วันที่ 14 ส.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า คนตายปี 34 วัดตั้งปี 41 'สามารถ เจนชัยจิตรวนิช' กางข้อกฎหมายชี้ชัด สิทธิที่ดินมรดกเป็นของใคร?
สวัสดีครับพี่น้องประชาชน วันนี้ผม สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ขอหยิบยกประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และมรดกที่สังคมกำลังให้ความสนใจ ซึ่งมีประเด็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายอย่างรอบคอบครับ ช่วยกันส่งต่อให้ถึงป้าดา ด้วยนะครับ ป้าดาน่าจะยิ้มออก
กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า "นายเฮียงให้อยู่ และบอกว่าถ้าตั้งวัดเมื่อไรจะยกให้" ต่อมา นายเฮียงเสียชีวิตในปี 2534 แต่ วัดได้รับการประกาศจัดตั้งตามกฎหมายในปี 2541 ...ประเด็นนี้ ในทางกฎหมายมีหลักพิจารณา 4 ข้อสำคัญ ดังนี้ครับ
1. การยกที่ดินให้ ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด (ป.พ.พ. มาตรา 525)
ตามกฎหมาย "การให้ที่ดิน" ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์จะสมบูรณ์ตามแบบก็ต่อเมื่อ ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 525 หากมีเพียงคำพูดปากเปล่าว่าให้อยู่ หรือจะยกให้เมื่อตั้งวัด แต่ยังไม่ได้ทำหนังสือและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ สิทธิในที่ดินจึงยังไม่ถือว่าโอนไปโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย
2. การพิจารณาสถานะนิติบุคคลของวัด ณ ช่วงเวลาเกิดสิทธิ
วัดจะมีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ (มาตรา 31) ซึ่งมีสิทธิในการถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เมื่อนายเฮียงเสียชีวิตในปี 2534 แต่วัดมีการประกาศตั้งอย่างเป็นทางการในปี 2541 ในทางคดีจึงต้องตรวจสอบสถานะทางกฎหมายของวัดและผู้ถือสิทธิในช่วงปี 2534 อย่างละเอียด เพื่อพิจารณาว่าสิทธิในการรับโอนหรือรับทรัพย์สินเกิดขึ้นในเวลาใด
3. การตกทอดของกองมรดก (ป.พ.พ. มาตรา 1599)
หากไม่มีพินัยกรรมหรือการจัดการทรัพย์สินโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นอย่างอื่น เมื่อนายเฮียงถึงแก่ความตายในปี 2534 สิทธิในทรัพย์มรดกย่อมเข้าสู่กระบวนการมรดกและตกทอดแก่ทายาทตามกฎหมายทันที การจะดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินในภายหลัง จึงต้องพิจารณาผ่านกระบวนการจัดการกองมรดกหรือความยินยอมของทายาทตามกฎหมาย
4. การครอบครองปรปักษ์ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะครอบครองที่ดินเป็นเวลานาน
หากจุดเริ่มต้นของการเข้าครอบครองเกิดจากการที่เจ้าของอนุญาตให้อยู่อาศัยหรือให้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน การครอบครองดังกล่าวย่อมต้องพิจารณาว่าเป็นการครอบครองในฐานะใด การจะอ้างครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 ต้องเป็นการครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และหากเดิมเป็นเพียงการยึดถือแทนหรือครอบครองโดยอาศัยสิทธิของเจ้าของ การเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือย่อมต้องพิจารณาตามมาตรา 1381 และพฤติการณ์แห่งคดี ไม่ใช่เพียงอยู่อาศัยในที่ดินมาเป็นเวลานานแล้วจะกลายเป็นเจ้าของโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า "ใครอยู่ในที่ดินมานานแค่ไหน" แต่ต้องถามว่า "เข้าครอบครองด้วยสิทธิอะไร และมีหลักฐานใดแสดงว่าได้เปลี่ยนลักษณะการยึดถือเป็นการครอบครองในฐานะเจ้าของหรือไม่"
บทสรุปในมุมมองกฎหมายจากผม สามารถ เจนชัยจิตรวนิช
ถ้าข้อเท็จจริงเป็นจริงว่า นายเฮียงเสียชีวิตในปี 2534 แต่การตั้งวัดเกิดขึ้นในปี 2541 สิ่งที่ต้องแยกให้อยู่ในความถูกต้องคือ "คำพูดว่าจะยกให้" กับ "การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามกฎหมาย" เป็นคนละเรื่องกันครับ
การที่มีการพูดว่า "ให้อยู่ และถ้าตั้งวัดเมื่อไรจะยกให้" ไม่ได้ทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินเปลี่ยนมือโดยอัตโนมัติ การจะวินิจฉัยว่าที่ดินเป็นของใคร ต้องย้อนตรวจตั้งแต่ วันที่นายเฮียงเสียชีวิตในปี 2534 ว่าในขณะนั้นมีพินัยกรรมหรือไม่ มีการทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินไว้หรือไม่ ใครเป็นทายาท และมีเอกสารหรือการดำเนินการใดที่ทำให้สิทธิในที่ดินเปลี่ยนแปลงหรือไม่
ส่วนการที่วัดได้รับการประกาศจัดตั้งในปี 2541 ก็ต้องนำมาพิจารณาประกอบว่า ในวันที่เกิดเหตุแต่ละช่วงเวลา ผู้ใดมีฐานะเป็นผู้ทรงสิทธิและมีอำนาจรับโอนทรัพย์สินตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น อย่าเอา "การตั้งวัดในภายหลัง" มาย้อนสรุปว่า "กรรมสิทธิ์ในที่ดินโอนไปแล้วตั้งแต่ก่อนหน้านั้น" โดยอัตโนมัติครับ
คนตายปี 2534 — วัดตั้งปี 2541
คำถามทางกฎหมายจึงอยู่ที่ว่า:
"ระหว่างปี 2534 ถึงปี 2541 กรรมสิทธิ์ในที่ดินอยู่กับใคร และมีเอกสารทางกฎหมายฉบับใดทำให้กรรมสิทธิ์เปลี่ยนมือ?"
นี่คือข้อเท็จจริงที่ต้องตอบด้วย โฉนด เอกสารการโอน พินัยกรรม หลักฐานการตั้งวัด และเอกสารมรดก ไม่ใช่ตอบด้วยเพียงคำบอกเล่าครับ
ช่วยกันส่งต่อให้ป้าดา ด้วยนะครับ FC








