วันที่ 14 ส.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า...
1.1 ล้านคดีล้นศาล กับคำถามใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมไทย
“ไต่สวนมูลฟ้อง” ควรเป็นกลไกคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ หรือปล่อยให้เป็นเพียงขั้นตอนที่แตกต่างกันตามว่าใครเป็นโจทก์?
โดย สามารถ เจนชัยจิตรวนิช
อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม
พี่น้องประชาชนครับ
วันก่อนทางสำนักงานศาลยุติธรรมได้เปิดเผยตัวเลข 1,109,533 คดี ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นทั่วประเทศในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ไม่ใช่เพียง “ตัวเลขทางสถิติ”
แต่มันเป็นสัญญาณเตือนว่า กระบวนการยุติธรรมไทยนั้นกำลังแบกรับกับภาระที่มหาศาล
และเมื่อคดีเข้าสู่ศาลจำนวนมาก สิ่งที่พวกเราต้องถามไม่ใช่เพียงว่า
“ศาลจะพิจารณาคดีให้เร็วขึ้นได้อย่างไร?”
แต่ต้องถามให้ลึกลงไปกว่านั้นว่า
“เรามีกลไกคัดกรองคดีที่เพียงพอหรือยัง ก่อนที่ประชาชนคนหนึ่งจะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีอาญาเต็มรูปแบบ”
เพราะว่าในคดีอาญา “ต้นทุนของความผิดพลาด” ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนเงิน
แต่มันวัดด้วย อิสรภาพ ชื่อเสียง อาชีพ ธุรกิจ ครอบครัว และชีวิตของคนคนหนึ่งไปตลอดกาล
ปัญหาที่ต้องมาเปิดใจคุยกันคือในชั้น “ไต่สวนมูลฟ้อง” มันกับมีความแตกต่างระหว่างที่คดีราษฎรฟ้องเองและคดีอัยการเป็นผู้ฟ้อง
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น ในระบบชั้นไต่สวนมูลฟ้องมีบทบาทสำคัญในการพิจารณาว่า คดีที่ถูกนำมาสู่ศาลนั้นมีมูลเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปหรือไม่
หากเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์กฎหมายไทย แนวคิดเรื่อง “การกลั่นกรองคดี” ไม่ใช่สิ่งใหม่
มันมีมาตั้งแต่สมัยในยุค กฎหมายตราสามดวงย้อนไปถึงในยุคสมัยอยุธยา ก็มีหลักคิดสำคัญว่า การนำคดีขึ้นสู่ผู้มีอำนาจพิจารณา ต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงในระดับหนึ่งก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้การกล่าวหาเล็กน้อยกลายเป็นภาระของกระบวนการยุติธรรมโดยไม่จำเป็น
ต่อมาถึงในยุค การปฏิรูปกฎหมายสมัยรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยเริ่มรับแนวคิดระบบศาลสมัยใหม่จากตะวันตก โดยเฉพาะหลัก “การฟ้องคดีต้องมีมูล” และการแยกบทบาทระหว่างตำรวจ อัยการ และศาลให้ชัดเจนมากขึ้น
จนมาถึง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในปัจจุบัน ที่กำหนดให้มีระบบไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ เพื่อคุ้มครองจำเลยจากการถูกฟ้องโดยไม่มีมูลเพียงพอ
โดยเฉพาะในกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ กฎหมายได้วางหลักให้จำเลยมีสิทธิเข้ามาต่อสู้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง และมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากทนายความตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า
ในเมื่อเป็นคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ เหตุใดโครงสร้างของกระบวนการก่อนเข้าสู่การพิจารณาคดีจึงแตกต่างออกไป?
ผมไม่ได้กำลังบอกว่า “คดีที่อัยการฟ้องไม่มีการกลั่นกรอง”
เพราะในทางประวัติศาสตร์ ระบบอัยการไทยก็พัฒนามาจากแนวคิด “ผู้แทนรัฐในการกลั่นกรองคดี” ที่ได้รับอิทธิพลจากระบบกฎหมายยุโรปภาคพื้นทวีป ซึ่งให้อำนาจพนักงานอัยการในการคัดกรองสำนวนก่อนฟ้องศาลอยู่แล้ว
แต่ประเด็นที่ผมกำลังเสนอคือ
ในเมื่อคดีมาถึงศาลแล้ว ก็ควรมีกลไกใดอีกหรือไม่ ที่เปิดโอกาสให้จำเลยสามารถแสดงข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานสำคัญในเบื้องต้น ก่อนที่คดีจะเดินเข้าสู่กระบวนการสืบพยานเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะคดีที่มีอัตราโทษสูงและมีความเสี่ยงต่อการถูกคุมขังระหว่างพิจารณา
นี่คือคำถามเชิงนโยบายกฎหมายที่เราควรกล้าถกเถียงกัน
การพูดเรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อช่วยคนผิด
แต่เพื่อเป็นการ ป้องกันไม่ให้คนที่อาจบริสุทธิ์ต้องแบกรับต้นทุนของกระบวนการยุติธรรมโดยไม่จำเป็น
เพราะการตก “จำเลย” นั้นไม่ได้เสียแค่เวลาขึ้นศาล
พวกเราลองคิดดูครับ
คนหนึ่งคนถูกฟ้องคดีอาญา
แม้ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่สิ่งที่อาจเกิดขึ้นทันทีคือ
หนึ่ง — อิสรภาพ
หากไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว หรือมีเหตุจำเป็นตามกฎหมายให้ต้องถูกควบคุมตัว ชีวิตของคนคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนจาก “ประชาชนธรรมดา” เป็น “ผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี” ได้
สอง — ชื่อเสียง
ในยุคที่ข่าวสารเดินทางเร็วกว่าเอกสารในสำนวน บางครั้งคำว่า “ถูกฟ้อง” ในสายตาสังคมกลับถูกตีความไปแล้วว่า “ทำผิด”
ทั้งที่กฎหมายไทยกำหนดหลักสำคัญว่า
ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดไม่ได้
โดยหลักนี้เองก็มีรากฐานทางประวัติศาสตร์จากแนวคิด “Presumption of Innocence” ที่พัฒนาขึ้นในยุโรปหลังยุคกฎหมายจารีตและการลงโทษโดยอำนาจรัฐแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหลักสากลที่รัฐธรรมนูญไทยรับรองไว้
นี่จึงไม่ใช่สิทธิพิเศษของจำเลย
แต่ต้องเป็น หลักประกันของประชาชนทุกคน
โดยศาลรัฐธรรมนูญเองก็ได้ย้ำความสำคัญของหลักสันนิษฐานความบริสุทธิ์และสิทธิในการต่อสู้คดีว่าเป็นส่วนสำคัญของหลักนิติธรรม
สาม — อาชีพและธุรกิจ
คนที่ถูกดำเนินคดีอาจสูญเสียงาน เสียคู่ค้า เสียเครดิตทางธุรกิจ และสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ แม้ท้ายที่สุดจะไม่ได้ถูกพิพากษาว่ามีความผิด
สี่ — ครอบครัว
จำเลยอาจเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก หรือเป็นเสาหลักของครอบครัว
เมื่อเขาสูญเสียอิสรภาพ ครอบครัวก็ได้รับผลกระทบไปด้วย บางครอบครัวบ้านแตก ไม่สามารถย้อนคืนกลับมาได้
และสิ่งที่น่าคิดที่สุดคือ
ถ้าวันหนึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น จะย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่?
และในหลายกรณี หากท้ายที่สุดพิสูจน์ได้ว่าบุคคลนั้นไม่ได้กระทำความผิด รัฐอาจต้องเผชิญกับการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิหรือการดำเนินคดีโดยไม่ชอบ ซึ่งสุดท้ายภาระค่าเสียหายเหล่านี้ก็ตกกลับมาที่งบประมาณแผ่นดินและภาษีของประชาชนทั้งประเทศ กลายเป็นความเสียหายเชิงระบบที่ไม่เพียงกระทบตัวบุคคล แต่กระทบต่อความเชื่อมั่นและทรัพยากรของรัฐโดยรวม
ดังนั้นคำตอบคือ ไม่ได้ทั้งหมดที่พูดมา
ถอดบทเรียน Forex-3D คือบทเรียนที่สังคมไม่ควรลืม
คดี Forex-3D เป็นหนึ่งในคดีอาญาขนาดใหญ่ที่ทำให้สังคมเห็นภาพของกระบวนการยุติธรรมที่ลากยาวเป็นเวลานาน
เมื่อมองในเชิงประวัติศาสตร์กฎหมาย คดีลักษณะนี้สะท้อนปัญหาเดียวกับที่หลายประเทศเคยเผชิญในอดีต คือ “คดีเศรษฐกิจขนาดใหญ่” ที่ใช้เวลาพิจารณานานจนกระทบสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาอย่างรุนแรง
ในอดีต หลายระบบกฎหมายจึงเริ่มพัฒนาแนวคิด “การพิจารณาแบบเร่งรัดในบางประเด็น” และ “การคัดกรองข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้นทาง” เพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นการลงโทษโดยตัวมันเอง
เมื่อคดีดำเนินไปหลายปี จำเลยบางรายต้องต่อสู้คดีภายใต้แรงกดดันมหาศาล ขณะที่ชีวิตจริงไม่เคยหยุดเดิน
คนหนึ่งคนอาจต้องเสียเวลา
เสียโอกาส
เสียรายได้
เสียชื่อเสียง
และในบางกรณีต้องสูญเสียอิสรภาพระหว่างการพิจารณาคดี
หากท้ายที่สุดศาลพิพากษายกฟ้อง สิ่งที่กฎหมายสามารถเยียวยาได้บางส่วนอาจเป็นเรื่องเงิน
แต่ เวลาและชีวิตที่สูญเสียไป ไม่สามารถคืนกลับมาได้ ครอบครัวที่เสียไป บาดแผลทางใจที่จะฝังติดตัวพวกเขาไป
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราจึงต้องให้ความสำคัญกับ “การกลั่นกรองคดี” ตั้งแต่ต้นทาง
หลักนิติธรรมต้องไม่ใช่เพียงถ้อยคำในรัฐธรรมนูญ
โดยรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฏหมายสูงสุดของประเทศได้บัญญัติ มาตรา 3 วรรคสองไว้โดยวางหลัก กำหนดให้รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม
ในขณะเดียวกัน มาตรา 27 รับรองหลักความเสมอภาคไว้
และมาตรา 29 วางหลักประกันสำคัญที่สุดประการหนึ่งในคดีอาญา คือ
“สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด”
หลักทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า “จำเลยต้องชนะ”
และก็ไม่ได้หมายความว่า “รัฐไม่มีสิทธิฟ้องคดี”
ในทางตรงกันข้าม
รัฐมีอำนาจดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างเต็มที่
แต่การใช้อำนาจนั้นต้องอยู่ภายใต้ หลักนิติธรรม ความจำเป็น ความได้สัดส่วน และหลักประกันสิทธิของประชาชน
เพราะฉะนั้น การตั้งคำถามว่า
“เราสามารถออกแบบกระบวนการก่อนเข้าสู่การพิจารณาคดีให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากกว่านี้ได้หรือไม่”
จึงไม่ใช่เป็นการเข้าข้างจำเลย
แต่มันคือการปกป้อง ระบบยุติธรรมทั้งระบบ
ตอนนี้ถึงเวลาให้ปฏิรูปชั้น “ไต่สวนมูลฟ้อง” ให้เป็นเครื่องมือคัดกรองคดีอย่างแท้จริง
ผมเสนอให้มีการศึกษาปรับปรุงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยเฉพาะกระบวนการก่อนเข้าสู่การพิจารณาคดี เพื่อให้เกิดระบบคัดกรองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อาจพิจารณาเป็นพิเศษสำหรับ
คดีที่มีอัตราโทษสูง
คดีที่จำเลยมีความเสี่ยงถูกคุมขังระหว่างพิจารณา
คดีที่มีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายซับซ้อน
คดีที่มีพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยซึ่งสามารถแสดงให้เห็นตั้งแต่ต้นว่าข้อกล่าวหาอาจไม่มีมูล
หรือกรณีอื่นที่กฎหมายกำหนดให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจคัดกรองก่อนเข้าสู่การสืบพยานเต็มรูปแบบ
โดยต้องออกแบบให้ ไม่กลายเป็นช่องทางประวิงคดี
เพราะการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ดีต้องรักษาสมดุลสองด้านพร้อมกัน
ด้านหนึ่ง — ต้องไม่ปล่อยให้คนผิดหลุดพ้นจากความรับผิด
อีกด้านหนึ่ง — ต้องไม่ปล่อยให้คนบริสุทธิ์ต้องสูญเสียชีวิตเพราะกระบวนการที่ยาวเกินจำเป็น
นี่คือหัวใจของหลักนิติธรรม
“ความล่าช้า” ไม่ใช่เพียงปัญหาของศาล แต่เป็นต้นทุนของประชาชน
ดั่งคำกล่าวที่ว่า
Justice delayed is justice denied
หรือแปลเป็นภาษาไทยได้วลีว่า
“ความยุติธรรมที่ล่าช้า อาจกลายเป็นความอยุติธรรม”
ดังนั้นมันไม่ควรถูกใช้เป็นเพียงวาทกรรมสวยหรู
เพราะสำหรับคนที่ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี
หนึ่งวันคือหนึ่งวันของชีวิต
สำหรับนักธุรกิจ
หนึ่งปีอาจหมายถึงการล้มละลาย
สำหรับลูก
หนึ่งปีอาจหมายถึงการเติบโตโดยไม่มีพ่อหรือแม่อยู่ข้างๆ
และสำหรับคนที่ถูกกล่าวหาโดยไม่มีความผิด
ห้าปีอาจเป็นเวลาที่ไม่มีวันเรียกคืนได้
ดังนั้น ตัวเลข 1,109,533 คดี จึงควรเป็นมากกว่าสถิติ
มันควรเป็นเสียงเตือนให้พวกเรากลับมาถามว่า
ประเทศไทยกำลังบริหาร “จำนวนคดี” หรือกำลังบริหาร “ความยุติธรรมของประชาชน”
ผมเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ นักกฎหมาย นักวิชาการ และภาคประชาชน จะต้องร่วมกันทบทวนระบบไต่สวนมูลฟ้องและกระบวนการคัดกรองคดีอาญาอย่างจริงจัง
มันไม่ใช่เพื่อสร้างเกราะให้คนผิด
แต่เพื่อสร้าง หลักประกันให้คนบริสุทธิ์
เพราะในรัฐที่ยึดหลักนิติธรรมแล้วนั้น
การจับคนผิดมาลงโทษคือความยุติธรรม
แต่
ทว่าการไม่ปล่อยให้คนบริสุทธิ์ต้องถูกลงโทษโดยกระบวนการที่ยาวนานเกินจำเป็น — นั่นก็เป็นความยุติธรรมเช่นกัน
และถ้าวันนี้เรารู้ว่าระบบมีจุดที่สามารถปรับปรุงได้
คำถามจึงไม่ใช่
“จะปฏิรูปหรือไม่?”
แต่คือ
“เราจะรอให้มีคนบริสุทธิ์ต้องสูญเสียอิสรภาพอีกกี่คน ก่อนที่เราจะลงมือแก้ไข”
หลักนิติธรรมไม่ได้มีไว้ปกป้องเฉพาะคนที่เราชอบ
แต่มันต้องปกป้องแม้กระทั่งคนที่สังคมกำลังกล่าวหาว่าเป็นคนผิด
เพราะวันหนึ่ง…
คนที่ยืนอยู่หลังลูกกรง อาจเป็นคนที่เราเองก็ไม่เคยคิดว่าเขาจะเป็นคนผิดเช่นกัน
"สุดท้ายนี้ กระบวนการยุติธรรมที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้บริสุทธิ์ได้พิสูจน์ตนเองตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่เพียงแค่สร้างบาดแผลให้แก่จำเลยและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังกัดเซาะความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบยุติธรรมทั้งระบบ
ถึงเวลาแล้วครับที่เราต้องร่วมกันส่งเสียง เพื่อให้เกิดการแก้ไข ป.วิ.อ. ปฏิรูประบบไต่สวนมูลฟ้องให้เป็นหลักประกันความยุติธรรมที่เท่าเทียมสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
เพราะ ‘อิสรภาพที่เสียไป’ ไม่เคยมีสิ่งใดชดเชยได้… และเราไม่ควรรอให้ความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวหรือตัวเราเอง ก่อนที่จะเริ่มลงมือเปลี่ยนแปลง"
#สามารถเจนชัยจิตรวนิช #กระบวนการยุติธรรม #ไต่สวนมูลฟ้อง #ศาลยุติธรรม #คดีอาญา #หลักนิติธรรม #ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม #Forex3D #สิทธิจำเลย #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








