(ภักดี วีระรัตน์ / รายงาน)
ปัญหาครูล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นแล้วจบไป แต่กลายเป็น "วิกฤตความปลอดภัย" ในสถานศึกษาที่สะท้อนถึงรอยร้าวในระบบการศึกษาและสังคมไทยในยุคปัจจุบัน
จากอดีตที่ครูคือ "แม่พิมพ์ของชาติ" เป็นผู้ได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครอง แต่ในยุคปัจจุบัน ข่าวสารการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียนกลับปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การคุกคามทางวาจา สายตา ไปจนถึงการกระทำชำเราสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของปัญหานี้คือ "โครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว" ภายในโรงเรียน ครูมีอำนาจในการให้คุณให้โทษ (เช่น คะแนน, เกรด, การจบการศึกษา) ทำให้เด็กนักเรียนเกิดความกลัว ไม่กล้าปฏิเสธ หรือไม่กล้าบอกใคร ความไว้วางใจที่ถูกทำลายเด็กมักถูกสอนให้เคารพและเชื่อฟังครูอย่างไม่มีเงื่อนไข ทำให้ผู้กระทำผิดใช้ช่องว่างนี้ในการล่อลวงหรือข่มขู่วัฒนธรรมการปกปิด: ในหลายกรณี โรงเรียนมักเลือกที่จะ "ไกล่เกลี่ย" หรือ "ช่วยปกปิด" เพื่อรักษาชื่อเสียงของสถาบัน มากกว่าการปกป้องตัวเด็ก
ยุคดิจิทัลช่องทางใหม่ของการคุกคาม ในยุคปัจจุบัน ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียนหรือห้องพักครูอีกต่อไป แต่ได้ขยายตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ผ่านโซเชียลมีเดียการคุกคามผ่านแชตการส่งข้อความล่อลวง ขอรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือการวิดีโอคอลคุกคามทางเพศ (Cyber Grooming) การใช้แบล็กเมล์ผู้กระทำผิดใช้ภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอมาข่มขู่ เพื่อบังคับให้นักเรียนยอมจำนนในชีวิตจริง ซึ่งสร้างความทุกข์ทรมานใจให้กับเด็กอย่างแสนสาหัส
ล่าวุดเมื่อวันที่10 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่สนมา"บิ๊กหวาน" พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาล่วงละเมิดทางเด็ก (SEXTORTION) ต่อเนื่อง ขยายผลพบทำผิดกว่า 10 ปี เด็กตกเป็นเหยื่อกว่า 20 ราย ณ ห้องประชุม ชั้น 4 ตำรวจภูธรภาค 7 โดยปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์รวมถึงการกระทำต่อเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นกำลังหลักของประเทศ ภายใต้แนวคิด “Together We Can Stop Human Trafficking” ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติ
พร้อมด้วย พล.ต.ท.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน จเรตำรวจ/หัวหน้าส่วนปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์ ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7, พล.ต.ต.ประสพชัย มัสยวนิชกูล รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7, พล.ต.ต.กานต์ ธรรมเกษม ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 7, พล.ต.ต.พิทักษ์ อุปพงษ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม และ พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกิตติยา ผู้บังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ร่วมแถลงพฤติการณ์แห่งคดี
คดีนี้นับเป็นภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่ในสถานศึกษาและสร้างความสะเทือนใจแก่สังคมเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ต้องหามีประวัติการศึกษาสูงถึงระดับปริญญาเอก และประกอบวิชาชีพเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ในโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง ทว่ากลับอาศัยภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือทางวิชาชีพเป็นเครื่องมือในการเข้าหานักเรียน โดยพบว่ามีเด็กตกเป็นเหยื่อจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศมาแล้วกว่า 20 ราย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ที่บริเวณหน้าบ้านพักในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.เมืองนครปฐม ก่อนจะนำตัวส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมาได้มีผู้ปกครองของเด็กชายอายุไม่ถึง 15 ปี เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครปฐม ว่าบุตรชายของตนเอง ถูกครูสอนพิเศษ ล่วงละเมิดทางเพศ ต่อมาผู้ปกครองเห็นความผิดปกติของบุตรชายมีลักษณะซึมเศร้า และแจ้งว่าเจ็บที่อวัยวะเพศ จึงได้พาไปพบแพทย์ แพทย์วินิจฉัยว่า อวัยวะเพศอักเสบ ต่อมาเด็กได้เล่าให้ผู้ปกครองฟังว่า ตนเองถูกครูที่จ้างมาสอนพิเศษนั้น ล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งครูคนดังกล่าวได้มีการถ่ายคลิปเอาไว้ด้วย อีกทั้งมีการข่มขู่ว่า “หากนำเรื่องนี้ไปบอกกับผู้ปกครองหรือบุคคลอื่น ครูก็จะเปิดเผยเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน จะไม่ยอมพังหรือเสียชื่อเสียงเพียงคนเดียว” จึงทำให้เด็กเกิดความเกรงกลัว และไม่กล้าที่จะเล่าให้ใครฟัง จนต้องยอมให้ครูคนดังกล่าวกระทำล่วงละเมิดซ้ำๆ กว่า 22 ครั้ง ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา
พนักงานสอบสวนได้ประสานกับทีมสหวิชาชีพ ร่วมสอบปากคำเด็ก ซึ่งเป็นเหยื่อ รวมทั้งผู้ปกครอง จนกระทั่งสามารถรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับผู้ต้องหาครูคนดังกล่าว อีกทั้งยังได้ประสานเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต(TICAC) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมทำการจับกุมผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นครูประจำชั้นระดับประถมศึกษาชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่บ้านพักในเขตจังหวัดนครปฐม เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยในการจับกุมยังได้ทำการตรวจยึดพยานหลักฐานอื่นๆ รวมทั้งคลิปวีดีโอ ที่ผู้ต้องหาถ่ายเก็บไว้ขณะล่วงละเมิดทางเพศเด็กชายคนอื่นๆ อีกจำนวนมาก ซึ่งจากการตรวจสอบพยานหลักฐานที่ตรวจยึดได้นั้น สามารถระบุได้ว่าผู้ต้องหาซึ่งเป็นครูคนดังกล่าวได้มีการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กชายมาตั้งแต่ ช่วงประมาณก่อนปี พ.ศ.2560 จนถึงปัจจุบัน ในขณะนี้สามารถระบุตัวเหยือซึ่งเป็นเด็กชายอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่ถูกกระทำล่วงละเมิดทางเพศได้เกือบ 20 ราย
การที่ผู้ต้องหารายนี้ ได้สามารถกระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กเป็นเวลานานได้นั้น เนื่องจากอาศัยความเป็นครู พูดจาหว่านล้อมชักจูงล่อลวง ทำให้เด็กคล้อยตามหลงเชื่อจนถูกล่วงละเมิดทางเพศ และหลังจากนั้นก็จะถ่ายคลิปวีดีโอขณะล่วงละเมิดเก็บไว้ และจะใช้ข่มขู่ว่าหากนำเรื่องนี้ไปบอกผู้ปกครองหรือบุคคลอื่น ผู้ต้องหาก็จะนำคลิปและเรื่องราวดังกล่าวไปประจานเช่นกัน จนทำให้เด็กเกิดความเกรงกลัวและต้องยอมให้ผู้ต้องหา กระทำการล่วงละเมิดทางเพศซ้ำแล้วซ้ำอีก จนบางครั้งเด็กมีอาการซึมเศร้าถึงขนาดมีความคิดทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย อีกทั้งเมื่อสถานศึกษาทราบเรื่อง บางสถานศึกษาเกิดความเกรงว่าจะเสื่อมเสียชื่อเสียงหากไปแจ้งความ และตกเป็นข่าว ในส่วนของผู้ปกครองก็เกรงว่าครอบครัวและลูกหลานของตนเองจะเสื่อมเสียชื่อเสียง รวมทั้งตกเป็นข่าวเกิดความอับอาย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้ความเชื่อมั่นต่อพี่น้องประชาชนว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติและทีมสหวิชาชีพ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีความเป็นมืออาชีพ และมีมาตรการรักษาความลับปกปิดตัวตนของผู้เสียหาย รวมถึงสถาบันหรือสถานศึกษา เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ครอบครัวและตัวของเหยื่อ มั่นใจได้ว่าจะไม่ได้รับผลกระทบทางสังคม ในการที่จะมาแจ้งความผู้ที่กระทำความผิด โดยเฉพาะการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทุกกรณี ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มุ่งหวังที่จะนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย อันเป็นการทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียหายและคืนความสงบสุข ให้แก่พี่น้องประชาชนและสังคมต่อไ
สำหรับสถานการณ์การล่วงละเมิดทางเพศเด็กในประเทศไทย ปัจจุบันทวีความรุนแรงและมีรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น ข้อมูลสถิติจากชุดปฏิบัติการปราบปรามการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็กทางอินเทอร์เน็ต (TICAC) ระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 9 กรกฎาคม 2569 มีการจับกุมผู้ต้องหาไปแล้วถึง 176 คน จากการดำเนินคดี 174 คดี โดยความผิดที่พบมากที่สุดคือการครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กซึ่งพุ่งสูงถึง 129 คดี สิ่งที่น่ากังวลคือมีเด็กและเยาวชนตกเป็นผู้เสียหายรวม 61 คน (หญิง 44 คน ชาย 17 คน) ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 10–17 ปี... บาดแผลจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็กไม่ได้หายไปพร้อมกับกาลเวลา แต่ส่งผลกระทบระยะยาวต่อตัวนักเรียนทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ"บาดแผลทางใจของเด็กที่ถูกกระทำ มักรุนแรงกว่าบาดแผลทางกายหลายเท่านัก"...ปัญหาครูล่วงละเมิดทางเพศนักเรียน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยให้เงียบหายไปกับกาลเวลา สังคมยุคใหม่ต้องเลิกตั้งคำถามหรือโทษเหยื่อ (Victim Blaming) แต่ต้องหันมาตั้งคำถามกับระบบที่ปล่อยให้ผู้มีอำนาจใช้ช่องว่างนี้ทำร้ายเด็กถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันล้างบางปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อคืน "โรงเรียน" ให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กทุกคนอย่างแท้จริง








