ภักดี วีระรัตน์ / รายงาน
“ทลายเครือข่ายพ่อทิพย์” ตัดวงจรมาเฟียข้ามชาติ สวมสิทธิ์สัญชาติไทยกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการทะเบียนราษฎรไทยอีกครั้ง กับปฏิบัติการเดินหน้ากวาดล้าง “เครือข่ายพ่อทิพย์” ขบวนการทุจริตสายดำที่สมรู้ร่วมคิดกับเจ้าหน้าที่รัฐหัวใส นำรายชื่อเด็กต่างด้าวหรือบุคคลไร้สัญชาติมาสวมรอยเป็นลูกของคนไทย เพื่อหวังผลประโยชน์ทางกฎหมายและสร้างเม็ดเงินมหาศาลจากธุรกิจสีเทา
เด็ดขาด-จริงจังเจาะลึกปฏิบัติการ “พ่อทิพย์” ในทางคดีไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่คือพฤติการณ์ที่คนไทย ซึ่งมักเป็นกลุ่มรับจ้าง หรือถูกหลอกเอาข้อมูล หรือยอมเซ็นชื่อรับรองบุตรในระบบทะเบียนราษฎรว่าเป็นบิดาผู้ให้กำเนิดของเด็กต่างชาติ ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดแม้แต่น้อยรูปแบบกลโกงหลักของขบวนการกลุ่มนายหน้าสายดาร์กทำหน้าที่จัดหาคนไทยที่เดือดร้อนเรื่องเงิน แลกกับค่าจ้างหลักหมื่นบาท เพื่อให้มาเซ็นรับเป็นพ่อ.. เจ้าหน้าที่รัฐนอกแถว เอื้ออำนวยความสะดวกในขั้นตอนการแจ้งเกิด ยื่นเอกสาร หรือปลอมแปลงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงปลายทางของขบวนการเมื่อเด็ก "ทิพย์" ได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ เอกสารนี้จะถูกนำไปใช้ฟอกตัวเพื่อทำธุรกิจสีเทา ซื้อทรัพย์สิน หรือขยายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในอนาคต
ปฏิบัติการกวาดล้างทั้งกระดานรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคง นำโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมมือกับกรมการปกครอง ได้ยกระดับมาตรการขั้นเด็ดขาดในการเช็กบิลขบวนการนี้อย่างถอนรากถอนโคน 3 มาตรการเชิงรุกที่นำมาใช้AI & Data Analytics: นำระบบเทคโนโลยีมาตรวจสอบความผิดปกติของงานทะเบียน เช่น ชายไทยหนึ่งคนมีชื่อเป็นพ่อของเด็กในเวลาใกล้เคียงกันหลายคน หรือการแจ้งเกิดย้อนหลังที่ผิดสังเกต DNA Testingในเคสที่มีความเสี่ยงหรือน่าสงสัย จะมีการบังคับใช้มาตรการตรวจความสัมพันธ์ทางสายเลือด (DNA) เพื่อยืนยันความเป็นพ่อลูกที่แท้จริง
ฟอกเงินและยึดทรัพย์: ไม่เพียงแต่ดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร เท่านั้น แต่ยังใช้กฎหมายฟอกเงินเข้ายึดทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้จากการทุจริตนี้
ผลกระทบและบทลงโทษ: คุกกี้ชิ้นโตที่ไม่คุ้มเสี่ยง
การกระทำดังกล่าวนอกจากจะทำลายความมั่นคงของชาติแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องรับโทษทัณฑ์อย่างหนักชนิดที่ไม่มีข้อยกเว้นโทษทัณฑ์ตามกฎหมาย:
เจ้าหน้าที่รัฐ: โดนข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157) และความผิดเกี่ยวกับเอกสารราชการ โทษสูงสุดคือไล่ออกจากราชการและจำคุกยาวพ่อทิพย์ (ผู้รับจ้าง): มีความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน และปลอมแปลงเอกสาร มีโทษจำคุกและปรับ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ร่วมกับ คณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (DOPA N.I.C.E.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงผลการปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายพ่อทิพย์” ปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และทุจริตระบบทะเบียนราษฎร เพื่อแจ้งเกิดให้บุตรได้สัญชาติไทยอันเป็นเท็จ ในห้วงที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการปราบปรามและดำเนินคดีกับขบวนการทุจริตทางทะเบียนราษฎรมาอย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 เปิดปฏิบัติการ “กวาดล้างทะเบียน G เทา” ทลายขบวนการทุจริตทางทะเบียนราษฎร พร้อมจับกุมปลัดอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงราย และเครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 เปิดปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงเงา” ปราบปรามขบวนการทุจริตนำคนต่างด้าว สวมบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (ทะเบียน 0) พร้อมจับกุมปลัดอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช) และเครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง
ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. พร้อมคณะประกอบด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ.ตร., พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รอง ผบช.น., พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น., นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง, นายอภินันท์ นวลสุวรรณ์ รักษาราชแทน ผู้อำนวยการกองข่าวกรองทางการเงิน ปปง., พ.ต.ท. สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท., นายสุภาพ ศิริ ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 1 ป.ป.ท., นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ และนายรัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ เลขานุการ DOPA N.I.C.E พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่างๆ เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายพ่อทิพย์” ครั้งนี้สืบเนื่องจาก ในห้วงเดือนเมษายน พ.ศ. 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ได้จับกุม นายเฉินฯ ชายสัญชาติจีน ซึ่งกระทำผิดฐานเป็นสแกมเมอร์โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินกว่า 70,000 ล้านบาท จากการสืบสวนขยายผลพบว่ามีการโอนเงินผ่านบัญชีม้าหลายบัญชีไปยัง นางสาวเป้าเจียวฯ ซึ่งเป็นภรรยาชาวจีนของ นายเฉินฯ โดย นางสาวเป้าเจียวฯ มีบุตร จำนวน 3 คน ซึ่งทั้ง 3 คน มีสัญชาติไทย จากการสืบสวนเชิงลึกในกรณีดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการจ้างวานชายสัญชาติไทยให้มาจดทะเบียนสมรสกับนางสาวเป้าเจียวฯ เพื่อให้มาเป็นบิดาของบุตร ซึ่งการทำคลอดและแจ้งการเกิด มีการซื้อแพ็กเกจของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใน กทม. และมีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือในการรับแจ้งเกิดให้เด็กได้สัญชาติไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมกับกรมการปกครอง และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เปิดปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 6 คน ได้แก่ (1) บุคคลชาวจีน จำนวน 2 คน (2) ชายไทยที่มารับจ้างจดทะเบียนสมรสและรับรองบุตรอันเป็นเท็จ จำนวน 3 คน และ (3) เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต จำนวน 1 คน พร้อมทั้งได้ทำการเพิกถอนรายการบุตรของชาวจีน ซึ่งแจ้งเกิดและได้สัญชาติไทยอันเป็นเท็จ จำนวน 5 คน
ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) ได้ประสานกับ DOPA N.I.C.E. เพื่อทำการสืบสวนขยายผลต่อ พบว่าการแจ้งเกิดบุตรของคนจีนให้ได้รับสัญชาติไทย มีบุคคลน่าเชื่อว่าเป็นผู้กระทำผิด ได้แก่
1. นางสาว ส. หญิงชาวไทย เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านธนบุรี เป็นนายหน้าไปติดต่อกับกลุ่มคนจีนที่อยากให้บุตรได้สัญชาติไทย โดยให้มาซื้อแพ็คเกจคลอดที่โรงพยาบาลแห่งนี้ และจัดการแจ้งเกิดบุตรให้ได้สัญชาติไทย และ2. นางสาว ศ. เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตธนบุรี เป็นนายทะเบียน อำนวยความสะดวก และรับแจ้งการเกิดโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
จากการตรวจสอบในระบบฐานข้อมูลการทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง พบรายการแจ้งการเกิดระหว่างมารดาชาวจีนกับบิดาสัญชาติไทย ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ จำนวน 164 คน โดยเฉพาะที่ นางสาว ส. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เป็นผู้แจ้งการเกิด กับ นางสาว ศ. เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตธนบุรี เป็นนายทะเบียนผู้รับแจ้งเกิด มีจำนวน 62 คน เมื่อทำการสืบสวนเชิงลึก จากการตรวจสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยสอบปากคำบิดาคนไทย และมารดาชาวจีนตรวจสอบเอกสารรับแจ้งการเกิดที่สำนักงานเขต ตรวจสอบเวชระเบียนของโรงพยาบาล และตรวจเปรียบเทียบสารพันธุกรรม (DNA) ระหว่าง บิดา-มารดา และบุตร จึงพบว่ามีการแจ้งเกิดอันเป็นเท็จ โดยบิดาคนไทยมิใช่บิดาที่แท้จริงเป็นที่แน่ชัดจำนวนอย่างน้อย 20 คน
วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 DOPA N.I.C.E. จึงได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่เรือ เพื่อดำเนินคดีกับ นางสาว ส. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ผู้แจ้งการเกิด, นางสาว ศ. เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตธนบุรี นายทะเบียนผู้รับแจ้งเกิด และชายสัญชาติไทย (พ่อทิพย์) รวมทั้งบิดา มารดา สัญชาติจีน ในความผิดฐานร่วมกันทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือกระทำการเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านหรือเอกสารทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา ๑๕๗ และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารรับเอกสารหรือกรอกข้อความลงเอกสาร รับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำการอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ รับรองว่าเป็นหลักฐานว่าได้มีการแจ้งซึ่งข้อความอันมิได้มีการแจ้งและรับรองหลักฐานซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในเอกสารนั้นตามมาตรา 162 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และความผิดที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การขออกหมายจับต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จำนวน 40 คน ประกอบด้วย
1. นางสาว ส. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน
2. นางสาว ศ. เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตธนบุรี
3. ชายสัญชาติไทย (พ่อทิพย์) จำนวน 17 คน
4. มารดา สัญชาติจีน จำนวน 16 คน
5. บิดา สัญชาติจีน จำนวน 5 คน
ซึ่งในจำนวนนี้ได้อนุมัติออกหมายจับแล้ว 21 คน และขอออกหมายค้นต่อศาล รวมจำนวน 53 หมาย เพื่อตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้อง และเก็บรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการดำเนินคดี ผลการปฏิบัติการในครั้งนี้ สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 16 คน ประกอบด้วย
1. นางสาว ส. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน
2. นางสาว ศ. เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตธนบุรี
3. ชายสัญชาติไทย (พ่อทิพย์) จำนวน 7 คน
4. มารดา สัญชาติจีน จำนวน 5 คน
5. บิดา สัญชาติจีน จำนวน 2 คน
ขณะนี้ยังเหลือ 26 คน อยู่ระหว่างการติดตามจับกุม โดยมีกรณีที่น่าสนใจ ดังนี้
1. กรณี ด.ช. ค. เป็นเด็กที่มีการถือสองสัญชาติ โดยพบว่ามีการแจ้งเกิดซ้ำ ด.ช. ค. เกิดเมื่อวันที่ 8 ม.ค.67 มีการแจ้งเกิดที่สำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 9 ม.ค.67 เพื่อให้ได้สัญชาติจีน ต่อมาวันที่ 23 ม.ค.69 ได้มีการแจ้งเกิดออีกครั้งที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ ผ่านสำนักงานเขตธนบุรี เพื่อให้ได้สัญชาติไทย โดยพบว่า ด.ช. ค. มีเลขประจำตัวประชาชนไทย และหนังสือเดินทางจีน ชื่อว่า ด.ช. ห. จึงทำให้เชื่อว่ามีความผิดปกติทางทะเบียน โดยมีพ่อที่แท้จริงคือ นายซูเหวียนฯ แม่คือ นางอู่เหมยฯ พ่อทิพย์คือ นาย ว. ซึ่งทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า ด.ช. ค. เป็นบุตรที่เกิดจากพ่อแม่ชาวจีน
2. กรณี ด.ช.น. ทางทะเบียนราษฎร พ่อคือ นาย ป. และ แม่คือ นางเสี่ยวอิ๋งฯ ซึ่ง นายป.ฯ ให้การปฏิเสธและอ้างว่าเป็นพ่อที่แท้จริง แต่ผลจากการตรวจ DNA พบว่า นาย ป. ไม่มีความสัมพันธ์พ่อ-ลูก กับ ด.ช.น. จึงเชื่อได้ว่า นาย ป. เป็นพ่อทิพย์ นอกจากนี้ ยังตรวจพบว่า นาย ป. เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทรับเหมาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง และอาคารภาครัฐซึ่งถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2568 ที่ผ่านมา
ในส่วนการแจ้งการเกิดเท็จที่แน่ชัดแล้ว จำนวน 20 คนดังกล่าว ได้แจ้งให้นายทะเบียนที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพิกถอนการแจ้งการเกิดของเด็กที่เป็นบุตรชาวจีนเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว นอกจากนี้ การกระทำผิดในกรณีนี้ เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอก ซึ่งสำนักงาน ปปง. จะได้ดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินการกับทรัพย์สินของเครือข่ายผู้กระทำความผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
ปฏิบัติการในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการทำงานเชิงบูรณาการเพื่อปกป้องความถูกต้องของระบบทะเบียนราษฎร ป้องกันการแทรกซึมของอาชญากรรมข้ามชาติ และรักษาความมั่นคงของชาติในระยะยาว
หากประชาชนพบเห็นพฤติการณ์น่าสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่า เรื่องนี้เป็นภารกิจด้านความมั่นคงที่จะต้องเดินหน้าตรวจสอบ ขยายผล และดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักกฎหมาย พยานหลักฐาน และความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย








