วันที่ 12 ส.ค.69 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ระบุว่า ถอดรหัสวิกฤตการเมือง: เมื่อ "ช่องว่างทางการสื่อสาร" กลายเป็นตำบลกระสุนตก รุมถล่มท่านนายกฯ อนุทิน
สวัสดีพี่น้องประชาชนและเพื่อนๆ ทาง Facebook ทุกท่านครับ
ช่วงไม่กี่วันมานี้ ประเด็นคำให้สัมภาษณ์ของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เรื่องการใช้อาวุธปืนและสิทธิของเจ้าของบ้าน ได้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม จนท่านนายกฯ ต้องออกมาชี้แจงว่าเป็นการ "สื่อสารสั้นเกินไป" และไม่ได้มีเจตนาจะตัดสิทธิการป้องกันตัวของประชาชนตามกฎหมาย
ในฐานะคนที่ติดตามการเมืองและทำงานด้านกฎหมายมาโดยตลอด ผมมองว่ากรณีนี้เป็นบทเรียนทางการเมืองที่สำคัญยิ่ง เพราะปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เจตนาของท่านนายกฯ แต่อยู่ที่ "ช่องว่างระหว่างสิ่งที่ผู้นำพูด กับสิ่งที่ประชาชนรับฟังและตีความ" ซึ่งนำมาซึ่งมรสุมทางการเมือง 6 มิติสำคัญ ดังนี้ครับ
1. กระทบต่อความรู้สึกและความมั่นใจของประชาชนผู้บริสุทธิ์
แม้ในทางกฎหมายจะต้องว่ากันด้วยกระบวนการพิสูจน์ แต่วินาทีที่ประชาชนได้ยินคำพูดดังกล่าว สภาวะจิตใจของหัวหน้าครอบครัวทั่วประเทศก็เกิดความรู้สึกกังวลทันที บ้านซึ่งควรเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดกลับกลายเป็นความลังเลว่า “หากมีผู้ร้ายบุกรุกยามวิกาล คนบริสุทธิ์จะปกป้องครอบครัวได้อย่างไรโดยไม่ตกเป็นจำเลย” เมื่อประชาชนรู้สึกว่าสิทธิพื้นฐานในการปกป้องชีวิตกำลังสุ่มเสี่ยง คะแนนนิยมและความศรัทธาต่อตัวผู้นำจึงลดวูบลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2. หลักนิติธรรม: กฎหมายไม่ได้ให้สิทธิยิงโจรได้ทุกกรณี แต่ก็ไม่ได้บอกว่ายิงโจรแล้วผิดทุกกรณี
ในทางนิติศาสตร์ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 วางหลักเรื่อง "การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย" ไว้ชัดเจน กฎหมายไม่ได้บอกว่าเจ้าของบ้านมีสิทธิยิงโจรได้โดยอัตโนมัติทุกกรณี แต่กฎหมายก็ไม่ได้บอกว่าเจ้าของบ้านยิงโจรแล้วจะต้องผิดทุกกรณีเช่นเดียวกัน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่ามีภยันตรายที่ใกล้จะถึง และเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุหรือไม่ การสื่อสารที่รวบรัดเกินไปจึงสร้างความสับสนต่อหลักกฎหมายพื้นฐานที่คุ้มครองประชาชน
3. เปิดช่องให้ฝ่ายค้านใช้เป็นจุดรุกทางการเมือง
ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไป วาทกรรมที่เกิดจากช่องว่างทางการสื่อสารนี้ได้กลายเป็น “อาวุธชั้นดี” ที่ฝ่ายค้านนำมาดึงไปเชื่อมโยงกับปัญหาภาพรวม ทั้งเรื่องความปลอดภัยสาธารณะและการบริหารงานของรัฐบาล เปลี่ยนให้ท่านนายกฯ ตกเป็น “ตำบลกระสุนตก” ที่โดนถล่มจากรอบด้าน
4. เกิดวิกฤตการสื่อสาร (Communication Crisis) จนเสียจังหวะบริหาร
แทนที่รัฐบาลและท่านนายกฯ จะได้ใช้เวลาและพื้นที่สื่อในการผลักดันนโยบายเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง กลับต้องมาเสียเวลาและทรัพยากรไปกับการ “ตั้งรับและชี้แจงแก้ข่าว” แม้จะมีการออกมาอธิบายบริบทในภายหลัง แต่วิกฤตการสื่อสารได้สร้างต้นทุนทางการเมืองไปแล้ว เพราะความประทับใจแรกของสังคมได้เกิดขึ้นไปก่อนหน้า
5. สร้างแรงต้านล่วงหน้าต่อการผลักดันกฎหมายควบคุมอาวุธปืน
ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าปรับปรุงและจัดระเบียบกฎหมายอาวุธปืน ความเข้าใจผิดของประชาชนต่อทิศทางของรัฐบาลยิ่งทำให้เกิดแรงต้าน ประชาชนมองว่าหากรัฐบาลจะเพิ่มความเข้มงวดในการพกพาและครอบครอง แต่กลับทำให้สิทธิในการป้องกันตัวในบ้านดูริบหรี่ลง ก็จะยิ่งสร้างกำแพงความไม่พอใจต่อร่างกฎหมายใหม่ที่จะเข้าสภาในอนาคต
6. วิกฤตไม่ได้อยู่ที่ตัวกฎหมาย แต่อยู่ที่ “ความไว้วางใจ”
นี่คือหัวใจสำคัญครับ ในช่วงเวลาที่รัฐบาลเข้มงวดเรื่องนโยบายปืน เมื่อประชาชนได้ยินประโยคเกี่ยวกับการยิงโจร เขาไม่ได้ฟังแค่ "ข้อบัญญัติทางกฎหมาย" แต่นี่คือการฟัง "ทิศทางและเจตนารมณ์ของรัฐบาลต่อสิทธิในการปกป้องชีวิตของเขา" เมื่อเกิดความคลางแคลงใจ ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลก็ย่อมลดน้อยลง
บทเรียนสำคัญของการบริหาร เรือ น้ำ และศิลปะการถอนฟืนออกจากเตา
สิ่งที่นักบริหารประเทศต้องตระหนักอยู่เสมอคือ "นายกรัฐมนตรีคือผู้นำของคนไทยทุกคน"
ฝ่ายที่ไม่ชอบท่าน ท่านต้องใช้ความนุ่มนวลและผลงานค่อยๆ เปลี่ยนใจเขากลับมา
ฝ่ายตรงกลาง ท่านต้องแสดงวุฒิภาวะเพื่อซื้อใจให้เขารักและยอมรับ
ฝ่ายที่รักท่านอยู่แล้ว ท่านต้องรักษาเขาไว้ ไม่ทำให้เขาสับสนหรือลำบากใจในการปกป้องรัฐบาล
คนโบราณเตือนไว้เสมอครับว่า “รัฐบาลก็เสมือนเรือ ประชาชนก็เสมือนน้ำ” น้ำทำให้เรือลอยอย่างสง่างามได้ แต่น้ำก็สามารถพลิกให้เรือจมได้เช่นเดียวกัน
การสื่อสารที่สร้างความเข้าใจผิดจึงเปรียบเสมือนการเติมเชื้อไฟเข้าไปในกองเพลิง หลักการบริหารรัฐกิจที่ดีในภาวะวิกฤตคือ "ต้องถอนฟืนออกจากเตา" ผ่อนความตึงเครียด ไม่สร้างประเด็นใหม่ลงไปขยายแผลเดิม เรื่องข้อกฎหมายที่ละเอียดอ่อน ควรให้ทีมโฆษกรัฐบาล หรือทีมประชาสัมพันธ์ที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้แถลงและให้รายละเอียดแทน เพื่อรักษา distancing และวุฒิภาวะของตัวนายกรัฐมนตรี ดังที่มีบทเรียนให้เห็นมาแล้วในอดีต
บทสรุปและข้อเสนอแนะถึงท่านนายกรัฐมนตรี
"ในทางกฎหมาย ความจริงต้องพิสูจน์กันด้วยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในชั้นศาล... แต่ในทางการเมือง ความรู้สึกของประชาชนเกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีที่คำพูดถูกได้ยินแล้ว"
การเป็นผู้นำประเทศ ทุกคำพูดมีความหมายเท่ากับทิศทางนโยบายครับ ผมขออนุญาตแท็กเรียนถึงท่านนายกรัฐมนตรี Anutin Charnvirakul โดยตรงด้วยความเคารพและปรารถนาดี อยากให้ท่านนำเสียงสะท้อน ข้อสังเกตทางการเมือง และหลักการ "ถอนฟืนออกจากเตา" เหล่านี้ไปปรับใช้ เพื่อรักษาน้ำใจของประชาชน นำพาประเทศและรัฐบาลเดินหน้าไปได้อย่างสง่างามและมั่นคงครับ








