสวดแล้ว ส่วนมากถวายวัดไปเลย แต่เดี๋ยวนี้ก็ใช้อาสนะสงฆ์นั่นเอง สวด พระอภิธรรมก็ได้
นอกจากนั้นก็มีธรรมาสน์ สำหรับเมื่อมี เทศน์ในงานพิธีของศพ สมัยนี้เขานิยมตั้งรูปถ่ายของผู้ตายไว้ดูกันเล่น แล้วก็มีตั้งเครื่องยศผู้ดาย แต่เครื่องยศผู้ตายเข้าใจว่าจะมีมาแต่โบราณ ผู้ที่เป็นขุนนางมีบรรดาศักดิ์ก็จะได้รับพระราชทานเครื่องยศ เป็นต้นว่า พานหมาก ขันน้ำ กาน้ำ กระโถนทอง เหล่านี้ตลอดจนดาบ เครื่องอาวุธต่างๆ ก็เอามาตั้งไว้หน้าศพเป็นเกียรติยศ เพื่อบอกฐานะของผู้ตาย
เมื่อตายแล้วก็มีการตั้งศพ แล้วในวันนั้นก็อาจจะมีเทศน์หนึ่งกัณฑ์ หรือไม่มีก็ได้ ตอน กลางคืนก็มีพระสวดอภิธรรม การสวดอภิรรม ก็คือเอาส่วนหนึ่งของพระไตรปิฎก ซึ่งพระไตรปิฎกนั้นมีอยู่ 3 หมวด คือ 3 กระจาด คำว่า "ปิฎก” แปลว่า กระจาด มี พระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม พระอภิธรรมนั้นเป็นหัวข้อว่าไม่ ก็เรียกได้ว่าหัวข้อย่อๆ ของปรัชญาแห่งพระพุทธศาสนา เป็นต้นว่าความรู้สึกว่ามีตัวของเรานั้น มันเกิดขึ้นจากอะไรบ้าง เกิดจากโสต โสตได้ยินเสียงเกิดเป็นอินทรีย์อะไรเหล่านี้ ท่านจำแนกไว้เพื่อจะได้ท่องจำง่ายๆ และเอามาใช้ในงานศพเสมอ
พระสวดอภิธรรมนั้นมีอยู่ 4 รูป การสวดอภิธรรมแต่ก่อนเคยสวดตลอดรุ่ง เรียกได้ว่าเป็นภาระของเจ้าของศพมาก สวดตลอดรุ่งแล้วเช้าต้องเลี้ยงพระสวดอภิธรรมทุกวัน วันละ 4 รูป จนกว่าจะงดการสวดพระอภิธรรม ตอนกลางคืนต้องอยู่เป็นเพื่อนพระ ต้องตามใต้ตามไฟ เพราะว่าท่านสวดเป็นระยะๆ ของท่านไป ต้องหาสกามาเล่น ต้องหาน้ำร้อนชาถวายพระ หาเหล้ามาแอบไว้ใต้โต๊ะ ใต้เก้าอี้ไว้กินกันเองแก้ง่วง ทำอะไรเยอะแยะเป็นการหมดเปลืองมาก แต่เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น การเดินทางไม่สะดวก เพราะลูกระเบิดมันตก พระจะออกจากวัดมาจนแจ้งก็ลำบากเลยลดลงมา เดี๋ยวนี้นิยมสวดพระอภิธรรม ถึงเวลาประมาณ 3 ทุ่ม หรือ 4 ทุ่ม แล้วเป็นฤกษ์ส่งพระกลับวัด ทุกวันนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงพระเช้า แต่ต้องมีของถวายพระเป็นผ้าสบงบ้าง แล้วก็เป็นเงินใส่ซอง เป็นค่าป่วยการของท่าน
ในการทำบุญ ทางฝ่ายเจ้าภาพมีการทำบุญ 7 วัน เริ่มขึ้นในวันที่ 7 ที่ผู้ตายได้ถึงแก่กรรม พิธีทำบุญ 7 วัน ก็มีสวดมนต์เย็น ก่อนวันครบ 7 วันนั้น วันหนึ่ง ตอนบ่ายมีเทศน์ 1 กัณฑ์ ตอนเย็นพระที่เรียกว่า พระรับเทศน์อีก 4 รูป พระรับเทศน์นั้นจะใช้พระมาสวดมนต์เย็นก็ได้ หรือจะนิมนต์มาอีก 4 รูปก็ได้ หน้าที่ของพระรับเทศน์ก็คือ เวลาพระที่เป็นผู้เทศน์ขึ้นธรรมาสน์ พระรับเทศน์ก็นั่งพนมมือกัน เมื่อเทศน์เสร็จแล้ว พระรับเทศน์ก็สวดพระอภิธรรมตอไปอีกพักหนึ่ง แล้วก็จบในการสวดมนต์เย็นนี้ พระที่มาสวดมนต์เย็นซักผ้าบังสุกุลด้วย
การมัดศพนั้นเมื่อมัดเป็นห่อใส่โลงหรือใส่โกศ แล้วเอาด้ายสายสิญจน์ผูกไว้ที่บนยอดศีรษะของศพ แล้วล่ามออกมาข้างนอก เอาสายสิญจน์นั้นใส่พานวางไว้ที่หน้าศพ เมื่อจะบังสุกุลก็ดึงสายสิญจน์นั้นให้ยาวมาตลอดหน้าพระที่นั่ง เจ้าภาพเอาผ้าทอดจะเป็นไตร หรือเป็นแต่เพียงสบงจีวร ตลอดจนผ้าอาบน้ำฝน หรือแม้แต่ผ้าเช็ดหน้าก็ยังได้ แต่ว่าเป็นของอื่นไม่ได้นอกจากผ้า เอาผ้ามอบต่อหน้าพระ เฉพาะ องค์ลงไปบนสายสิญจน์ พระท่านก็จะซักผ้าบังสุกุลพร้อมกับว่าคาถา คาถานั้นแปลว่าสังขาร ทั้งหลายไม่เที่ยงแท้เท่านั้นเอง
ธรรมเนียม ชักผ้าบังสุกุล นี้ มีมาตั้งแต่พุทธกาล แต่ท่านไม่ได้ชักผ้าสะอาดๆ อย่างนี้ ผ้าบังสุกุลคือ ผ้าห่อศพ คนอินเดียโบราณ เขาตายเขาใช้ผ้าห่อ ใช้ผ้าห่อศพไว้หนาๆ ผ้าที่อยู่ข้างนอกไม่เปื้อนน้ำเหลืองมากนัก ถึงจะเปื้อนสมัยนั้นก็ไม่รังเกียจ พิธีก็คือไปชักผ้าห่อศพมาจากตัวศพ เพราะผ้านั้นเป็นผ้าที่ไม่มีใครหวงแหนแล้ว หรือมิฉะนั้นก็เป็นผ้าที่เขาทิ้งแล้ว พระท่านก็ต้องเอามาตัดเย็บ หรือต่อเป็นชิ้น เป็นแผ่นยาว แล้วท่านมีวิธีที่จะเย็บต่อกันเข้าให้ห่มได้เป็นจีวร เมื่อเย็บต่อกันเป็นจีวรแล้วจึงจะย้อมน้ำฝาด ซึ่งเป็นน้ำที่ต้มจากเปลือกไม้ที่ไม่มียางจับผ้า การย้อมน้ำฝาด น้ำทำให้ผ้าห่มของพระเรียกว่าผ้ากาสาว์ หรือกาสาวพัสตร์อย่างที่เรียกกัน กาสะวะแปลว่าน้ำฝาดเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าสีเหลือง แล้วแต่เปลือกไม้ที่จะต้ม เปลือกไม้บางอย่างออกมา อาจจะเป็นสีเขียวหม่นๆ ก็ได้ หรือเป็นสีน้ำตาล แก่ก็ได้ สุดแล้วแต่ว่าน้ำฝาดอย่างไร
และผ้าที่พระจะเอามาต่อกันนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นผ้าขาว ถ้าเป็นผ้าห่อศพคงจะเป็นผ้าขาว แต่ท่านอาจจะเอามาต่อกับผ้าอื่น ซึ่งท่านเก็บได้ ไม่มีเจ้าของ ที่ตกอยู่ตามกองขยะ ตามต้นหมากรากไม้ จะเป็นผ้ามีลวดลายก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อได้มาทำความสะอาดเย็บต่อกันได้ ท่านจึงย้อมน้ำฝาด ซึ่งมีสีแก่ เพื่อให้ดูเหมือนกับว่าสีเดียวกัน หรือเป็นการทำลายลวดลายที่อยู่ในผ้า และเป็นการทำความสะอาดแก่ผ้าที่นุ่งห่มต่อไปด้วย นี่คือปฐมเหตุของผ้าบังสุกุล ในงานศพของไทยเราก็คือหลักนั้น ชั่วแต่เราไม่ให้พระชักผ้าห่อศพ แต่ต่อสายโยงออกมา แล้วก็เอาผ้าที่สำเร็จรูปวางลงไปบนสายสิญจน์ให้พระท่านชัก ก็เป็นการอนุโลมเข้าวิธีเดิม แต่ทำให้เป็นพิธีไป
สำหรับพระเทศน์นั้น ก็ต้องถวายของ กัณฑ์เทศน์ พระสวดมนต์เย็น พระรับเทศน์ ต้องมีเครื่องไทยธรรมคือมีของถวาย จะเป็น สบง หรือจีวร หรือใบชา อะไรก็สุดแล้วแต่ สมุด ดินสอก็ได้ มีฉันทปัจจัยคือเงิน สุดแล้วแต่ จะศรัทธาองค์ละมากน้อยก็แล้วแต่การถวายเงิน พระนั้น เขาไม่เอาเงินไปยื่นให้ เราก็เห็นว่าผิดวินัยพระ พระท่านจะมาสวดมนต์หรือมาทำอะไรที่บ้านก็จะต้องมีเด็กตามมาด้วย เป็นลูกศิษย์ หรือที่เรียกว่าไวยาวัจกร การถวายพระนั้นเราถวายเป็นใบปวารณา คือเอากระดาษเขียนคิดไว้ ในของที่จะถวายพระ คิดไว้กับผ้าไตรหรืออยู่ในถาดของถวาย เขียนเป็นข้อความว่า “ขอถวาย จตุปัจจัยเป็นมูลค่า.... ขอพระผู้เป็นเจ้าจงได้ เรียกเอาจากไวยาวัจกร เทอญ” จะเทอญ หรือไม่เทอญก็ได้ แต่บอกให้รู้ว่าเราถวายเงินท่านเท่าไหร่ ส่วนตัวเงินจริงๆ นั้น เรามอบให้แก่ลูกศิษย์ท่านไป นี่เป็นมารยาท เพื่อจะไม่ต้องให้พระต้องลำบากใจในการที่จะผิดวินัย ที่จะต้อง มารับเงินจากเรา
เมื่อเทศน์แล้ว รุ่งขึ้นก็เลี้ยงพระ ตกกลางคืนก็สวดพระอภิธรรมต่อไปใหม่จนครบ 7 วัน ส่วนมากนิยมอย่างนั้น ส่วนโบราณนั้น สวดกันเรื่อยไปทุกคืนไม่มีกำหนด ที่มียศ วาสนามาก ก็ยิ่งสวดมาก มีการงานที่บ้าน จุดฟืน จุดไฟสว่างกันไปเป็นปีๆ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่า มีบุญวาสนามาก นอกจากพระสวดอภิธรรม แล้วยังมีดนตรีเป็นเครื่องประโคมศพ ถ้าเป็นผู้ มีบรรดาศักดิ์ก็จะได้เครื่องดนตรีของหลวงคือปี กลอง มาประโคมศพอยู่เป็นประจำ นี่พูดถึงสมัยโบราณ และประโคมทุก 3 ชั่วโมง ตลอดวัน และเรื่อยไป เครื่องดนตรีอื่นๆ เป็นเรื่องที่เจ้าภาพจัดหามาเอง ถ้าเป็นเครื่องดนตรีไทย คือปี่พาทย์หางหงส์ แต่สมัยนี้เขกนิยมปี่พาทย์มอญ เพราะเครื่องปี่พาทย์มอญฟังมันเสียงวังเวงดี สมกับงานคพ ซึ่งเป็นงานเศร้าโศก การประโคมดนตรีอื่นๆ เขาประโคมทุก 3 ชั่วโมงเหมือนกัน เดี๋ยวนี้การประโคมเครื่องของหลวง สำหรับผู้มีบรรดาศักดิ์ก็ประโคมตอนมัดเข้าโกศเท่านั้น ไม่มีที่อื่นอีก
การทำบุญ 7 วันก็มีอย่างนี้ การทำบุญ 50 วัน หรือ 100 วัน ก็เช่นเดียวกัน ปกติเดี๋ยวนี้ เผาศพ เมื่อครบ 100 วันแล้ว อาจจะนานไป กว่านั้นก็ได้ หรือเร็วกว่านั้นก็ได้ สุดแล้วแต่ความสะดวก สุดแล้วแต่โอกาส
ก่อนที่จะผ่านไปงานปลงศพก็มีงานที่เรียกว่างานออกเมรุ ซึ่งมีพิธีเช่นเดียวกับ 7 วัน นั่นเอง ที่บ้านก่อนจะยกศพไปวัด ตอนเคลื่อนศพออกจากบ้าน ธรรมเนียมไทยเรา ถือว่าต้องต่อยหม้อ 3 ใบ เป็นหม้อดินหุงข้าว ทาสีขาว แล้วใส่น้ำให้เต็ม พอศพพ้นประตูบ้าน ก็เอาไม้ตีให้หม้อแตกทั้ง 3 ใบ จะแปลว่าอะไรก็ไม่ทราบ ถามใครก็ได้คำตอบไปคนละอย่ง 2 อย่าง แต่หม้อใส่น้ำนี้ปัจจุบันจะเหลือใบเดียว ผมไม่ทราบเพราะอะไร
เมื่อศพไปถึงวัดแล้ว ก็ต้องนำศพไปทำเวร 3 รอบ เวียนนั้นไม่ใช่เวียนทักษิณาวรรต เพราะไม่ใช่เป็นงานมงคล งานศพต้องเวียนซ้ายเข้าเมรุ คือเดินกลับกับเข็มนาฬิกา ถ้าเมรุเป็นจุดกลางนาฬิกาต้องเดินกลับกันไม่ใช่เดินตามเข็ม เดินกลับเข็มนาฬิการอบเมรุ 3 รอบ แล้วตั้งศพบนเมรุได้
เวลาเผาศพ แขกที่มาเผาจะขึ้นไปขมาศพ โดยถือดอกไม้ ธูปเทียนขึ้นไป โปรดเข้าใจว่าดอกไม้ ธูปเทียนที่เราไปเผาศพนั้น ไม่ใช่เป็นเชื้อเพลิงที่จะไปทำให้คพไหม้ แต่เป็นเครื่องหมายว่าเราไปขอขมาผู้ตายก่อนที่จะปลงศพ หรือก่อนจากกันไปครั้งสุดท้าย หากได้เคยทำความผิด หรือทําความไม่ดี ทำตามเวรกับเขาอย่างไร เราก็ขอขมา เป็นธรรมเนียมของพุทธศาสนา ดอกไม้ ธูปเทียนที่เราเอาไป ซึ่งเป็นของแห้ง เวลาเผาก็เผาไปด้วยกับศพ แต่ดอกไม้ ธูปเทียนนั้น ไม่ใช่ฟืน ไม่ใช่เชื้อเพลิงเป็นเครื่องขอขมาศพ
เมื่อพูดแล้วก็อยากจะพูดด้วยว่าเวลาไปเผาศพนั้น ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงแล้ว น่าจะหา ของเราไปเอง เพราะการขมากันเป็นเรื่องส่วนตัว ระหว่างเรากับผู้ตาย ที่ไปเอาของเจ้าภาพขึ้นไปขมาศพนั้น ดูออกจะเอาเปรียบเขาหน่อย ทิ้งๆ ที่เขามีแจก ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก เอาติดกระเป๋าไปด้วย ธูปดอก เทียนดอก ดอกไม้จันทร์ สักช่อหนึ่ง ไม่มีตอกไม้จันทร์ก็ได้ ธูปเทียน คงพอแก่ความประสงค์ เป็นการสร้างมารยาทดีกว่า มีความรู้ดีกว่า ไม่ใช่ไปนั่งรับแจกหนังสือแล้วก็หยิบเอาธูปเทียนเขาเผาศพ เสร็จก็หลบไปเลย
เมื่อเผาศพเสร็จแล้ว รุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง เขาจะต้องเก็บกระดูก แล้วรวมทั้งขี้เถ้า เขาจะ แปรรูปที่วางจัดไว้เป็นรูปคน นอนบนเชิงตะกอน กระดูกส่วนศีรษะใส่ไว้ตรงที่ศีรษะของรูปที่ทำขึ้นใหม่ กระดูกหน้าอกก็ใส่ไว้ที่หน้าอก กระดูกขาก็ไว้ที่ขา เศษเล็กเศษน้อยพอที่สันนิษฐานได้จัดเข้าที เมื่อจัดเสร็จแล้วก็เอาผ้าคลุมจะเป็นผ้าขาว หรือฝ่ายกก็ได้ มีโต๊ะอยู่ ใกล้ๆ วาง เครื่องทองน้อย คือเครื่องบูชาพระรัตนตรัย ใส่พานทองมีพุ่มดอกไม้ สามพุ่มเล็กๆ มีธูปดอก เทียนดอกเป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัย แล้วก็มีขวดน้ำอบวางไว้ สำหรับพรมกระดูก มีพานใส่เงิน เงินเหรียญมากน้อยตามแต่จะเห็นควรแล้วก็มีภาชนะซึ่งเป็นโกศ หรือผอบ สำหรับญาติจะได้เก็บกระดูกของผู้ตาย กลับบ้าน
เมื่อเสร็จแล้วก็เริ่มพิธีเดิน 3 หาบ นี่ในสมัยโบราณ สมัยนี้เขาไม่ค่อยทำกัน คือมีการเลี้ยงพระ 3 หาบ เขาหาบกันจริงๆ ของที่จะ ไปถวายพระในชุด 3 หาบนั้น แต่ละชุดมีไตร 1 ไตร สำรับคาว 1 สำรับ สำรับหวาน 1 สำรับ ที่ใส่สาแหรกมีคนหาบคาว หวานอยู่ในกระจาด หรือสาแหรกจะมีหม้อข้าวกับเตาไฟ 3 หาบนี้ไม่ต้องไปเลี้ยงพระจริงๆ เอาไปถวายพระเท่านั้น ให้พระท่านรับไป แต่ก่อนที่จะถวายพระ ของ3 หายนี้เขาเดินเวียนเมรุ เวียนซ้ายเหมือนกัน เวียน 3 รอบ แล้วจึงจะเอาไปถวายพระ ระหว่างที่เดิน 3 หาบรอบเมรุ เขาต้องขู่กันด้วย เหมือนกับเดินในป่า คนที่หาบที่ถือของถวายพระต้องขู่กันลั่นไป แสดงให้เห็นว่าแต่ก่อนนั้นคนไทยเราเผาผีในป่า เมื่อเผาผีแล้ว สุมไฟไว้ทั้งคืน ผู้ที่เป็นญาติของผู้ตายก็กลับบ้าน ญาติมิตรกลับบ้านมาทำกับข้าวกับปลาไว้เอาไปถวายพระในวันรุ่งขึ้น ในตอนเก็บกระดูกของที่จะไปถวายพระต้องหาบออกไป แล้วเมื่อเดินไปในทางในป่า เป็นที่จะหลงกันได้ง่ายๆ ก็ต้องขู่ไปตลอดทาง เมื่อไปถึงแล้วก็ทำบุญต่อไปได้
เมื่อเอาของขวายพระแล้ว ก็เก็บกระดูก คือผู้ที่เป็นทายาท เป็นผู้ที่เป็นญาติสนิทขึ้นไป เก็บก็เก็บเอามาชิ้นสองชิ้นใส่โกศ ใส่กระป๋อง หรืออะไรสุดแล้วแต่ แล้วก็เอากลับมาบ้าน ที่เหลือเขาเรียกว่า อังคาร คือขี้เถ้าปนเศษกระดูกที่ไม่มีใครต้องการ ใส่โถใบใหญ่ แต่ก่อนนี้เขาเอาไปลอยทะเล หรือมิฉะนั้นก็บรรจุพระเจดีย์เอาไว้ ส่วนอัฐิชิ้นสองชิ้นนั้นเก็บไว้ที่บ้าน ไว้ให้ลูกหลานบูชา แล้วก็เอามาใช้ทำบุญต่อไป
มีการบังสุกุลอัฐิ ต่อสายโยงมาให้พระซักผ้า ถ้าไปดูตามวัดโบราณในเมืองหลวงเก่าๆ ของไทย จะเห็นว่าแต่ละวัดมีพระเจดีย์มากเหลือเกิน พระเจดีย์เหล่านั้นโดยมากเป็นพระเจดีย์บริวารของพระมหาธาตุ ซึ่งอยู่ในวัด เป็นที่บรรจุกระดูก หรืออัฐิ และพระอังคารของผู้มีทรัพย์มีบุญวาสนาในสมัยนั้นทั้งสิ้น
การเก็บอัฐิ เมื่อนำมาบ้านครบ 7 วัน ต้องมีงานอีกครั้งหนึ่ง เป็นครั้งสุดท้าย มีการสวดมนต์เย็น และเลี้ยงพระ มีการบังสุกุลอัฐิ แล้วมีเทศน์เหมือนกัน จะเป็นงานวันเดียวกัน ในตอนเช้าก็ได้ คือเอาพระมาสวดมนต์ มีเทศน์ แล้วเลี้ยงเพล งานนี้ไม่ไว้ทุกข์
การทำบุญ 7 วัน ทำบุญกระดูก ทั้งหมดนี้เป็นการอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ตาย ผู้ที่ทำบุญก็ต้องกรวดน้ำไปให้ผู้ตาย เรื่องกรวดน้ำนี้จะอุทิศไปให้ผู้ตายหรือไปให้ใครอีกก็ได้ นับเป็นอันเสร็จสิ้น สำหรับพิธีเกี่ยวกับชีวิตของคนไทย แต่ละคนที่เกิดมาตั้งแต่เกิดไปจนตาย
หมายเหตุ : รำลึก 20 เมษายน วันคล้ายวันเกิด ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นำเรื่องประเพณีไทยว่าด้วย พิธีศพของไทย ใน “คึกฤทธิ์กับความเป็นไทย” หนังสือสยามรัฐ ฉบับพิเศษ ครบรอบ 83 ปี คึกฤทธิ์ ปราโมช มาถ่ายทอดให้ได้อ่านกัน
#คึกฤทธิ์ปราโมช #พิธีศพไทย #วัฒนธรรมไทย #ความเชื่อไทย #ประเพณีไทย #siamrathonline








