สถาพร ศรีสัจจัง
ต้นแบบนักการเมืองสำคัญของโลกที่สามารถนำหลัก “อหิงสา” หรือ “ความไม่เบียดเบียน” มาปรับใช้ในการต่อสู้จนประสบความสำเร็จ น่าจะไม่มีใครเกินมหาบุรุษนาม “มหาตมะ คานธี” แห่งอินเดีย
แม้จะมี “นักการเมือง” มีชื่อเสียงอีกหลายท่าน ที่นำหลักการนี้มาปรับใช้ในการต่อสู้ แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่บรรลุเป้าประสงค์มากนัก ที่โดดเด่น เช่น มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ นักสู้เพื่อต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวในสหรัฐอเมริกา, องค์ทะไล ลามะ ผู้นำทางการเมืองและจิตวิญญาณของชาวทิเบต และเนลสัน แมนเดลา แห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เป็นต้น
มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากมหาตมะ คานธี แต่เขาถูกลอบฆาตกรรมเสียก่อนที่จะเห็นผลของการต่อสู้
องค์ทะไล ลามะ ที่ลี้ภัยไปตั้งหลักต่อสู้อยู่ในอินเดีย (หลังจีนยึดครองประเทศ) ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จในการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยทิเบตจากการถูกผนวกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐประชาชนจีน
ส่วนเนลสัน แมนเดลา ที่ใช้ยุทธวิธีอหิงสาของคานธีในตอนต้น ภายหลังก็ต้องปรับเป็นแนวทางการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ เพื่อตอบโต้ความรุนแรงของรัฐบาลแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกา
ความสำเร็จในการต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากอังกฤษของชาวอินเดีย ด้วยวิธีที่เรียกว่า “อหิงสา” ภายใต้การนำของมหาบุรุษนาม “มหาตมะ คานธี” นั้นเป็นอย่างไร?
หลักการ “อหิงสา” หรือหลัก “ความไม่เบียดเบียน” ของคานธีกล่าวโดยกว้างๆ แล้ว มาจากคติความเชื่อความศรัทธาของศาสนาฮินดูหรือพราหมณ์ อันเป็นศาสนาหลักของชาวอินเดียมาแต่โบราณ ปัจจุบันในทางวิชาการถือได้ว่าเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ภายหลังศาสนาพุทธได้นำหลักการดังกล่าวนี้มาพัฒนาใช้สำหรับเป็นแนวปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น แม้จะมีหลักการพื้นฐานที่เหมือนกันคือ “ความไม่เบียดเบียนทั้งปวง” แต่มีรายละเอียดในทางปฏิบัติที่แตกต่างกันอยู่บ้าง จึงใช้ศัพท์เรียกที่แตกต่างออกไป คือใช้ “อวิหิงสา” แทนคำว่า “อหิงสา”
ผู้สนใจเรื่องนี้อาจไปศึกษาในหลักธรรมเรื่อง “หลักกุศลกรรมบถ” ของพุทธศาสนาเพิ่มเติม ก็จะมีความเข้าใจแจ่มชัดมากขึ้น
คานธีนำหลักการดั้งเดิมนี้มาปรับใช้ โดยยึดเนื้อหาหลักใหญ่คือเรื่องที่เรียกว่า “สัตยาเคราะห์” (Satyagraha) มีหลักสำคัญๆ อยู่ 3 ประการ:
สัจจะ (Truth) หรือ “ความจริง” คือให้ยึดมั่นในความถูกต้องและตั้งมั่นอยู่ในความจริง ให้เชื่อว่าความจริงคือพลังสูงสุด
อหิงสา (Non-Violence) หรือ “การไม่ใช้ความรุนแรง” คือการไม่ทำร้าย ทำลาย หรือแก้แค้นต่อผู้กดขี่ข่มเหงรังแกทั้งปวง ดังคำกล่าวของคานธีที่ว่า “จงเกลียดชังบาป มิใช่เป็นผู้กระทำบาป (เสียเอง)”
การดื้อแพ่ง (Civil Disobedience) คือการปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งหรือกฎหมายที่อยุติธรรมของผู้มีอำนาจทั้งปวง (ของคานธีคือระบอบรัฐบาลการปกครองของอังกฤษในอินเดียยามนั้น)
การต่อสู้ด้วยวิธีอหิงสาต่อจักรวรรดินิยมอังกฤษของคานธีในอินเดียประสบความสำเร็จ คือจักรพรรดินิยมอังกฤษยุคนั้นยอมให้เอกราชแก่อินเดียในปี ค.ศ. 1947 กินเวลาในการต่อสู้ดังกล่าวประมาณ 32 ปี
นั่นคือเรื่องราวของประวัติศาสตร์ คือเรื่องราวของคืนวันอันเก่าก่อน
เมื่อถึงวันนี้ อย่างน้อยก็คือ 2 ทศวรรษนี้ ในห้วงยามที่ระบบความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ได้พุ่งความทะยานอยากขึ้นสู่จุดสูงสุด ด้วยพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เป็นผลจากระบบการแข่งขันกันมีอำนาจในการถือครอง “กรรมสิทธิ์เอกชน” ที่เกิดจากระบบ “ทุนนิยมจักรพรรดินิยม” (Imperialism) ซึ่งได้สถาปนาความไร้ “มนุษยภาพ” (Humanities) ขึ้นอย่างกว้างขวางเหมือนไร้ขอบเขต
“รัฐชาติ” ทั้งหลายที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมหลังมหาสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งกินเวลาถึงปัจจุบันเพียงสั้นๆ คือประมาณ 80 ปีเท่านั้นเอง (สงครามโลกครั้งที่ 2 จบสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2488)
แต่เป็น 80 ปีในการเกิดขึ้นของ “จักรพรรดินิยมใหญ่ตัวใหม่” ที่น่ากลัวและตะกละตะกราม เป็นตัวแทนที่แท้จริง (ด้านชั่วร้าย) ของระบบทุนนิยมผูกขาดที่น่าสยดสยองยิ่งนัก
นั่นคือหนึ่งในประเทศชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สูญเสียและบอบช้ำน้อยที่สุด (เพราะพื้นที่สงครามขยายไปไม่ถึงภูมิภาคของเขา) ที่ชื่อประเทศสหรัฐอเมริกา!
ใครที่สนใจศึกษาเรื่องการเคลื่อนไหวของการเมืองโลก ตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างลงลึกและต่อเนื่องจริงจัง ย่อมประจักษ์ข้อมูลได้อย่างแน่นอนว่า นโยบายเรือธงของสหรัฐอเมริกา (และขบวนการของยิว “ไซออนนิสต์”) มีเป้าหมายมุ่งของการเป็น “เอกอำนาจ” อย่างไรบ้าง?
เฉพาะเรื่อง “การลงทุนทางกลาโหม” ของ ‘นโยบายรัฐบาล’ ประเทศสหรัฐอเมริกา (ฟังว่า เป็นตัวแทนที่มาจากการ ‘เลือกตั้งแบบประชาธิปไตย’ ส่วนความลึกลับเบื้องหลังของ ‘อำนาจทุน’ ที่มีต่อพรรคการเมืองใหญ่ทั้ง 2 พรรค และต่อระบบการเลือกตั้งในอเมริกาจะเป็นอย่างไร ต้องถือเป็นเรื่องลึกลับต่อไป) ทุกยุคทุกสมัย (อย่างต่อเนื่อง) เพียงเรื่องเดียว ก็อาจเห็นร่องรอยและตอบคำถามได้แล้วว่า “สันติวิธี” หรือ “อหิงสา” จะเป็น “วิธีวิทยา” ในการต่อสู้ในยุคจักรพรรดินิยมตัวใหม่ที่ดุร้ายหฤโหด (เห็นชีวิตคนเป็นเหมือนผักปลาอาหาร) และละโมบถ่อยเถื่อนได้หรือไม่ อย่างไร?!!!!








