มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) จัดพิธีปิดโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ หลักสูตร “การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่” เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 ณ ห้องประชุมสัจจา เกตุทัต เพื่อสรุปผลการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงป้อนกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องยนต์อัจฉริยะ (New Growth Engine) หลังดำเนินงานบ่มเพาะทักษะวิชาชีพอย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลา 7 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมและผ่านการอบรมจำนวนทั้งสิ้น 60 คน
โครงการดังกล่าวได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Thailand 4.0 ผ่านโมเดล Joint Venture ร่วมกับสถานประกอบการชั้นนำในการออกแบบหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยหัวใจสำคัญของการเรียนการสอนคือการแก้จุดบอดเรื่องความเชี่ยวชาญของช่างในปัจจุบันที่มักประสบปัญหาซ่อมบำรุงไม่จบสิ้นเนื่องจากขาดความเข้าใจในเทคโนโลยีใหม่ ควบคู่ไปกับการฝึกปฏิบัติจริงผ่านเครื่องมือวิเคราะห์อัจฉริยะอย่างเครื่องสแกนในการตรวจวัดค่าการทำงานของรถยนต์
พ.ต.พิพัฒน์พงศ์ ปรีเปรม หัวหน้าหลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ CITE–DPU เปิดใจว่า การออกแบบหลักสูตรครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการสอนเชิงทฤษฎี แต่เป็นการทำงานร่วมกับบริษัทพันธมิตรเพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริงกับรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด พร้อมสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้ทันทีในหน้างานจริง และสอดรับกับความต้องการของอุตสาหกรรมโดยตรง
การฝึกอบรมยังครอบคลุมการใช้เครื่องมือวิเคราะห์สมัยใหม่ เช่น เครื่องสแกน (Scanner) สำหรับตรวจสอบระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ของรถยนต์ โดยการฝึกนี้ จัดทั้งในมหาวิทยาลัยและสถานประกอบการพันธมิตร ทำให้ผู้เรียนได้สัมผัสสภาพงานจริงและสามารถระบุจุดบกพร่องได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าการตรวจสอบแบบเดิม
“อารมณ์เหมือนเวลาเรามีอาการมึนหัว ถ้าไม่มีเครื่องมือก็ต้องเดาว่าเกิดจากอะไร แต่ถ้ามีเครื่องมือวัดก็จะรู้ตรงจุดทันทีว่าความดันขึ้น การซ่อมรถสมัยใหม่ก็เช่นเดียวกัน ต้องใช้เครื่องมือสแกนเพื่อให้รู้ปัญหาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะเห็นความเร็วที่ชัดเจนมาก คือ 5-10 นาทีก็รู้ผลแล้ว จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลาเดาสุ่มอาการนานหลายวัน” พ.ต.พิพัฒน์พงศ์ เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
นอกเหนือจากความรวดเร็วและความแม่นยำในการทำงานแล้ว ความรู้ด้านยานยนต์สมัยใหม่ยังทำหน้าที่เป็นกลไกด้านความปลอดภัยในสถานประกอบการ การเข้าใจระบบไฟฟ้าแรงสูงในยานยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดช่วยลดความเสี่ยงจากไฟฟ้าลัดวงจรหรือเหตุเพลิงไหม้ในอู่ซ่อมที่มักเกิดจากการปฏิบัติงานผิดขั้นตอน ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถลดข้อผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้ในตัว
บรรยากาศการเรียนรู้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจากหลากหลายค่าย เช่น Honda, Toyota และ BYD ได้สร้างเครือข่ายและแลกเปลี่ยนความรู้โดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้เรียนสามารถต่อยอดแนวทางของตนเองได้ครอบคลุมมากขึ้น และพร้อมปรับตัวตามเทรนด์อุตสาหกรรมในอนาคต
ในมิติด้านอาชีพ พ.ต.พิพัฒน์พงศ์ ให้ข้อมูลเพิ่มด้วยว่า แรงงานที่มีทักษะเฉพาะทางด้านยานยนต์สมัยใหม่ยังเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มได้รับค่าตอบแทนสูง สะท้อนถึงโอกาสทางอาชีพที่แตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับแรงงานทั่วไปในสายงานเดียวกัน
“ความต้องการในสายนี้ยังมีมหาศาลครับ หากเป็นช่างทั่วไป ค่าแรงอาจอยู่ที่วันละประมาณ 300–500 บาท และสามารถถูกทดแทนได้ไม่ยาก แต่หากเป็นช่างที่มีทักษะวิชาชีพชั้นสูงและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ค่าตอบแทนบางกรณีสามารถขยับไปถึงชั่วโมงละ 4,000 บาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดยังเปิดกว้าง และเปิดโอกาสให้เลือกเส้นทางอาชีพได้ทั้งการทำงานในฐานะพนักงานมืออาชีพ หรือการต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการในสายงานนี้ได้เอง”
ภายในงานพิธีปิดยังได้รับเกียรติจาก ผศ. ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดี พร้อมด้วยผู้บริหารจากบริษัทที่ลงนามความร่วมมือ (MOU) เข้าร่วม อาทิ บริษัท ช่วยราม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการจัดการเรียนรู้และการฝึกปฏิบัติจริงตลอดหลักสูตร ขณะเดียวกันผู้เรียนที่ผ่านเกณฑ์ยังได้รับใบประกาศนียบัตรรับรองโดยกระทรวง อว. ซึ่งสามารถนำไปเทียบโอนเป็นหน่วยกิตในระดับปริญญาตรีในอนาคต ช่วยเชื่อมต่อการเรียนรู้ระยะสั้นกับการศึกษาระดับสูง และเพิ่มความต่อเนื่องของการพัฒนาทักษะในสายวิชาชีพ
พ.ต.พิพัฒน์พงศ์ ยังกล่าวเสริมถึงแผนงานในลำดับถัดไปว่า ในปีงบประมาณ 2569 DPU ภายใต้การนำของอธิการบดี ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ยังวางแผนจัดการอบรมต่อเนื่องอีก 3 โครงการสำคัญ โดยในเบื้องต้นมีความร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) และโครงการ BOI STEMPlus ซึ่งเป็นหลักสูตรในรูปแบบ Non-Degree เช่นเดียวกับการดำเนินงานในครั้งนี้ โดยหลักสูตรทั้งหมดได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับทักษะแรงงานให้พร้อมรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ พร้อมทั้งมุ่งเน้นการพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้ และทักษะวิชาชีพระดับสูงในด้านการซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อให้ทั้งสองกลุ่มสามารถปรับตัว และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานทักษะสูงที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง







